Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

NIA ชี้เทรนด์ปี 2569: รุก AI สู้โกง- ดัน Defense Tech – Pet Economy บูม

NIA ชี้เทรนด์ปี 2569: รุก AI สู้โกง- ดัน Defense Tech - Pet Economy บูม

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์โลกในปี 2026 (พ.ศ. 2569) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้การนำของ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการฯ ได้ชี้ภาพทิศทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นถึงจุดตัดสำคัญระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Technology Trend) และพฤติกรรมผู้บริโภค (Market Trend) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์เต็มรูปแบบ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการกระจายโอกาสสู่ระดับภูมิภาค

ภูมิทัศน์เทคโนโลยี 2569: ยุคแห่ง AI และเกราะป้องกันอาชญากรรม

ภูมิทัศน์เทคโนโลยี 2569: ยุคแห่ง AI และเกราะป้องกันอาชญากรรม

ปี 2569 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่มีความสำคัญสูงสุด ควบคู่ไปกับระบบ Hyper Automation และระบบเชื่อมโยงข้อมูล โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ประเมินคะแนนการใช้งาน AI ของประเทศไทยไว้ที่ระดับ 8 จาก 10 คะแนน ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้งาน AI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 Fintech (เทคโนโลยีการเงิน) อันดับ 2 Retail Tech (ค้าปลีกและการดูแลลูกค้า) และ อันดับ 3 Health (สุขภาพ) โดยมีรายละเอียดการใช้งาน ดังนี้

  • Hyper Automation และบทบาทของหุ่นยนต์: เทคโนโลยีมุ่งเน้นระบบอัตโนมัติ ที่ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน แม้ประเทศไทยอาจไม่ได้ผลิตหุ่นยนต์เองทั้งหมด แต่เนื่องจากต้นทุนหุ่นยนต์ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะจากจีน) มีราคาถูกลง ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถเน้นการพัฒนาโปรแกรมหรือคำสั่ง (Logic) เพื่อป้อนให้หุ่นยนต์ทำงานในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทไทยได้
  • AI ในการวิเคราะห์ศักยภาพมนุษย์: มีการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ทักษะ (Skill set) ของเด็กและเยาวชนผ่านข้อมูลทางชีวภาพ เช่น การวิเคราะห์ลายนิ้วมือ เพื่อค้นหาความถนัดและแนวทางอาชีพในอนาคต
  • นวัตกรรมสู้กลโกง (Innovation against Scams): เทคโนโลยีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสและป้องกันอาชญากรรม โดยสามารถตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้งบประมาณ และการลงเวลาทำงานได้ ในภาคการเงิน ธนาคารใช้ระบบตรวจจับความผิดปกติของธุรกรรมและ “บัญชีม้า” ซึ่งระบบดิจิทัลสามารถติดตามร่องรอย (Track down) ได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์
  • โอกาสของสตาร์ตอัปไทยด้านความปลอดภัย: ปัญหาสแกมเมอร์ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่กังวลเรื่องชื่อเสียง จึงเป็นโอกาสของสตาร์ตอัปไทยในการพัฒนาระบบหลังบ้าน (Backbone) เพื่อป้องกันภัยคุกคามเหล่านี้ให้กับองค์กรต่าง ๆ
  • ความท้าทายเรื่องข้อมูล (Data Bias): การใช้งาน AI ยังเผชิญความท้าทายเรื่องความลำเอียงของข้อมูล หากใช้โมเดลหรือข้อมูลจากต่างประเทศโดยไม่มีข้อมูลท้องถิ่นที่เพียงพอ ผลลัพธ์ที่ได้อาจผิดเพี้ยนไปตามแหล่งที่มาของข้อมูล (เช่น การใช้ AI จีนประมวลผลภาพใบหน้าคน อาจได้ผลลัพธ์ที่ค่อนไปทางเชื้อชาติจีน)

Market Trends: เจาะขุมทรัพย์ “Pet Economy” และ “Silver Solution”

Market Trends: เจาะขุมทรัพย์ "Pet Economy" และ "Silver Solution"

