ในห้วงเวลาเพียงปีกว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกขาดจากวิถีชีวิตปกติได้ อาจารย์ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านการนำเสนอผลงานวิจัย ที่ศึกษาเสียงสะท้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ (Social Listening) ของคนไทยในช่วงระยะเวลา 17 เดือนที่ผ่านมา
ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลดิบ ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์จำนวนมหาศาลกว่า 78,000 รายการ ก่อนจะคัดกรองอย่างละเอียด เหลือเพียงข้อมูลที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานวิจัยจำนวน 12,000 รายการ เพื่อนำมาวิเคราะห์เจาะลึกถึงพฤติกรรม ทัศนคติ และความสนใจของคนไทยที่มีต่อเทคโนโลยี Generative AI อย่างรอบด้าน
ปรากฏการณ์ 7 นาที 1 ล้านครั้งบนโลก 3 ใบที่ซ้อนทับ
ข้อมูลทางสถิติที่น่าตกใจจากการศึกษาชุดนี้พบว่า ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 7 นาที มีคนไทยเข้าใช้งานและเกิดการปฏิสัมพันธ์กับ Generative AI ผ่านแบรนด์และช่องทางต่าง ๆ รวมกันสูงถึง 1 ล้านครั้ง ตัวเลขนี้ไม่เพียงแค่เป็นสถิติ แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นความคุ้นเคยของคนไทยต่อ Generative AI ที่เริ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2022 ด้วยการเปิดตัวของ ChatGPT ซึ่งถือเป็นการนำ AI เข้ามาสัมผัสกับชีวิตประจำวันของผู้คนเป็นครั้งแรก ก่อนจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2023 ที่มีแพลตฟอร์มและแบรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย
พัฒนาการดังกล่าวส่งผลให้บริบทสังคมไทยในปัจจุบันดำเนินอยู่ภายใต้สภาวะที่เรียกว่า “โลก 3 ใบ” ที่ซ้อนทับกันอย่างแนบเนียน ประกอบไปด้วย โลกแห่งความเป็นจริง (Real World) ซึ่งเป็นพื้นที่ของการใช้ชีวิต การทำงาน และการปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า โลกโซเชียลมีเดีย (Social Media World) ที่เป็นพื้นที่บนแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในสมาร์ทโฟน และ โลกใบใหม่คือโลกของ AI (AI World) ที่เกิดจากการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีใหม่อย่าง Gemini AI และ Generative AI อื่น ๆ ที่เข้ามาแทรกซึมอยู่ในทุกจังหวะชีวิต
วิวัฒนาการ 3 ระยะจากการตั้งคำถามสู่การปรับตัว
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกถึงลำดับขั้นการเรียนรู้ของสังคมไทย พบว่า คนไทยมีพัฒนาการความสนใจแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก เริ่มต้นจากระยะตั้งคำถาม หรือ “What” ในช่วง 3 เดือนแรก ที่สังคมมุ่งเน้นการหาคำตอบว่าเครื่องมือเหล่านี้คืออะไร เช่น การค้นหาว่า ChatGPT หรือ Gemini คืออะไร
จากนั้นจึงขยับเข้าสู่ระยะตระหนักถึงผลกระทบ หรือ “Why” ซึ่งสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็น โดยมีความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ (Disruption) การตกงาน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หรือ AI Economy ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ตลาดแรงงานเริ่มมีการชะลอการจ้างงานในบางตำแหน่งเพื่อทดลองใช้ประสิทธิภาพของ AI เข้ามาทำงานแทนมนุษย์
จนกระทั่งมาถึงระยะปัจจุบันคือ ระยะการปรับตัวและใช้งาน หรือ “How” ที่สังคมเริ่มหาวิธีการอยู่ร่วมกับ AI นำมาซึ่งความตื่นตัวในเรื่องการเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) การลดภาระงาน และการเตรียมความพร้อมด้วยการ Reskill และ Upskill
เจาะลึกพฤติกรรมคนไทย เน้นบันเทิงมากกว่าสร้างมูลค่า
เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมการใช้งานจริง พบสัดส่วนที่น่าสนใจว่าคนไทยกว่าร้อยละ 70 ใช้ AI เพื่อความบันเทิงและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือพฤติกรรมการวางแผนท่องเที่ยว ที่ผู้คนเริ่มเลิกวางแผนด้วยตัวเอง แต่หันมาใช้การสอบถาม AI เกี่ยวกับเส้นทาง ระยะเวลา และงบประมาณที่คุ้มค่าที่สุดแทน
รองลงมา คือ ร้อยละ 20 ใช้เพื่อการศึกษาและวิชาการ โดยกลุ่มผู้ใช้งานหลักคือนักวิจัยและนักวิชาการที่นำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและการค้นคว้า ส่วนการใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการที่มีความซ้อนทับกับกลุ่มอื่น โดยสะท้อนว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถใช้ AI สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงได้
ความเสี่ยงภายใต้เงามืด เมื่อข้อมูลส่วนตัวไหลสู่ระบบ
ในมิติของการพัฒนาบุคลากรและความท้าทาย งานวิจัยชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ 3 ด้าน คือ การยกระดับทักษะ (Reskill) ที่มีการตื่นตัวเรื่องการเรียนรู้สาขา AI Engineering เพื่อให้เข้าใจและใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ความพร้อมใช้งาน (Ready to Use) ที่ผู้คนพยายามปรับตัวให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่เสมอ
แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ เรื่องความเสี่ยง (Risk) โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือผู้ใช้งานทั่วไปที่ขาดความระมัดระวัง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกระแส “การดูดวงผ่าน AI” ที่ผู้ใช้งานมีการกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือแม้กระทั่งถ่ายภาพลายมือส่งให้ระบบประมวลผล ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการนำข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) และข้อมูลส่วนตัวเข้าสู่ระบบด้วยความเสี่ยงโดยที่ผู้ใช้งานอาจไม่รู้ตัวถึงผลกระทบที่จะตามมา
ช่องว่างความรับผิดชอบ และปรากฏการณ์เสียงสะท้อนที่แตกต่าง
นอกจากนี้ ยังพบความย้อนแย้งในเรื่องช่องว่างของข้อมูลและความรับผิดชอบต่อสังคม จากการสังเกตหัวข้อสนทนาในโซเชียลมีเดีย พบว่า สังคมให้ความสนใจประเด็นข่าวปลอมจาก AI (Fake News) และอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับสูง แต่กลับมีผู้ผลิตเนื้อหา (Creators) หรือผู้ให้ความรู้ในประเด็นเหล่านี้น้อยมาก เนื้อหาส่วนใหญ่ในตลาดยังคงเน้นไปที่การแจกชุดคำสั่ง (Prompts) เครื่องมือใหม่ ๆ หรือคอร์สเรียนต่าง ๆ มากกว่าการสร้างความตระหนักรู้เรื่องจริยธรรมและความรับผิดชอบ
อีกทั้งยังพบปรากฏการณ์ Echo Chamber หรือ ห้องแห่งเสียงสะท้อน ที่ทัศนคติของผู้ใช้งานแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม โดยใน Facebook, Instagram และ TikTok มีแนวโน้มเป็นพลังบวก มองว่า AI เป็นสิ่งจำเป็นและสนับสนุนการเรียนรู้ ในขณะที่แพลตฟอร์ม X (Twitter) กลับมีแนวโน้มการพูดถึงน้อยกว่า แต่เนื้อหาเน้นการวิพากษ์และตั้งคำถาม โดยเฉพาะประเด็นการลดทอนคุณค่าของมนุษย์ งานศิลปะ และงานวิชาการ ซึ่งหากผู้ใช้งานรับสื่อเพียงด้านเดียว จะทำให้การสร้างความฉลาดรู้ทางดิจิทัล หรือ AI Literacy ที่รอบด้านเป็นไปได้ยาก
สู่อนาคตและวิกฤติทักษะที่สวนทาง
บทสรุปที่สำคัญและน่ากังวลจากการศึกษาครั้งนี้คือการเกิด “วิกฤติทักษะสวนทาง” กล่าวคือ ในขณะที่ทักษะการใช้งาน AI ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น แต่ทักษะพื้นฐานของมนุษย์กลับมีแนวโน้มลดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการวิเคราะห์ การเขียน และการสรุปความด้วยตนเอง
ผู้คนเริ่มขาดความมั่นใจในการทำงานหากปราศจากตัวช่วยอย่าง AI ท้ายที่สุดแล้ว แม้มนุษย์จะใช้เวลาถึง 1 ปีในการปรับตัวเรียนรู้ แต่เทคโนโลยี AI กลับพัฒนาตัวเองอยู่ทุกวินาที โจทย์สำคัญสำหรับอนาคตจึงเป็นการทำให้อาทิตย์และวินาทีต่อจากนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และทำความเข้าใจปัญญาประดิษฐ์ (AI Intelligence) อย่างเท่าทัน เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Google แนะเทคนิคใช้ Gemini ช่วยครูออกแบบแผนการสอน-สร้างภาพประกอบบทเรียน
ดร.สุวิทย์ เตือน AI ‘วิศวกรรมความจริง’ หนุนวงจรอุบาทว์กัดกินไทย แนะสร้าง Tech Moral Society



