กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท (A Asset) เดินหน้าลงทุนโครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกในกรุงเทพฯ มูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานี BTS ทองหล่อ พัฒนาในรูปแบบ Leasehold 40 ปี มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 100,000 ตารางเมตร
การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว และทองหล่อมีโครงการที่อยู่อาศัยระดับบนให้เลือกอยู่แล้ว แต่ อนวัช ฉัตรศิริกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท กล่าวว่า แม้ภาวะตลาดปัจจุบันจะค่อนข้างชะลอตัว แต่ตลาดไม่ได้หยุดนิ่ง ยังมีการซื้อและการลงทุนเกิดขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงการมีความแตกต่างและตอบความต้องการของลูกค้าได้จริงหรือไม่
โจทย์ของทองหล่อ คือตลาดมีสินค้าให้เลือกอยู่จำนวนมาก ข้อมูล Terra Research ที่ A Asset นำเสนอระบุว่า ตลาดคอนโดมิเนียมย่านทองหล่อยังมียูนิตเหลือขายมากกว่า 1,300 ยูนิต ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มพรีเมียม ราคา 160,000–240,000 บาทต่อตารางเมตร ลักชัวรี 250,000–380,000 บาทต่อตารางเมตร อัลตร้าลักชัวรี 400,000–500,000 บาทต่อตารางเมตร ไปจนถึงซูเปอร์ไพรม์ตั้งแต่ 500,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป
ทองหล่อมีสินค้าให้เลือกมาก โจทย์คือสร้างความต่าง
แทนที่จะเพิ่มคอนโดมิเนียมหรูเข้าสู่ตลาด A Asset เลือกพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส โดยมองว่าทองหล่อมีองค์ประกอบของการใช้ชีวิตค่อนข้างครบอยู่แล้ว ทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน ร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรม และระบบขนส่งมวลชน เพียงแต่กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของย่าน โอกาสจึงอยู่ที่การนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเชื่อมเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการใช้ชีวิตได้ครบมากขึ้น
อนวัช กล่าวว่า การเพิ่มที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ บริษัทจึงศึกษาคนในพื้นที่และความต้องการของคนแต่ละช่วงอายุ โดยไม่ได้กำหนดช่วงอายุใดเป็นตลาดหลัก แต่ต้องการให้โครงการรองรับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงชีวิต
จากการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคระดับบนไม่ได้มองความหรูหราจากวัสดุ ราคา หรือภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความสะดวก ความเป็นส่วนตัว สุขภาวะ และการประหยัดเวลา สิ่งที่คนแต่ละช่วงอายุต้องการร่วมกันคือที่อยู่อาศัยที่ช่วยให้ชีวิตง่ายและสะดวกขึ้น พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ขณะที่ทองหล่อยังมีข้อจำกัดเรื่องที่จอดรถและพื้นที่สีเขียว ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบโครงการที่ใช้ชื่อเรียกชั่วคราวภายใต้รหัส “SKV53”
‘Simply Luxury’ เมื่อความหรูอยู่ที่คุณภาพชีวิต

A Asset วางตำแหน่ง SKV53 ภายใต้แนวคิด “Simply Luxury” โดยไม่ได้มองความหรูหราจากการเลือกใช้สิ่งที่มีราคาแพง แต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความเหมาะสม ความทนทาน และการดูแลรักษาในระยะยาว เพื่อให้สิ่งที่ออกแบบและเลือกใช้ตอบการอยู่อาศัยจริงได้ต่อเนื่อง
แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้กับการวางองค์ประกอบของโครงการให้รองรับการใช้ชีวิตในหลายด้าน ประกอบด้วย
- อาคารโพเดียม (Podium): สูง 6 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ออกแบบให้เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ ด้านบนเป็นสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ (Roof Park / Rooftop Garden)
- Tower A (สูง 39 ชั้น): พัฒนาเป็น โรงแรมระดับ 5 ดาว ขนาดประมาณ 640 ห้อง
- Tower B (สูง 28–29 ชั้น): พัฒนาเป็น Branded Residence หรูหราและเป็นส่วนตัว จำนวนประมาณ 220 ยูนิต
- พื้นที่สำนักงาน (Modern Office): พื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ขนาดประมาณไม่เกิน 3,000 ตารางเมตร
- Supporting Retail: พื้นที่ค้าปลีกเพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยเน้นการซัพพอร์ตคนในชุมชน ไม่ใช่การสร้างศูนย์การค้าแฟชั่นขนาดใหญ่
- Wellness Center: ศูนย์ดูแลสุขภาพขนาดใหญ่ มุ่งเน้นการดูแลเชิงป้องกันก่อนเกิดโรค (Preventive Healthcare) บริหารจัดการโดยมืออาชีพ
เปิดพื้นที่สีเขียว เชื่อมโครงการกับชุมชน
แนวคิดของ SKV53 ไม่ได้หยุดอยู่ที่คุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยภายในโครงการ แต่ขยายไปถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบ A Asset จึงวางพื้นที่สีเขียวไว้มากกว่า 5,000 ตารางเมตร โดยเบื้องต้นประมาณ 2,000 กว่าตารางเมตรจะเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนในชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้
อนวัช กล่าวว่า พื้นที่สีเขียวดังกล่าวไม่ได้ทำเพื่อหัวงผลในการขอ Floor Area Ratio โบนัส หรืออัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อที่ดินแต่เกิดจากความตั้งใจที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง และทำมากกว่าข้อกำหนดของโครงการ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่มองผลกระทบออกไปถึงพื้นที่และชุมชนรอบข้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในโครงการ
เรื่องการเดินทางถูกมองในทิศทางเดียวกัน แม้โครงการจะมีที่จอดรถ 772 คัน แต่ A Asset ไม่ต้องการให้จำนวนที่จอดรถกลายเป็นการดึงรถยนต์เข้าสู่พื้นที่และเพิ่มความแออัด บริษัทจึงมีแผนเชื่อมโครงการกับสถานี BTS ทองหล่อ เพื่อสนับสนุนการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน โดยรายละเอียดของทางเชื่อมยังอยู่ระหว่างการดำเนินการกับ BTS
Leasehold 40 ปี ทางเลือกในตลาดทองหล่อ
A Asset เลือกพัฒนาโครงการแห่งแรกในกรุงเทพฯ ในรูปแบบ Leasehold 40 ปี เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับทั้งผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยและนักลงทุน โครงสร้างสัญญาสำหรับลูกค้าแบ่งเป็น 30 ปีและ 10 ปี ขณะที่บริษัทเป็นผู้เช่าหลักของที่ดินในระยะยาว มีสัญญาเช่ารวม 45 ปี แบ่งเป็นช่วงพัฒนาโครงการ 5 ปี และช่วงใช้งานจริง 40 ปี
อนวัช มองว่า ผู้ซื้อและนักลงทุนบางส่วนไม่ได้ต้องการถือครองอสังหาริมทรัพย์อย่างถาวร เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสินทรัพย์อาจกลายเป็นภาระที่ต้องดูแล ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยในทองหล่ออยู่ในระดับสูง การพัฒนาแบบ Leasehold จึงช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้น และทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกในการหาพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนผู้ลงทุนสามารถใช้เงินต้นที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อ Freehold มาคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่มีการเปิดเผยราคาขายเพราะยังไม่ได้ข้อสรุป อนวัชให้กรอบไว้ว่า หากเปรียบเทียบกับ Freehold ในทำเลและตลาดเดียวกัน ราคา Leasehold ต้องต่ำกว่าไม่น้อยกว่า 30% จึงจะมีความน่าสนใจ
ต่อยอดฐานวิศวกรรม สู่แฟล็กชิปในกรุงเทพฯ
แม้ A Asset จะยังเป็นชื่อใหม่ในตลาดผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2560 โดยต่อยอดจากประสบการณ์ของกลุ่มธุรกิจด้านวิศวกรรม การบริหารโครงการ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมกว่า 165,000 ล้านบาท
รากฐานสำคัญมาจาก PPSN บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาและบริหารงานก่อสร้าง ซึ่งมีประสบการณ์ตั้งแต่โครงการที่อยู่อาศัย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ยังได้ร่วมลงทุนกับ BCONS ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศเวียดนาม มานานกว่า 10 ปี
โครงการ SKV53 จะดึงกลุ่มทุนจากเวียดนามเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการด้วย
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการทำ Due Diligence และกระบวนการ EIA โดยประเมินระยะเวลาก่อสร้างจนแล้วเสร็จประมาณ 3–4 ปี ขณะที่ชื่อโครงการอย่างเป็นทางการ แบรนด์โรงแรม ผู้ดำเนินการ Wellness Center พันธมิตร และราคาของ Branded Residence ยังไม่ได้เปิดเผย โดยบริษัทจะทยอยประกาศรายละเอียดต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Colored PV แผงโซลาร์เซลล์หลากสีจากงานวิจัยไทย สู่ตลาดอาคารและเกษตร
Plaza Premium ปักหมุดเลานจ์แห่งแรกที่สุวรรณภูมิ เสิร์ฟบริการระดับโลกในกลิ่นอาย Local