ในมิติการตลาด NIA ระบุถึง “Megatrends” ที่เป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสอดรับกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันมุ่งเน้นความเป็นส่วนตัว (Personalization) ที่เจาะจงรายบุคคลมากขึ้น

  • Pet Economy (เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง): ท่ามกลางอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง เทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนลูก (Pet Humanization) กลับเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ “Pet Economy” เป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก โดยประเทศไทยมีจุดแข็งในฐานะผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ด้านนวัตกรรมได้ก้าวไปสู่บริการสุขภาพขั้นสูงและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
  • นวัตกรรมการแพทย์: มีการใช้เทคโนโลยี สเต็มเซลล์ สำหรับสุนัขและแมว โดยเก็บจากเลือดและนำไปปั่นเพื่อสกัดสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ทำให้สัตว์เจ็บปวด (ไม่ต้องเจาะไขสันหลัง) และมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบน้อยกว่าการทำในมนุษย์
  • นวัตกรรมอาหาร (Human-Grade): แนวโน้มการพัฒนาขนมขบเคี้ยว (Snack) ที่เจ้าของและสัตว์เลี้ยงสามารถทานร่วมกันได้ (Duo) โดยมีการปรับปรุงรสชาติ เช่น ลดความเค็ม เพื่อให้ปลอดภัยต่อสุขภาพของทั้งคนและสัตว์
  • บริการอื่น ๆ: ธุรกิจสปา ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง และบริการระบบติดตามตำแหน่ง (Tracking) สำหรับสัตว์เลี้ยง
  • Silver Economy (เศรษฐกิจสูงวัย): เมื่อค่าเฉลี่ยอายุคนไทยพุ่งเกิน 70 ปี ตลาดสินค้าเพื่อผู้สูงอายุจึงขยายตัวครอบคลุมถึง “ไลฟ์สไตล์” และความปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “Silver Solution” หรือสูงวัยมีสุข เพื่อให้ผู้สูงอายุยังคงความกระฉับกระเฉง (Active) โดยมีกลุ่มสินค้านวัตกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่
    • Sleep Tech (เทคโนโลยีการนอน): เพื่อแก้ปัญหาการนอนหลับไม่ลึกและการฟื้นฟูร่างกาย ตลาดจึงต้องการผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ที่นอน ปลอกหมอน สเปรย์ปรับอากาศ ไปจนถึงอุปกรณ์ Wearable เช่น แหวนหรือนาฬิกาอัจฉริยะ ที่สามารถตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับ (Deep Sleep) ได้อย่างแม่นยำ
    • การปรับปรุงที่อยู่อาศัย (Universal Design): เน้นการปรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างห้องน้ำและบันได ซึ่งเป็นจุดที่ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุหกล้มถึงร้อยละ 90 แนวทางการปรับปรุงรวมถึงการทำทางลาด การติดตั้งลิฟต์บ้าน และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงตัว (Anti-fall support)
    • สังคมและสุขภาพจิต: การพัฒนา Community สำหรับผู้สูงอายุ ระบบ Telehealth และ Telemate เพื่อลดความโดดเดี่ยวและป้องกันการถูกหลอกลวง ซึ่งช่วยฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ (Heal กาย Heal ใจ)
    • การฝึกสมอง: อุปกรณ์หรือกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้สูงอายุได้ใช้สมองและทักษะร่างกายในส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เพื่อชะลอความเสื่อมถอย

Sustainability & Climate Tech: จากกระแสสู่ “มาตรฐาน” และ”อากาศสะอาด”

ประเด็นความยั่งยืน (Sustainability) ได้เปลี่ยนสถานะจากทางเลือกเป็น “ความปกติใหม่” (New Normal) ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญจนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ (The Must) สินค้าและบริการในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อโลก ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการใช้งาน โดยมีรายละเอียดในประเด็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญ ดังนี้

  • Carbon Accounting (เทคโนโลยีบัญชีคาร์บอน): ในปีนี้เทคโนโลยีด้านการทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting) จะมีความโดดเด่นขึ้นอย่างมาก ถือเป็นขั้นกว่าของการพูดเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั่วไป เทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับกฎระเบียบ (Regulation) ที่จะเข้ามาควบคุมสินค้าและบริการ การมีระบบบัญชีคาร์บอนที่แม่นยำจะช่วยให้สามารถสะสมตัวเลขคาร์บอนเครดิตของประเทศให้มีความน่าเชื่อถือ (Solid) มากขึ้น นอกจากนี้ ในอนาคตอาจมีนโยบายจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
  • PM 2.5 Solutions และบทบาทของ NIA: ในขณะที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะดูแลภาพรวมเรื่องอากาศสะอาดและการจัดการไฟป่า แต่บทบาทของ NIA จะมุ่งเน้นการสนับสนุน “นวัตกรรมปลายน้ำ” ที่เป็นอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับประชาชน ได้แก่
    • อุปกรณ์ป้องกันและตรวจวัด: การพัฒนาหน้ากากป้องกันฝุ่น และแอปพลิเคชันสำหรับตรวจวัดค่าฝุ่นละออง เพื่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
    • Climate X และ Circular Economy: แนวคิด Climate X จะทำงานเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และบัญชีคาร์บอน โดยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัสดุในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หรือเครื่องหนังที่ทำจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Plant-based) หรือผ้าที่รีไซเคิลจากขยะ (Recycled Fabric) อย่างเช่นเสื้อของเจ้าหน้าที่สำนักงานฯ
    • Green Venue: การผลักดันมาตรฐานการจัดงานอีเวนต์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติก และเน้นการใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (Reuse)

Regional Innovation: ปั้นเมืองนวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานองค์กร

NIA ให้ความสำคัญกับการกระจายความเจริญทางนวัตกรรมออกจากศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานใน 2 มิติหลัก ดังนี้

  1. Regional & City Innovation (การสร้างอัตลักษณ์เมืองนวัตกรรม): แนวทางสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งในระดับเมือง (City Innovation) และกระจายโอกาสไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านกลไก “หมู่บ้านนวัตกรรม” และโครงการ “นิลมังกร” โดยมีเป้าหมายให้แต่ละเมืองมีจุดเด่นและอัตลักษณ์ทางนวัตกรรมของตนเอง คล้ายกับโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ที่แต่ละเมืองมีสินค้าและจุดขายที่ชัดเจน

    กรณีศึกษา “อำเภอกันทรลักษ์”: NIA ยกตัวอย่างความสำเร็จในการลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งอาจดูเป็นพื้นที่ห่างไกล (Middle of nowhere) และเผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 แต่มีการนำนวัตกรรมเกษตรมาใช้ในการปลูกมะเขือเทศ (Tomato) จนสร้างรายได้มหาศาล การสร้างต้นแบบความสำเร็จ (Role Model) เช่นนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการทำตามและการขยายผลในวงกว้าง
  2. Innovation Productivity & ISO (ยกระดับมาตรฐานองค์กร): การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (National Competitiveness) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากองค์กรระดับย่อย ทั้ง SME และบริษัทขนาดใหญ่ยังขาดขีดความสามารถด้านนวัตกรรม NIA จึงมุ่งเน้นการยกระดับผลิตภาพนวัตกรรม (Innovation Productivity) ผ่านการร่วมมือกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
    • มาตรฐาน ISO ด้านนวัตกรรม: NIA ผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ เข้าสู่มาตรฐาน ISO ด้านการจัดการนวัตกรรม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเป็นนวัตกรรมในระดับสากล ปัจจุบันเริ่มมีองค์กรไทยผ่านการรับรองแล้ว เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่ (อาทิ โรงพยาบาลเปาโล) โดยเป้าหมายคือการทำให้มาตรฐานนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับบริษัทขนาดเล็ก เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับโลก

ยุทธศาสตร์ Defense Tech: เทคโนโลยีสองทาง (Dual-use)

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้งบประมาณด้านความมั่นคงมีแนวโน้มเติบโตขึ้น NIA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Tech) โดยมุ่งเน้นการสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยเพื่อลดการนำเข้า มีรายละเอียดสำคัญดังนี้

  • โครงสร้างการบริหารจัดการทุนวิจัยใหม่: ปัจจุบันมีการจัดตั้งหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ด้านความมั่นคง หรือ PMU ด้านกลาโหม แยกออกมาอย่างชัดเจน จากเดิมที่กระจายอยู่ในหน่วยงานอื่น เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนสำหรับการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านนี้โดยเฉพาะ
  • มุ่งเน้นเทคโนโลยีสองทาง (Dual-use Technology): NIA กำหนดทิศทางการสนับสนุนเทคโนโลยีในรูปแบบ “Dual-use” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้ทั้งในภารกิจความมั่นคงและพลเรือน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “โดรน” (Drone) ซึ่งในอดีตมีการนำโดรนเพื่อการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในภารกิจทางทหาร
    • กรณีศึกษา “โดรน” (Drone) และการสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ: แม้ประเทศไทยอาจไม่สามารถผลิตยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ได้ทั้งหมด แต่มีศักยภาพในการผลิตโดรนและอุปกรณ์เสริม (Equipment)
    • การผลิตและซ่อมบำรุง: การผลิตโดรนในประเทศมีข้อได้เปรียบเรื่องการซ่อมบำรุงที่ง่ายกว่าการนำเข้า หากมีการผลิตในปริมาณมาก (Mass production) จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง
    • การพัฒนาต่อยอด: ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาโครงสร้าง (Body) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือรูปทรงที่เหมาะสม พัฒนาฟังก์ชันการบิน การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบ (Scanning/Monitoring) หรือแม้กระทั่งการติดอาวุธเข้าไป ซึ่งเป็นการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริม (Add-on) ที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ คล้ายกับการผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์

กิจกรรมไฮไลต์: Beef Fest มหกรรมเนื้อไทยมาตรฐานโลก

ในส่วนของการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านอาหารและการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (Innovation Linkage) NIA เตรียมจัดกิจกรรมสำคัญในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ (เดือนแห่งความรัก) คือเทศกาล “Beef Fest” ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

  • การเชื่อมโยง Ecosystem ครบวงจร: งานนี้ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่รวมภาคส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน ทั้งผู้ซื้อ (Buyer) ผู้ขาย (Seller) และเชฟ (Chef) มาอยู่ในงานเดียว เพื่อแก้ปัญหาการจัดงานรูปแบบเดิมที่ผู้ซื้อและผู้ขายอาจเข้าไม่ถึงกัน นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Influencer เข้าร่วมงานเพื่อสร้างการรับรู้ด้วย
  • เนื้อคุณภาพในราคาที่ย่อมเยา: ไฮไลต์ของงานคือการนำเนื้อคุณภาพดี (ระดับโลก) มาจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยา โดยปัจจัยที่ทำให้สามารถทำราคาได้ดีเนื่องจากทางผู้จัดงานมีนโยบาย “ไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่” (ไม่เก็บค่าที่) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าสู่ผู้บริโภคได้โดยตรงในราคาที่เหมาะสม

สู่เป้าหมาย “ชาติแห่งนวัตกรรม”

ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ NIA มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยก้าวพ้น “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) ด้วยการใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องควบคู่ไปกับ “นโยบายนวัตกรรม” (Innovation Policy) ที่เอื้อต่อการลงทุนเชิงพาณิชย์ และการยกระดับทักษะคนไทยให้พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ชาติแห่งนวัตกรรม” (Innovation Nation) ได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายที่วางไว้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ส่องรัฐแพลตฟอร์ม: ยุทธศาสตร์ดิจิทัลพรรคประชาชน

Digital for All: ยกระดับคุณภาพชีวิตไทยอย่างเท่าเทียม

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar