Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ปลดล็อกคาร์บอนเครดิต EV ด้วย CME Platform และ Data Box จาก สวทช.

ปลดล็อกคาร์บอนเครดิต EV ด้วย CME Platform และ Data Box จากสวทช.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผนึกกำลังสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน นำร่องเปิดตัว “CME Platform” แพลตฟอร์มบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจด้านการพิสูจน์กรรมสิทธิ์และความน่าเชื่อถือของข้อมูล

โครงการนี้นำร่องประยุกต์ใช้นวัตกรรม “Data Box” สำหรับจัดเก็บข้อมูลการเดินรถแบบอัตโนมัติเพื่อแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อน มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการในการขอรับรองมาตรฐาน T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ข้อมูลเชิงลึกจากระบบยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นฐานข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) ถือเป็นกลไกยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ในการเข้าสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับสากล

จุดเริ่มต้น CME Platform และนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าภาครัฐ

ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายระดับชาติในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) กลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดผลสัมฤทธิ์คือการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในภาคการขนส่ง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อทดแทนยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ตอบรับวาระแห่งชาติด้วยการริเริ่มนโยบาย “อว. for EV” ในสมัยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐรับบทบาทเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง การนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในหน่วยงานไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระงบประมาณด้านเชื้อเพลิงของภาครัฐ แต่ยังนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์ผ่านกลไกการประเมินและซื้อขายคาร์บอนเครดิต

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE)
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE)

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายว่า โครงการ แพลตฟอร์ม CME (CME Platform) ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการศึกษาแนวทางการรับรองและซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่าน โครงการเริ่มต้นจากการลงพื้นที่สำรวจและวิเคราะห์การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานสังกัดกระทรวง อว. ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดิม รวมกว่า 200 แห่ง ทั่วประเทศ กระบวนการศึกษานี้ใช้ระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปีครึ่ง ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนาระบบนำร่องที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ได้ทดสอบขั้นตอน รับทราบถึงข้อจำกัด และทำความเข้าใจกระบวนการทำงานจริงก่อนการขยายผลไปสู่ระดับประเทศ

อุปสรรคด้านกรรมสิทธิ์และข้อกำหนดการจัดการยานยนต์

ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS)
ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS)

การดำเนินการเพื่อให้ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตมีเงื่อนไขและรายละเอียดปลีกย่อยที่ซับซ้อน ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) สวทช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการได้พบข้อจำกัดสำคัญด้านกรรมสิทธิ์ของยานพาหนะและการเข้าถึงข้อมูล เนื่องจากมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถบัสไฟฟ้าโดยตรง แต่ใช้รูปแบบการให้สัมปทานการเดินรถแก่ภาคเอกชน การติดตั้งอุปกรณ์เก็บข้อมูลบนรถจึงต้องได้รับอนุญาตจากหลายภาคส่วน แม้บริษัทผู้ให้บริการเดินรถจะยินยอมให้ติดตั้งอุปกรณ์ แต่หากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์ในระบบข้อมูลส่วนกลางของตัวรถ (CANbus) ไม่อนุญาต การติดตั้งและการเชื่อมต่อข้อมูลก็ไม่สามารถดำเนินการได้

ข้อเท็จจริงดังกล่าวนำไปสู่ประเด็นสำคัญว่า สิทธิ์ในการถือครองและนำคาร์บอนเครดิตไปซื้อขายที่แท้จริงนั้นควรตกเป็นของฝ่ายใดระหว่างเจ้าของรถยนต์ผู้ให้บริการเดินรถหรือมหาวิทยาลัยผู้ให้พื้นที่สัมปทาน บทสรุปของความท้าทายนี้คือความจำเป็นในการเจรจาตกลงและระบุสิทธิ์ดังกล่าวให้มีความชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นกระบวนการ เพื่อให้สามารถนำสิทธิ์นั้นไปใช้ประโยชน์ในการซื้อขายได้จริง

นอกจากปัญหาด้านกรรมสิทธิ์แล้ว ยังมีเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับการจัดการยานพาหนะคันเก่า การประเมินคาร์บอนเครดิตมีข้อกำหนดว่า เมื่อองค์กรเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถบริการที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว รถยนต์สันดาปคันเดิมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้งานต่อ หากยานพาหนะคันดังกล่าวยังถูกนำไปใช้วิ่งรับส่งในเส้นทางอื่นหรือปฏิบัติงานในลักษณะอื่นที่ยังคงปล่อยมลพิษทางอากาศต่อไป การดำเนินการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะไม่เข้าเงื่อนไขการขอรับรองคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

