ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 การขึ้นทะเบียน “บัญชีนวัตกรรมไทย” จะเริ่มเดินภายใต้บทบาทใหม่ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียน โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569
การเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการย้ายหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ NIA ปรับทั้งระยะเวลาการได้รับสิทธิ หลักเกณฑ์การพิจารณา โครงสร้างคณะกรรมการ กระบวนการตรวจสอบ และเตรียมนำการติดตามผลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เป้าหมายคือทำให้บัญชีนวัตกรรมไทยไม่จบอยู่ที่การเป็นรายชื่อผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แต่เชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง โดยใช้ภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้น ก่อนต่อยอดไปสู่ตลาดเอกชนและการเติบโตทางธุรกิจ
NIA รับบทใหม่ เปลี่ยนบัญชีสู่กลไกสร้างตลาด
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวว่า เป้าหมายของการปรับแนวทางครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ในบัญชี แต่ต้องทำให้บัญชีนวัตกรรมไทยสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการ ภาครัฐ และระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการทำให้นวัตกรรมไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์ เติบโต และแข่งขันได้ในตลาดจริง
บัญชีนวัตกรรมไทยจึงถูกวางให้เป็นกลไกส่งเสริมการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ใช้ภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้น กระตุ้นผู้ประกอบการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และผลักดันโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม
การเปลี่ยนบทบาทดังกล่าวทำให้โจทย์ของบัญชีไม่ได้อยู่เพียงว่าผลิตภัณฑ์ใดมีคุณสมบัติพอที่จะได้รับสิทธิ แต่รวมถึงผลิตภัณฑ์นั้นยังมีความเป็นนวัตกรรมหรือไม่ พร้อมสำหรับการผลิตและส่งมอบหรือไม่ มีตลาดรองรับหรือไม่ และเมื่อเข้าสู่ตลาดแล้วสามารถสร้างผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด
ลดสิทธิ 8 เหลือ 5 ปี ทบทวนความเป็นนวัตกรรม
การเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม คือการลดระยะเวลาการได้รับสิทธิจากเดิม 8 ปี เหลือ 5 ปี โดยเมื่อครบกำหนดสามารถยื่นขอต่ออายุได้อีกไม่เกิน 3 ปี หากผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นยังมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม มีระดับความเป็นนวัตกรรมสูง มีศักยภาพในการแข่งขัน และอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
เหตุผลของการปรับระยะเวลาอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาด ผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นนวัตกรรมในวันที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอาจกลายเป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายหรือมีผู้ผลิตจำนวนมากในตลาดก่อนครบ 8 ปี การกำหนดระยะเวลา 5 ปีจึงเปิดให้มีการทบทวนสถานะของผลิตภัณฑ์ และการต่ออายุอีกไม่เกิน 3 ปีจะพิจารณาทั้งความเป็นนวัตกรรม ผลกระทบ ศักยภาพการแข่งขัน และความสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
NIA ยังจะพิจารณาการคงอยู่ของผลิตภัณฑ์บางรายการในบัญชี หากพบว่ามีคุณลักษณะที่อาจไม่สอดคล้องกับการเป็นสินค้านวัตกรรมแล้ว เช่น มีผู้ผลิตจำนวนมากในตลาดหรือเทคโนโลยีดังกล่าวแพร่หลาย เพื่อให้บัญชีสะท้อนผลิตภัณฑ์และบริการที่ยังมีความเป็นนวัตกรรม และลดความเสี่ยงจากการผูกขาด
6 เกณฑ์ใหม่ คัดนวัตกรรมที่พร้อมสู่ตลาด

หลักเกณฑ์ใหม่ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความใหม่ของผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยี แต่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์และบริการต้องผ่านการประเมินครบ 6 มิติ ได้แก่ 1) การสร้างคุณค่าจากนวัตกรรมในประเทศไทย 3) ระดับความใหม่และความแตกต่างเชิงนวัตกรรม 3) ความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพ มาตรฐานและความปลอดภัย 4) ศักยภาพการขยายตลาดและการเติบโตเชิงพาณิชย์ 5) ความพร้อมและความต่อเนื่องในการผลิตและส่งมอบ และ 6) ศักยภาพในการสร้างผลกระทบจากนวัตกรรม
ดร.กริชผกา สรุปหลักเกณฑ์ทั้ง 6 มิติว่า “สร้างในไทย ใหม่จริง ดีและปลอดภัย มีตลาด ส่งมอบได้ และสร้างผลกระทบ” โดยผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องผ่านทุกมิติ ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ผลิตภัณฑ์มีความใหม่ แต่หากไม่มีศักยภาพทางตลาด ไม่พร้อมผลิตหรือส่งมอบ หรือไม่ผ่านมาตรฐานที่กำหนด ก็ไม่ครบคุณสมบัติสำหรับการขึ้นบัญชี
ผู้ประกอบการที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน ส่วนหน่วยงานภาครัฐต้องมีอำนาจตามกฎหมายในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรม
ปรับกระบวนการใหม่ วางกรอบพิจารณา 90 วัน
การปรับเกณฑ์มาพร้อมการเปลี่ยนกระบวนการตรวจสอบ ตั้งแต่การยื่นคำขอและเอกสาร การตรวจสอบเบื้องต้น การให้ความเห็นโดยผู้เชี่ยวชาญ การกลั่นกรองและประเมินคุณสมบัติ ไปจนถึงการพิจารณาของคณะกรรมการ เมื่อผ่านกระบวนการของ NIA แล้วจึงส่งให้สำนักงบประมาณตรวจสอบราคา ก่อนประกาศขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย
NIA ปรับโครงสร้างคณะกรรมการโดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเป็นประธาน ขณะที่ผู้อำนวยการ NIA เป็นกรรมการ พร้อมแยกงานบัญชีนวัตกรรมออกจากส่วนงานที่ทำหน้าที่ให้ทุนหรือส่งเสริมสตาร์ตอัป เพื่อแยกบทบาทการส่งเสริมผู้ประกอบการออกจากการพิจารณาคุณสมบัติขึ้นบัญชี
กระบวนการพิจารณาถูกวางกรอบไว้ไม่เกิน 90 วัน ในกรณีที่เอกสาร หลักฐาน และมาตรฐานที่จำเป็นครบถ้วน โดยเกณฑ์ใหม่ใช้กับคำขอที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอยู่เดิมยังคงได้รับสิทธิตามระยะเวลาเดิม ส่วนคำขอที่ยื่นไว้ก่อนวันที่ 1 ตุลาคมจะใช้หลักเกณฑ์เดิมในการพิจารณา
ใช้ตลาดภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนขยายสู่เอกชน
แม้บัญชีนวัตกรรมไทยจะเชื่อมโยงกับตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยตรง แต่ NIA ไม่ได้วางให้ภาครัฐเป็นตลาดปลายทาง ดร.กริชผกา อธิบายว่า ตลาดภาครัฐสามารถเป็นพื้นที่แรกที่ช่วยพิสูจน์ว่านวัตกรรมใช้งานได้อย่างไร ก่อนที่ผู้ประกอบการจะนำประสบการณ์และการยอมรับที่เกิดขึ้นไปต่อยอดสู่ตลาดเอกชน
เป้าหมายจึงครอบคลุมไปถึงตลาดธุรกิจและตลาดผู้บริโภค โดยผลิตภัณฑ์และบริการที่ผ่านการขึ้นบัญชีและมีภาครัฐเป็นตลาดแรก สามารถนำผลจากการใช้งานไปสร้างการยอมรับ ขยายตลาด และเติบโตในเชิงพาณิชย์ต่อไป
แต่การทำให้ตลาดภาครัฐทำหน้าที่เป็นตลาดแรกได้จริง ยังขึ้นอยู่กับการนำผลิตภัณฑ์ในบัญชีไปใช้ด้วย NIA จึงเตรียมพูดคุยกับหน่วยงานภาครัฐและตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนสามารถเข้าถึงตลาดได้มากน้อยเพียงใด
กว่า 900 รายการ โจทย์ต่อไปคือต้องวัดผล
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยประมาณ 900 กว่ารายการ โดยยังมีกลุ่มการแพทย์และการก่อสร้างอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่ซอฟต์แวร์ ไฟฟ้า อาหาร และเกษตรยังมีจำนวนไม่มาก NIA ต้องการกระตุ้นให้นวัตกรรมจากสาขาเหล่านี้เข้าสู่บัญชีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารและเกษตรซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ
อย่างไรก็ตาม จำนวนผลิตภัณฑ์ในบัญชียังไม่สามารถบอกผลลัพธ์ของกลไกนี้ได้ เพราะข้อมูลสำคัญที่ NIA ระบุว่ายังไม่มี คือผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นบัญชีแล้วได้รับการจัดซื้อจริงเท่าไร ผู้ประกอบการกี่รายสามารถขายได้ และการจัดซื้อกระจุกตัวอยู่กับผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมใด ปัจจุบัน NIA อยู่ระหว่างขอข้อมูลย้อนหลัง และระบุว่าจะนำการติดตามประเมินผลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน
ดังนั้น หลังวันที่ 1 ตุลาคม สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงว่ามีนวัตกรรมผ่านเกณฑ์ใหม่และเข้าสู่บัญชีกี่รายการ แต่คือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเข้าสู่การใช้งานจริงได้มากน้อยเพียงใด และสามารถเดินต่อจากตลาดภาครัฐไปสู่ตลาดเอกชนได้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้ว่า “บัญชีนวัตกรรมไทย” ในบทบาทใหม่สามารถทำหน้าที่เชื่อมงานวิจัย นวัตกรรม และตลาดเข้าด้วยกันได้ตามเป้าหมายเพียงใด
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
GII 2026 ไทยขึ้นอันดับ 44 นวัตกรรมโลก ผลผลิตดีขึ้น แต่จุดอ่อนเดิมยังอยู่
วรนุช KBTG ชี้ AI ก้าวสู่ Digital Workforce มนุษย์ต้องเป็น ‘Master of AI’



