เอคเซนเชอร์ จัดงานเสวนาสำหรับผู้นำองค์กร CEO Forum 2026 ภายใต้คอนเซปต์ “TOMORROW by DESIGN: Shaping Thailand’s Future with Innovation and AI” เชิญผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาคธนาคาร ภาคโทรคมนาคม และภาคพลังงาน ร่วมหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรจากการใช้ AI เฉพาะในโครงการทดลองต่าง ๆ ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทั่วทั้งองค์กรและแนวทางสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
งานเสวนาในครั้งนี้เน้นย้ำบทบาทของเอคเซนเชอร์ในการช่วยลูกค้าคิดค้นแนวทางใหม่ (Reinvention) เพื่อรับมือกับยุค AI ผ่าน 4 แกนสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์กร (Enterprise), ด้านธุรกิจ (Business), ด้านบุคลากร (Talent) และด้านประสบการณ์ลูกค้า (Customer) โดยมีผู้บริหารระดับโลกและระดับภูมิภาคเข้าร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึกเพื่อหาโซลูชันที่เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจในประเทศไทย
ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย เผยข้อมูลจากการหารือกับซีอีโอและคณะกรรมการบริหารองค์กรชั้นนำว่า เทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดคือการเร่งนำ AI มาใช้งานแบบบูรณาการเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมาย มากกว่าการใช้งานแบบแยกส่วน
“หลายองค์กรเริ่มเดินหน้าใช้ AI แล้ว แต่ก้าวต่อไปคือการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง หรือ Enterprise Reinvention ซึ่งต้องทบทวนทั้งวิธีการตัดสินใจและการดำเนินงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้าไปฝังไว้ในแกนกลางของธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน” คุณปฐมากล่าว พร้อมระบุว่าองค์กรไทยมุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการวางรากฐานให้สามารถขยายผล (Scale) ได้จริงในทางปฏิบัติ
3 ปัจจัยขับเคลื่อนสู่การเป็น Intelligent Enterprise

อะนูป ซากู ซีอีโอ เอคเซนเชอร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “องค์กรดิจิทัล” (Digital Enterprise) ที่เน้นประสิทธิภาพตามกระบวนการ กับ “องค์กรอัจฉริยะ” (Intelligent Enterprise) ที่สามารถรับรู้และตอบสนองแบบเรียลไทม์ โดยเสนอ 3 ปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้
อย่างแรกคือ การยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI อนาคตของโลกการทำงานจะไม่ได้มีแค่มนุษย์หรือ AI อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นมนุษย์และ AI ที่ทำงานร่วมกันเพื่อเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน ซึ่งเอคเซนเชอร์ใช้คำว่า “Human in the Lead” เป็นการที่มนุษย์ควบคุมการตัดสินใจในจุดที่จำเป็น ความอัจฉริยะขององค์กรไม่ได้สร้างขึ้นมาด้วยอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นมาจากคนที่เข้าใจธุรกิจ เข้าใจเทคโนโลยี และมีอำนาจหน้าที่ในการเชื่อมทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน องค์กรที่จะก้าวเป็นผู้นำ จะเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ในเชิงกลยุทธ์มาเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ใช่แค่นำไปอยู่ในรายการฝึกอบรมเท่านั้น
สองคือ สร้างสมองดิจิทัลอัจฉริยะ (Intelligent Digital Brain) ของตัวเอง บริษัทส่วนใหญ่มีข้อมูล แต่มีไม่กี่แห่งที่มีการจัดระเบียบความรู้ และมีน้อยกว่านั้นที่สามารถนำไปใช้ในบริบทของการปฏิบัติงานจริง ลองพิจารณาดูว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกปิดกั้นในองค์กรของคุณตอนนี้ ระบบเทคโนโลยีหลักที่ทันสมัยจะเป็นตัวช่วยปลดล็อกสิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งเอคเซนเชอร์เรียกว่า Intelligent Digital Brain เป็นสถาปัตยกรรมที่สามารถรวมองค์ความรู้เฉพาะขององค์กร บริบทต่าง ๆ รวมถึงตรรกะในการตัดสินใจ และทำให้สามารถนำมาใช้ได้ทั่วทั้งองค์กร
ปัจจัยที่สาม คือ การจ่ายภาษีโครงสร้างพื้นฐาน (Foundation Tax) เพราะแม้ AI จะช่วยต่อยอดศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้ แต่ถ้าไม่มีพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่ง AI ก็จะกลายเป็นสิ่งรบกวน AI นั้น มีความฉลาดล้ำไปตามข้อมูลที่เรียนรู้ การที่ข้อมูลกระจัดกระจาย แยกเป็นส่วน ๆ ไม่มีการกำกับดูแล จะสร้าง AI ที่ไม่น่าเชื่อถือ และ AI ที่ไม่น่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมที่ต้องเดิมพันสูงนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการไม่มี AI เลยเสียอีก จึงควรต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่ปลอดภัย มีข้อมูลที่เชื่อมต่อกัน และมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดด้วย”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ThaiLLM: รากฐาน AI สัญชาติไทย สู่อธิปไตยดิจิทัลที่ยั่งยืน
3 ปี Medical AI Consortium สู่ยุทธศาสตร์ CoE การแพทย์ไทย