นวัตกรรม Data Box ยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล

ข้อกำหนดของ อบก. ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและการพิสูจน์ข้อมูลได้อย่างชัดเจนเพื่อประกอบการขอรับรองคาร์บอนเครดิต กระบวนการเดิมที่อาศัยพนักงานขับรถจดบันทึกระยะทางด้วยมนุษย์ในทุกวันนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความคลาดเคลื่อน (Human Error) และถูกประเมินว่ามีความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอตามมาตรฐาน

สวทช. จึงได้นำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบแสดงผลข้อมูล (Dashboard) ควบคู่ไปกับการประดิษฐ์ชุดอุปกรณ์เก็บข้อมูล (Data Box) ขึ้นเอง

แม้ในท้องตลาดจะมีการจำหน่ายอุปกรณ์ลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่การพัฒนาโดยหน่วยงานวิจัยภายในประเทศช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้หลายประการ ประการแรก คือ การบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สอง คือ การรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล ป้องกันปัญหาข้อมูลองค์กรรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก ประการสำคัญคือ ความสามารถในการปรับแต่งฟังก์ชันการทำงานให้สอดคล้องกับระเบียบวิธี (Methodology) ที่ทวีความเข้มงวดของ อบก. ได้อย่างแม่นยำ

การใช้อุปกรณ์ Data Box เพื่อเก็บข้อมูลการเดินรถแบบอัตโนมัตินี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล และคลายข้อกังวลให้แก่ภาคธุรกิจในการเตรียมหลักฐานเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

พื้นที่ทดลอง Sandbox ในสถาบันการศึกษา

การประยุกต์ใช้งานระบบแพลตฟอร์มในสภาพแวดล้อมจริงถือเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ผศ.ดร.ชานนท์ ชูพงษ์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร. ธัญบุรี) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายและระบบการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับวิ่งรับส่งนักศึกษาภายในพื้นที่ให้บริการอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อได้รับทราบถึงแนวทางการพัฒนาโครงการ CME Platform จึงได้เกิดการหารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการนำแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ามาช่วยบริหารจัดการข้อมูลการเดินรถ การเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เพื่อปฏิบัติการรันระบบแพลตฟอร์มและจัดเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริง

เป้าหมายหลักของการทดสอบในพื้นที่จริงคือการแก้ปัญหากระบวนการทำงานแบบเดิม ซึ่งคนขับรถต้องเป็นผู้จดบันทึกข้อมูลการเดินทางและระยะทางด้วยมือ (Manual) ในทุกวัน กระบวนการดังกล่าวสร้างความกังวลในเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลและเปิดโอกาสให้เกิดความผิดพลาดจากบุคคล (Human Error) ได้ง่าย

การนำระบบอุปกรณ์อัตโนมัติเข้ามาใช้งานทดแทนไม่เพียงแต่ช่วยลดความผิดพลาดดังกล่าว แต่ยังช่วยให้เกิดการรวบรวมข้อมูลส่วนกลางที่ครอบคลุม ข้อมูลที่จัดเก็บได้อย่างเป็นระบบนี้สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ภาพรวมของการขับเคลื่อนนโยบายอว. for EV” ทั้งยังเอื้อต่อการตรวจสอบและวางแผนปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามวงจรบริหารงานคุณภาพ (PDCA) เพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีน้ำหนักในการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินคาร์บอนเครดิตในขั้นต่อไป

มาตรฐาน T-VER และความท้าทายสู่ตลาดสากล

กระบวนการประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยในปัจจุบันดำเนินการภายใต้มาตรฐาน T-VER ซึ่งเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจระดับประเทศ จากการหารืออย่างต่อเนื่องระหว่าง สวทช. และ อบก. พบว่าระเบียบวิธี (Methodology) สำหรับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากยานยนต์ไฟฟ้าได้รับการปรับปรุงให้มีความเข้มงวดและรัดกุมมากยิ่งขึ้น ข้อกำหนดเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลการเดินรถ การบริหารจัดการแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปคันเดิมอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์

เงื่อนไขที่ซับซ้อนนี้ส่งผลให้ในปัจจุบันยังมีหน่วยงานที่สามารถผ่านเกณฑ์และสามารถเคลมคาร์บอนเครดิตได้ในสัดส่วนที่น้อยมาก โครงการ CME Platform จึงทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำคัญในการให้คำแนะนำและนำเทคโนโลยีเข้ามาปิดช่องโหว่ดังกล่าว

แม้การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนและทุกอุตสาหกรรม แต่การผลักดันการเปลี่ยนผ่านในภาคยานยนต์ไฟฟ้านับเป็นกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดขึ้นในทันที ทั้งในมิติของการลดต้นทุนด้านพลังงานและการลดมลพิษจากการเผาไหม้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะของมาตรฐาน T-VER ที่เป็นภาคสมัครใจ ระดับราคาของการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศจึงอาจยังไม่สูงเท่ากับมาตรฐานแบบภาคบังคับ (Mandatory) ในต่างประเทศ ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การยกระดับการจัดการข้อมูลให้เทียบเท่าระดับสากล

ในต่างประเทศมีบริบทและระเบียบวิธีด้านคาร์บอนเครดิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป ปัจจุบันเริ่มมีตัวอย่างของบริษัทเอกชนไทยบางแห่งที่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้อย่างครบถ้วนและประสบความสำเร็จในการขายคาร์บอนเครดิตให้กับตลาดยุโรปได้แล้ว

การยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลด้วยระบบอัตโนมัติและการปรับปรุงแนวปฏิบัติงานของหน่วยงานภายในประเทศผ่านโครงการ CME Platform จึงเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อม หากประเทศไทยต้องการมุ่งสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นเพื่อรองรับกติกาของตลาดโลกจึงเป็นก้าวต่อไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สร้างความเชื่อมั่นสู่ภาคธุรกิจและการต่อยอดรายงาน CFO

การขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์จำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ธเนศ วัฒนโกสิน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไอทูเอ็นเตอร์ไพรซ์จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาจากภาคเอกชน กล่าวว่า ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจจริง (Commercial Viability) ความท้าทายหลักในการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตคือกระบวนการพิสูจน์ข้อมูลให้มีความถูกต้องเพื่อขอรับรองมาตรฐาน อุปกรณ์ Data Box ที่โครงการพัฒนาขึ้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและแก้ข้อกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมเรื่องข้อสัญญาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์คาร์บอนเครดิตตลอดจนกระบวนการจัดการยานยนต์สันดาปคันเดิม ถือเป็นรายละเอียดเชิงปฏิบัติที่ผู้ประกอบการต้องวางแผนเตรียมการล่วงหน้า การริเริ่มแพลตฟอร์มนี้จึงเป็นฟันเฟืองที่จะช่วยผลักดันให้เกิดธุรกิจคาร์บอนเครดิตในประเทศ

นอกเหนือจากเป้าหมายในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยตรงแล้ว การจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในด้านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเชิงลึกที่มีความถูกต้องและแม่นยำจากการบันทึกผ่าน Data Box สามารถนำไปต่อยอดใช้เป็นฐานข้อมูลหลักสำหรับการคำนวณและจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO – Carbon Footprint for Organization) และคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (CFP – Carbon Footprint of Product) ได้ การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามีส่วนสำคัญในการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมขององค์กร ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการจัดเก็บที่ได้มาตรฐานจึงช่วยให้หน่วยงานและภาคธุรกิจสามารถประเมินและรายงานตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิงที่สามารถตรวจสอบได้

โครงการ CME Platform จึงถือเป็นก้าวแรกในการสร้างระบบนิเวศการจัดการคาร์บอนเครดิตที่สมบูรณ์ ก่อนที่จะขยายผลการดำเนินงานไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลของประเทศต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

40 ปี NECTEC ชูบทบาท ‘วิศวกรชาติ’ เปลี่ยนไทยจาก ‘ผู้ใช้’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้างเทคโนโลยีอนาคต’

ทรู ทำกำไรต่อเนื่อง 4 ไตรมาสติด จ่ายเงินปันผล 4,100 ล้านบาท

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar