เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในโลกการทำงาน คำถามที่ตามมาคือมนุษย์จะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี การเสวนาในหัวข้อ “ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกับ AI” ซึ่งรวมผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายองค์กร ได้ให้คำตอบว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่การแข่งขันด้านความเร็วกับเครื่องจักร แต่คือการยกระดับศักยภาพของมนุษย์ให้เป็นผู้ที่สามารถควบคุม ตรวจสอบ และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างสูงสุด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรพันธ์ แดงเดช ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า AI เปรียบเสมือนเลขาที่เก่งมาก การที่เราจะใช้งานเลขาคนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน รู้วิธีตั้งคำถาม และที่สำคัญคือต้องมีความรู้พื้นฐานในงานเพื่อนำมาใช้ตรวจสอบความถูกต้อง หากเจ้านายอย่างมนุษย์ขาดทักษะเหล่านี้ ต่อให้มีเลขาเก่งเพียงใด ก็ยากที่จะพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ
นิยามใหม่ ‘พนักงานเก่ง’ วัดที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ความสามารถในการใช้ AI
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้คำว่า “พนักงานที่เก่ง” มีนิยามที่เปลี่ยนไป จิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ Chief SCG Digital Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) กล่าวว่า พนักงานที่เก่งในยุคนี้คือคนที่สามารถนำ AI มาสร้างผลลัพธ์หรือแก้ปัญหาทางธุรกิจได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่มีความสามารถในการใช้เครื่องมือ
จิรพัฒน์ขยายความว่า พนักงานต้องตอบให้ได้ 4 ข้อสำคัญ ได้แก่ จะนำ AI ไปแก้ปัญหาอะไรที่หน้างาน ทำอย่างไรหรือใช้เครื่องมือใด จะวัดผลความสำเร็จอย่างไร และต้องตระหนักถึงความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การที่ AI ให้คำตอบไม่ตรงกันในคำถามเดิม หรือการเกิดข้อมูลหลอน (Hallucination) ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพของการแก้ปัญหาทั้งสิ้น
ปูพื้นฐานบุคลากร 3 ขั้น สู่ความคล่องแคล่วในการใช้ AI
การพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับเทคโนโลยีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน ดร.โกเมษ จันทวิมล Principal AI Evangelist บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวว่า องค์กรควรปูพื้นฐานบุคลากรเป็นลำดับขั้น
ขั้นแรกคือการสร้างการรับรู้และความพร้อม (Readiness/Awareness) ให้พนักงานตระหนักถึงการมาถึงของ AI
ขั้นต่อมาคือการสร้างความรู้ความเข้าใจ (AI Literacy) ซึ่งภายในขั้นนี้ต้องเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่ ความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ต้องรู้ข้อจำกัดของ AI และตรวจสอบความถูกต้องเพราะ AI อาจให้ข้อมูลหลอนได้, การเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ในการทำงานประจำวัน เช่น สรุปการประชุมหรือช่วยตอบอีเมล, และการประยุกต์ใช้กับงานเฉพาะทาง (Apply to Domain) เพื่อนำ AI มาผสานกับความรู้เฉพาะด้านของสายงานตนเอง
ขั้นสุดท้ายคือการสร้างความคล่องแคล่ว (AI Fluency) เช่น การที่พนักงานสามารถสร้าง AI Agent ของตนเอง และรู้จักประยุกต์ใช้กับความรู้เฉพาะทางขององค์กรได้อย่างปลอดภัย
ความสำเร็จของ AI ต้องมอง ‘ความพร้อม’ ทั้งพนักงานและลูกค้า
การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่สามารถมองเพียงฝั่งพนักงานฝ่ายเดียวได้ ดร.โกเมษ กล่าวถึงหลักการ Human-first, AI-first Transformation ว่า องค์กรต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ทั้งลูกค้าและพนักงาน โดยต้องประเมินความพร้อมของทั้งสองฝ่ายควบคู่กันไป
ดร.โกเมษยกตัวอย่างว่า หากพนักงานพร้อมที่จะใช้ AI แต่ลูกค้ายังไม่พร้อมรับบริการจาก AI โปรเจกต์นั้นก็อาจยังไม่เหมาะสมที่จะเริ่มต้น ขณะที่ คุณจิรพัฒน์ เสริมว่า AI เหมาะกับงานที่ทำซ้ำๆ แต่มนุษย์ยังจำเป็นสำหรับงานที่ต้องใช้อารมณ์ความรู้สึก เช่น เมื่อลูกค้าเริ่มมีน้ำเสียงไม่พอใจ องค์กรต้องหารอยต่อให้เจอว่าจุดใดควรใช้ AI และจุดใดควรส่งมอบให้พนักงานที่เป็นมนุษย์รับช่วงต่อเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
3 ทักษะสำคัญเพื่อการอยู่รอด: สมาธิ คิดวิเคราะห์ และความรู้เฉพาะทาง
เมื่อถามถึงทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานในยุค AI วิทยากรทั้งสามท่านได้ให้คำตอบที่แตกต่างกัน แต่ล้วนเป็นทักษะพื้นฐานของมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้
ดร.โกเมษกล่าวว่า ท่ามกลางความรู้และข้อมูลที่มากมายมหาศาล การมีสมาธิจดจ่อ (Attention/Focus) กลายเป็นทักษะสำคัญ เราจำเป็นต้องมีสมาธิในการกลั่นกรองและจัดสรรเวลาเพื่อดึงความรู้เหล่านั้นมาใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ด้านคุณจิรพัฒน์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการตีกรอบปัญหา (Framing) โดยกล่าวว่า เราต้องรู้ว่าควรถามคำถามอะไรเพื่อให้ได้คำตอบที่แก้ปัญหาได้จริง และที่สำคัญคือต้องไม่เชื่อ AI โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ต้องยึดหลัก Trust but verify เสมอ
ผศ.ดร.โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลขององค์กร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความรู้เฉพาะทาง (Domain Knowledge) ที่ลึกซึ้งคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะหากเราไม่มีความรู้พื้นฐานที่แข็งแรง เราจะไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาที่ AI สร้างให้เราได้เลย
ผศ.ดร.โษฑศ์รัตตยังเตือนด้วยว่า ต้องระวังอย่าหลงเข้าไปในโลกคู่ขนานที่ AI คอยตอบคำถามแบบเอาใจเราเพียงอย่างเดียว (Echo Chamber) ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำความเข้าใจผิดโดยที่เราไม่รู้ตัว
ปรับโจทย์การศึกษา: สอนอย่างไรให้เท่าทัน AI
การมาถึงของ AI ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะภาคธุรกิจ แต่ยังท้าทายระบบการศึกษาโดยตรง ผศ.ดร.โษฑศ์รัตต กล่าวว่า ผู้สอนจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยต้องมีแนวทางการประเมินความเสี่ยง หากการนำ AI ไปใช้ส่งผลกระทบสูง เช่น การทำวิจัย จำเป็นต้องมีมนุษย์เข้ามาตรวจสอบเสมอ (Human Intervention)
นอกจากนี้ ยังต้องปรับเปลี่ยนวิธีประเมินผลนักศึกษา โดยให้น้ำหนักกับการนำเสนอด้วยวาจา (Oral Presentation) เพื่อสอบถามสดๆ และยืนยันความเข้าใจที่แท้จริง นอกเหนือจากการส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ผศ.ดร.โษฑศ์รัตต ยังเสนอว่า การเรียนรู้เรื่อง AI ควรจัดตั้งเป็นชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) ให้สมาชิกได้มาแลกเปลี่ยนกัน แทนที่จะผลักภาระให้ฝ่าย IT สอนเพียงฝ่ายเดียว เพราะการเรียนรู้จากผู้ปฏิบัติจริงจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่า
พลังแห่งความร่วมมือ: อาวุธที่มนุษย์มีเหนือ AI
นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะส่วนบุคคลแล้ว การร่วมมือกันของมนุษย์กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ผศ.ดร.จิรพันธ์ กล่าวว่า หากองค์กรเปิดโอกาสและมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้ได้ทดลองทำโดยไม่เจ็บตัว (Sandbox) จะพบว่าเด็กไทยหรือคนรุ่นใหม่นั้นมีศักยภาพสูง ซึ่งการเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ได้ลองผิดลองถูก จะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) อย่างแท้จริง
ดร.โกเมษ กล่าวเสริมว่า องค์กรควรส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และกระตุ้นให้เกิด Reverse Learning คือการให้พนักงานรุ่นใหม่ไปเรียนรู้ AI แล้วกลับมาสอนคนรุ่นใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็ควรมีคลินิกหรือ Center of Excellence คอยแนะนำเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
นอกจากนี้ ดร.โกเมษ ยังได้เน้นย้ำในช่วงท้ายว่าการพูดคุยแลกเปลี่ยนเคล็ดลับและการร่วมมือกันของมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการต่อสู้หรือเรียนรู้เพียงลำพังย่อมไม่สามารถสู้กับความรู้ของ AI ที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ (Expert) จำนวนมหาศาลได้ การร่วมมือกันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
3 เครื่องมือวัดความพร้อม สู่การเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างมั่นคง
สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ ในช่วงต้นของการเสวนาได้มีการกล่าวถึงกรอบแนวทางปฏิบัติ 3 ชิ้น ที่ใช้สำหรับพัฒนาความพร้อมและทักษะ AI ในระดับอาเซียน
ชิ้นแรกคือ AI Literacy Framework กรอบทักษะความเข้าใจและการใช้ AI ที่เหมาะกับบริบทอาเซียน ยึดหลักความเป็นธรรมและทั่วถึง ชิ้นที่สองคือ AI Skills รายการทักษะวิชาชีพ AI เพื่อใช้ส่งเสริมจริยธรรม ประเมินศักยภาพ ไปจนถึงใช้เป็นเกณฑ์ในการสรรหาบุคลากรเข้าทำงาน และชิ้นที่สามคือ AI Readiness Assessment Tool เครื่องมือประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กร เพื่อนำเสนอข้อแนะนำในการพัฒนาในด้านต่างๆ
การมีเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรไม่พัฒนาแบบสุ่มเสี่ยง แต่สามารถเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงด้วย AI ได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สกมช. จับมือ พาโล อัลโต้ เปิดโรดแมป เสริมแกร่งคลาวด์ภาครัฐรับมือภัยคุกคาม AI
CCIB ผนึก KBTG-Samsung ตีแผ่กลโกง ‘บัญชีม้านิติบุคคล’ ชู Security by Default รับมือภัย AI-Quantum



