Share on
×

Share

นวัตกรรมไทยติดอะไร จบวิทยาศาสตร์อันดับ 7 แต่สิทธิบัตรยังต่ำ

นวัตกรรมไทยติดอะไร จบวิทยาศาสตร์อันดับ 7 แต่สิทธิบัตรยังต่ำ

ไทยมีผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับ 7 ตามข้อมูลการจัดอันดับของ IMD แต่ผลงานด้านสิทธิบัตรยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาการนำความรู้และงานวิจัยไปต่อยอดเป็นเทคโนโลยี ขณะที่การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นจากอดีตแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับยังอยู่ในช่วงอันดับเดิมมานานกว่า 20 ปี โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การแก้ระบบสนับสนุนงานวิจัย ควบคู่กับการพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ไทยสร้างผลงานจากบุคลากรและเงินลงทุนที่มีอยู่ได้มากขึ้น

ธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวในหัวข้อ Reimagining Thailand’s Innovation System: Overcoming Obstacles ในงาน Outstanding Technologist Awards & TechInno Forum 2026 ว่า การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นภารกิจที่ TMA ร่วมกับพันธมิตรผลักดันมาเกือบ 20 ปี แต่ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อ ทั้งการสร้างผลงานจากงานวิจัย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพการศึกษา ซึ่งล้วนมีผลต่อความสามารถของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีและแข่งขันในระยะยาว

ข้อมูลผู้จบวิทยาศาสตร์ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นปัญหาได้ชัดขึ้น เดิมไทยอยู่ในกลุ่มอันดับ 40 กว่าในตัวชี้วัดนี้ แต่เมื่อ TMA ทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงพบว่าการจัดเก็บและส่งข้อมูลให้ IMD มีความคลาดเคลื่อน หลังปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้อง อันดับของไทยจึงขึ้นมาอยู่ที่ 7 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการแก้ไขข้อมูล และทำให้เห็นว่าไทยมีผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ธีรนันท์ตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนผู้จบด้านวิทยาศาสตร์ ยังไม่สอดคล้องกับผลงานด้านสิทธิบัตรและผลงานตีพิมพ์ จึงต้องพิจารณาต่อว่า ไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเชิงลึกเพียงพอหรือไม่ ระบบแรงจูงใจเหมาะสมกับการสร้างผลงานแล้วหรือยัง และมีขั้นตอนที่ยุ่งยากจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางานวิจัยไปสู่สิทธิบัตรหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบร่วมกัน แต่การที่ตัวเลขสิทธิบัตรอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่องทำให้เขาเห็นว่า ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขในระดับระบบ

งบวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นข้อจำกัด

ด้านเงินลงทุน ไทยมีพัฒนาการจากช่วงเริ่มต้นที่ TMA และพันธมิตรผลักดันเรื่องวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งขณะนั้นมีการลงทุนประมาณ 0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP มาอยู่ที่กว่า 1% อย่างไรก็ตาม ระดับดังกล่าวยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ต้องการให้ไม่น้อยกว่า 2% ธีรนันท์มองว่าเงินลงทุนยังเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนต่อ พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ช่วยให้บุคลากรนำความรู้มาสร้างผลงานได้

เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ TMA ให้ความสนใจมาตั้งแต่ช่วงต้นของการผลักดันเรื่องนี้ เพราะเคยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 เช่นเดียวกับไทย ก่อนฟื้นตัวและพัฒนาขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี ธีรนันท์ระบุว่าเกาหลีใต้มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในระดับประมาณ 4–5% ของ GDP ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นความสำคัญของการลงทุนต่อเนื่อง และเป็นเหตุให้ไทยต้องกลับมาพิจารณาว่า หลังจากผลักดันเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน ระบบวิจัยและนวัตกรรมยังมีข้อจำกัดส่วนใดที่ต้องเร่งแก้ไข

เมื่อพิจารณาผลด้านการแข่งขัน ไทยอยู่อันดับ 26 จาก 70 ประเทศ ขยับขึ้นจากอันดับ 30 โดยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจอยู่ที่อันดับ 10 ประสิทธิภาพภาครัฐอันดับ 32 และประสิทธิภาพภาคธุรกิจอันดับ 21 แม้อันดับรวมจะดีขึ้น แต่เมื่อมองย้อนหลังประมาณ 25 ปี ไทยยังอยู่ในช่วงอันดับ 25–30 เป็นส่วนใหญ่ บางช่วงขยับขึ้นมาแล้วกลับลดลงในปีถัดไป ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในกลุ่มอันดับ 40–50 ต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี และเป็นข้อจำกัดสำคัญของการแข่งขัน

ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป เช่น ถนน อยู่ในอันดับประมาณ 20 ซึ่งธีรนันท์มองว่าเป็นด้านที่ทำได้ค่อนข้างดีและมีการลงทุนมาก แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี แม้ไทยจะมีเครือข่าย 5G ที่ดี ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นที่ต้องพัฒนา ส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์อยู่ที่อันดับ 37 ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าการยกระดับความพร้อมของประเทศต้องครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป เทคโนโลยี และความสามารถในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

การกระจายเทคโนโลยี เป็นอีกปัญหาที่เห็นได้จากบริการสุขภาพ ไทยมีบริการทางการแพทย์ที่ดีและให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในฐานะโอกาสสร้างการเติบโต แต่พื้นที่นอกกรุงเทพฯ ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ทั้งจำนวนแพทย์ พยาบาล อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ นอกจากนี้ ปัญหามลพิษทางอากาศ น้ำ และการกำจัดสารพิษยังส่งผลต่อสุขภาพประชาชน ทำให้การพัฒนาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมยังเป็นประเด็นที่ไทยต้องให้ความสำคัญควบคู่กัน

พัฒนาคนวิทยาศาสตร์ ต้องเริ่มจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน

รากฐานของการสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ธีรนันท์ กล่าวว่า ด้านการศึกษาของไทยอยู่ในอันดับ 52 และอยู่ในกลุ่มอันดับ 50 กว่ามาอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญคือ ระบบการศึกษาสามารถเตรียมผู้เรียนให้มีความรู้พื้นฐาน เพียงพอสำหรับการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสูงได้หรือไม่ หากผู้เรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยโดยมีพื้นฐานไม่แข็งแรง ข้อจำกัดนั้นย่อมส่งผลต่อการเรียนรู้ และความสามารถในการมีส่วนร่วมพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังสำเร็จการศึกษา

ทักษะภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องหนึ่งที่เขาเห็นว่าต้องเร่งแก้ไข เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงตำราและองค์ความรู้จากทั่วโลก ความสามารถทางภาษาที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้เรียนมีข้อจำกัดในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะที่ผลการประเมิน PISA เป็นอีกข้อมูลที่ธีรนันท์หยิบมาสะท้อนปัญหาความรู้พื้นฐานของเด็กไทย ทั้ง 2 เรื่องเกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรในระยะยาว และทำให้การแก้ปัญหาระดับมหาวิทยาลัยต้องเชื่อมโยงกับการยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย

ธีรนันท์มองว่า การประสานงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช่วงให้ต่อเนื่องกัน พร้อมเสนอให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาร่วมกันผลักดันการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เป้าหมายคือให้ไทยพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มากขึ้น ผ่านการเตรียมบุคลากรที่มีพื้นฐานและความเชี่ยวชาญเพียงพอ การแก้อุปสรรคในการสร้างผลงาน และการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

GII 2026 ไทยขึ้นอันดับ 44 นวัตกรรมโลก ผลผลิตดีขึ้น แต่จุดอ่อนเดิมยังอยู่

นาโนเทค สวทช. จับมือ อรินแคร์ ขยายชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่ร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ

Colored PV แผงโซลาร์เซลล์หลากสีจากงานวิจัยไทย สู่ตลาดอาคารและเกษตร

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar