Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

บ้านปู ชี้ทรานส์ฟอร์มองค์กร ต้องเริ่มที่ ‘คน’ ไม่ใช่กลยุทธ์

บ้านปู ชี้ ทรานส์ฟอร์มองค์กร ต้องเริ่มที่ 'คน' ไม่ใช่กลยุทธ์

องค์กรที่รอดพ้นจากวิกฤติมาได้ มักไม่ได้ชนะคู่แข่งเพราะมีกลยุทธ์ที่เหนือกว่า แต่เป็นเพราะมี “คน” ที่สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์บนหน้ากระดาษ ให้เกิดขึ้นจริงได้

ท่ามกลางความผันผวนอย่างต่อเนื่องของธุรกิจพลังงานจากปัจจัยภายนอก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เลือกที่จะแก้โจทย์นี้ด้วยการหันกลับมาโฟกัสสิ่งภายในองค์กรอย่าง “คน” วิธพล เจาะจิตต์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ทรัพยากรมนุษย์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอแนวคิดในหัวข้อ “Driving Business Transformation Through People” ในงาน Thailand HR Tech 2026 ว่า การเปลี่ยนผ่านองค์กรที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการระบุขีดความสามารถของบุคลากรให้ชัดเจนเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการจัดสรรบทบาทระหว่างมนุษย์และ AI ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างมูลค่าธุรกิจที่วัดผลได้จริง

กลยุทธ์ที่ดีไม่พอ ถ้าคนยังทำไม่ได้

หลายองค์กรลงทุนในการวางกลยุทธ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่กลับพบว่าแผนที่วางไว้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพราะทิศทางผิด แต่เพราะคนในองค์กรไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการลงมือทำ

คุณวิธพล กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการทรานส์ฟอร์มองค์กรจึงไม่ใช่การวางกลยุทธ์ แต่คือการระบุให้ชัดเจนว่าองค์กรต้องการขีดความสามารถ (Capabilities) ชุดใด บ้านปูใช้แนวคิดที่เรียกว่า “โมเดลขนมชั้น 3 ระดับ” เป็นกรอบในการระบุความสามารถที่ต้องสร้าง ชั้นแรกคือความสามารถที่ทำให้ธุรกิจเดิมมั่นคง ชั้นที่สองคือความสามารถในการต่อยอดและรู้วิธีทำธุรกิจใหม่ และชั้นที่สามคือความสามารถแห่งอนาคตที่มุ่งสร้างนวัตกรรม

เมื่อรู้ว่าต้องการความสามารถชุดใดแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือการประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่าความสามารถใดที่สร้างเองได้จากภายใน และความสามารถใดที่สร้างไม่ทันและต้องหาจากภายนอก

“องค์กรต้องประเมินด้วยความซื่อสัตย์ว่าความสามารถใดที่สร้างเองได้ภายใน และความสามารถใดที่สร้างไม่ทันและจำเป็นต้องหาจากภายนอก”

การแยกแยะระหว่างสิ่งที่ต้อง Build และสิ่งที่ต้อง Buy คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ต้องเกิดขึ้นก่อนสิ่งอื่นใด เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางการลงทุนทั้งในด้านคนและเทคโนโลยีทั้งหมดที่จะตามมา

เมื่อธุรกิจผันผวน องค์กรต้องฉลาดพอที่จะวิ่งสองทางพร้อมกัน

ธุรกิจพลังงานไม่ใช่ธุรกิจที่สามารถรอให้วิกฤตผ่านไปก่อนแล้วค่อยปรับตัวได้ ความผันผวนของราคาพลังงาน นโยบายของแต่ละประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันองค์กรพลังงานอยู่ตลอดเวลา

คุณวิธพล อธิบายว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนเหล่านี้ การทรานส์ฟอร์มเพื่อสร้างความมั่นคงจำเป็นต้องทำทั้ง 2 ทางพร้อมกัน คือทำให้ธุรกิจปัจจุบันมั่นคง และสร้างธุรกิจใหม่ไปในเวลาเดียวกัน สิ่งที่จะช่วยให้องค์กรผ่านความผันผวนนี้ไปได้คือการเป็น Intelligent Organization หรือองค์กรที่มีความฉลาดในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเบื้องหลังของ Intelligent Organization ก็คือการมีคนในองค์กรที่สามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างฉลาดนั่นเอง

บริหารคน 6,500 คน กว่า 20 สัญชาติ ความหลากหลายคือโจทย์ที่ซับซ้อนกว่ากลยุทธ์

ก่อนที่องค์กรจะเดินหน้าสร้างขีดความสามารถได้ ผู้บริหารต้องเข้าใจบริบทของพนักงานอย่างถ่องแท้เสียก่อน และในกรณีของบ้านปู บริบทนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

บ้านปูมีพนักงานทั้งสิ้น 6,500 คน โดยเป็นคนไทยเพียง 9% ที่เหลือมาจากมากกว่า 20 สัญชาติ และครอบคลุมพนักงานในทุกช่วงวัย ความหลากหลายในระดับนี้ทำให้การขับเคลื่อนองค์กรผ่านเรื่องคนมีความซับซ้อนเกินกว่าจะใช้แนวทางเดียวกันได้กับทุกกลุ่ม

สำนักงานใหญ่จึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการออกคำสั่ง แต่ต้องเป็นผู้สร้างการทำงานร่วมกัน (Synergizer) ระหว่างประเทศ ทำหน้าที่มองภาพรวมและจัดสรรเงินลงทุนตามกลยุทธ์ ออกแบบการกำกับดูแลบริษัทลูกทั่วโลก รวมถึงรับผิดชอบการพัฒนาคนในระดับองค์กร และสร้าง Data Center ที่รวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนมาไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้องค์กรที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกยังสามารถเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้

7 ระดับทักษะความคิด เส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง AI และมนุษย์

เมื่อองค์กรเข้าใจบริบทของคนแล้ว คำถามต่อมาคือจะพัฒนาคนให้มีขีดความสามารถแบบใดในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

คุณวิธพล อธิบายว่า ทักษะการจัดการข้อมูลของมนุษย์แบ่งออกเป็น 7 ระดับ ได้แก่

  1. ความเข้าใจข้อมูล
  2. การแปลความหมาย
  3. การเห็นรูปแบบ
  4. การเข้าใจระบบและเหตุปัจจัย
  5. การสร้างทางเลือกจากข้อมูล
  6. การมองเห็นโอกาส
  7. และสูงสุดคือการ Unlearn

ปัจจุบัน AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ในระดับที่ 1 และ 2 ได้แล้วอย่างสมบูรณ์ และเข้ามาช่วยได้อย่างมีนัยสำคัญในระดับที่ 3 ทักษะในระดับที่สูงขึ้นไปจึงเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องเข้าไปทำงาน โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน

ประเด็นที่น่าพิจารณาที่สุดอยู่ที่ทักษะระดับที่ 7 คือ Unlearning หรือการรู้ว่าต้องละทิ้งสิ่งใดเพื่อเดินหน้าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องของจิตสำนึกมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ เพราะ AI บอกไม่ได้ว่าเราควรลืมสิ่งใด

“AI ไม่ได้เกิดมาเพื่อแทนที่คน แต่คนที่ไม่ยอมยกระดับตัวเองต่างหากที่จะทำให้ตัวเองล้าหลัง”คุณวิธพล กล่าว

คำกล่าวนี้เปลี่ยนกรอบการมอง AI จากภัยคุกคามมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนที่พร้อมปรับตัวสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และองค์กรที่เข้าใจจุดนี้จะใช้ AI เพื่อยกระดับศักยภาพคน ไม่ใช่เพื่อทดแทนคน

อย่าใช้ AI เพราะกลัวตกกระแส ต้องรู้ก่อนว่าจะเริ่มที่ไหน

เมื่อเข้าใจแล้วว่า AI ควรเสริมคนอย่างไร คำถามที่ตามมาคือในทางปฏิบัติจะเริ่มต้นจากจุดใด

คุณวิธพล เตือนว่า องค์กรไม่ควรนำ AI มาใช้เพียงเพราะความกลัวตกกระแส (Fear of Missing Out) แต่ควรเริ่มต้นด้วยการคิดจากภาพใหญ่ลงมา (Top-down) ให้ชัดเจนก่อนว่าจะนำ AI มาใช้เพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างมูลค่าในส่วนใด

ในทางปฏิบัติ บ้านปูเลือกเริ่มนำ AI ไปใช้ที่ฝั่งธุรกิจและสินทรัพย์ (Asset) ก่อนฝั่งระบบงานหลังบ้าน (Operating Function) เหตุผลคือการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วจะช่วยสร้างโมเมนตัมและความเชื่อมั่นภายในองค์กรได้ดีกว่า นอกจากนี้ ทีมดิจิทัลต้องมีแผนงาน (Roadmap) ที่ชัดเจน และดำเนินการทีละขั้นตอนเพื่อให้พนักงานในองค์กรมีเวลาปรับตัวตามได้ทัน

บทบาทระหว่างคนและ AI ยังต้องถูกแบ่งอย่างชัดเจนด้วย โดยคนรับผิดชอบการบริหารห่วงโซ่อุปทาน การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจที่ต้องอาศัยบริบทของความเป็นมนุษย์ ในขณะที่ AI ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและคาดการณ์ล่วงหน้า

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่ AI ที่ฉลาดขึ้น แต่คือมูลค่าบริษัทที่สูงขึ้น

ท้ายที่สุด การทรานส์ฟอร์มองค์กรทั้งหมดต้องตอบคำถามเดียว นั่นคือสร้างมูลค่าให้บริษัทได้หรือไม่

ในมุมมองของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องสามารถวัดผลได้ผ่านตัวเลข เช่น สัดส่วน P/E องค์กรจึงต้องระบุให้ได้ว่าปัจจัยใดส่งผลต่อมูลค่าเหล่านั้น และจัดสรรบทบาทระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อยกระดับการประเมินมูลค่าธุรกิจ

“การขับเคลื่อนองค์กรจะเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างคนและ AI โดยมี AI เป็นตัวช่วยเสริมศักยภาพ และมีมนุษย์เป็นผู้กำหนดทิศทาง” คุณวิธพล กล่าว

การทรานส์ฟอร์มองค์กรที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดที่จำนวนเทคโนโลยีที่นำมาใช้ แต่วัดที่ว่าองค์กรสามารถทำให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจนเกิดมูลค่าที่จับต้องได้หรือไม่ และนั่นคือโจทย์ที่ทุกองค์กรต้องตอบให้ได้ด้วยตัวเอง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

70% โครงการ AI ล้มเหลว เพราะลืมเปลี่ยนคน

‘กระทิง พูนผล’ ชี้ AI Transformation จะรอดหรือร่วงขึ้นอยู่กับ CPO ไม่ใช่ซีพียู

BDMS ทุ่ม 2.9 หมื่นล้าน ปั้น WellEra ดัน Health Span คนไทยสู่ 75 ปี

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar