องค์กรไทยเร่งนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ แต่ยังเตรียมการกำกับดูแลไม่ทัน ผลสำรวจความพร้อมด้าน AI ปี 2569 พบว่า สัดส่วนหน่วยงานที่ใช้ AI เพิ่มจากประมาณ 17% เป็น 53% ขณะที่ 73% ยังไม่นำหลักจริยธรรม AI มาใช้ และ 46% ยังไม่ประเมินความเสี่ยง ช่องว่างนี้ยิ่งต้องเร่งแก้ไขเมื่อ AI สามารถลงมือทำงานต่อจากคำสั่งได้มากขึ้น องค์กรจึงต้องเตรียมทั้งบุคลากร กติกาการใช้งาน และกระบวนการตรวจสอบ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย อดีตผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “AI เปลี่ยนโลก” ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บยสส.) รุ่นที่ 5 ว่า ความตื่นตัวขององค์กรไทยเป็นสัญญาณที่ดี แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่า หลายแห่งยังไม่ได้ผนวก AI เข้าไว้ในยุทธศาสตร์ การลงทุน หรือการกำหนดทักษะที่พนักงานต้องมีอย่างจริงจัง การใช้งานที่เพิ่มขึ้นจึงยังมีคำถามตามมาว่า องค์กรเข้าใจเทคโนโลยีเพียงใด เตรียมคนไว้พร้อมหรือยัง และมีกระบวนการดูแลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างไร
องค์กรใช้ AI เพิ่มแต่ยังขาดการประเมินความเสี่ยง
ผลประเมินความพร้อมด้าน AI ปี 2569 ที่ดร.ชัยนำเสนอ มีหน่วยงานตอบกลับประมาณ 500 แห่ง โดยพบว่าสัดส่วนหน่วยงานที่ใช้ AI เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลประเมินความพร้อมกลับลดลง จากประมาณ 45% ในปี 2566 เพิ่มเป็น 55% ในปี 2567 ก่อนลดเหลือ 40% ในปี 2569 เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เขาได้ให้ทีมงานตรวจสอบข้อมูลซ้ำ และพบว่าส่วนหนึ่งมาจากการมีหน่วยงานที่เริ่มใช้ AI เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังเตรียมความพร้อมไม่เพียงพอ
ดร.ชัย อธิบายว่า ธุรกิจกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งเริ่มใช้เครื่องมือทันที โดยยังไม่ได้เตรียมเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ บุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบด้าน เมื่อผู้ใช้กลุ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ผลประเมินความพร้อมในภาพรวมจึงลดลง ขณะที่ตัวเลข 73% ที่ไม่นำหลักจริยธรรม AI มาใช้ และ 46% ที่ยังไม่ประเมินความเสี่ยง ชี้ให้เห็นงานที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมการใช้งาน เพื่อให้องค์กรรู้ว่า AI ที่นำมาใช้อาจผิดพลาดหรือสร้างผลกระทบในส่วนใดได้บ้าง
ความตื่นตัวต้องไปถึงยุทธศาสตร์และการลงทุน
แม้ผู้บริหารหลายองค์กรจะให้ความสำคัญกับ AI แล้ว แต่ ดร.ชัยตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีองค์กรจำนวนน้อยที่นำ AI เข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการลงทุนอย่างชัดเจน บางแห่งเริ่มออกนโยบายหรือจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังไม่ได้กำหนดให้เกิดการใช้งานอย่างเป็นระบบ รวมถึงยังไม่ได้กำหนดความสามารถด้าน AI เป็นทักษะที่พนักงานต้องมี ความสนใจของผู้บริหารจึงต้องพัฒนาต่อไปสู่การเตรียมองค์กร เพื่อให้การใช้งานเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องและตอบโจทย์ธุรกิจ
สิ่งที่ต้องเตรียม ยังรวมถึงความเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี ดร.ชัยแบ่งผลกระทบด้านลบที่ควรระวังออกเป็นความผิดพลาดของ AI การใช้ในทางที่ผิด และการเข้ามาแทนที่คน ความผิดพลาดอาจเกิดจากข้อมูลที่ใช้ฝึกไม่ครอบคลุม อคติ หรือช่องโหว่ของระบบ ส่วนการใช้ในทางที่ผิด มีทั้งการปลอมเสียงและวิดีโอเพื่อหลอกลวง ตลอดจนปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ การนำ AI มาใช้จึงต้องพิจารณาทั้งความสามารถของเครื่องมือและผลกระทบจากการใช้งานไปพร้อมกัน
เมื่อ AI ลงมือทำงานองค์กรต้องกำหนดขอบเขต
ประเด็นการกำกับดูแลจะยิ่งสำคัญเมื่อองค์กรเริ่มใช้ Agentic AI ซึ่งสามารถดำเนินงานต่อจากคำสั่งได้ ดร.ชัยอธิบายว่า AI ประเภทนี้ต่างจากระบบที่วิเคราะห์แล้วตอบกลับว่าผู้ใช้ควรทำอะไร เพราะสามารถเชื่อมต่อเครื่องมือและลงมือทำงานต่อให้ด้วย ความสามารถดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กทำงานได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่ แต่ผู้ใช้ก็ต้องเข้าใจว่าเครื่องมือทำอะไรได้ และควรให้ทำงานไปถึงขั้นใด
การทดสอบความน่าเชื่อถือ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา AI ที่ต้องทำควบคู่กัน ดร.ชัยระบุว่า มีแผนทดสอบความน่าเชื่อถือของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ในปี 2570 เพื่อพิจารณาว่าแชตบอตที่พัฒนาขึ้นมีข้อกำหนดควบคุมคำตอบเพียงพอหรือไม่ เพราะระบบที่ตอบได้ทุกเรื่องโดยไม่มีขอบเขตอาจสร้างอันตรายได้ แนวทางนี้ต่อยอดจากการจัดเตรียมโจทย์และชุดข้อมูลสำหรับทดสอบความสามารถของ AI ทั้งการแปลภาษา การถามตอบจากเอกสาร และการถอดเสียงในบริบทต่าง ๆ
สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มวางแนวทางกำกับดูแล ดร.ชัยแนะนำให้ใช้คำปรึกษาและคู่มือจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ซึ่งมีการจัดทำแนวทางด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และจริยธรรม AI รวมถึงเครื่องมือสำหรับองค์กรอยู่แล้ว การนำแนวทางเหล่านี้มาประกอบการใช้งานจะช่วยให้องค์กรพิจารณาเรื่องการกำกับดูแลได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น แทนที่จะเริ่มใช้เครื่องมือก่อนแล้วค่อยกลับมาจัดการปัญหาภายหลัง
ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพต้องเตรียมคนรับการเปลี่ยนแปลง
ด้านการจ้างงาน ผลสำรวจองค์กรไทยที่ดร.ชัยนำเสนอยังพบการลดคนในภาพรวมไม่มากนัก โดยมีทั้งการลดคนบางส่วนและการฝึกทักษะใหม่ให้พนักงาน เขามองว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์กรไทยยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นเท่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนบทบาทการทำงาน เช่น งานพัฒนาโปรแกรมที่ AI เข้ามาช่วยสร้างงานได้มากขึ้น ขณะที่คนยังต้องเข้าใจงานและนำผลงานไปอธิบายหรือนำเสนอต่อผู้บริหาร
ดร.ชัยเป็นห่วงผลกระทบต่อคนทำงาน โดยเฉพาะวงการสื่อ และเสนอให้องค์กรวิชาชีพร่วมกันกำหนดกติกาการใช้ AI ทั้งการตรวจสอบเนื้อหาที่สร้างขึ้นและการรักษาสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับการจ้างงาน เขาเห็นว่าคนในวงการควรร่วมกันวางหลักปฏิบัติระหว่างที่ยังรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้ AI มีขอบเขตที่ยอมรับร่วมกัน และช่วยให้คนทำงานปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้
ทดลองให้รู้ข้อจำกัด ก่อนขยายการใช้ AI
สำหรับการนำ AI มาใช้ในองค์กร ดร.ชัยเสนอให้เริ่มจากการทดลองกับงานจริงอย่างรอบคอบ เพราะเครื่องมือแต่ละประเภทมีทั้งสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ยังทำไม่ได้ตามต้องการ หากยังทดลองไม่มากพอ ผู้ใช้อาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการสั่งงานซ้ำ โดยยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้ การทดสอบก่อนขยายการใช้งานจึงช่วยให้องค์กรเข้าใจว่าเครื่องมือเหมาะกับงานใด มีข้อจำกัดตรงไหน และคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายหรือไม่
เขามองว่าการฝึกใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลดีกว่าการซื้อบริการรายเดือนแจกพนักงาน แล้วรอดูว่าจะเกิดผลงานอะไรขึ้น โดยผู้บริหารควรมีบทบาทในการกำหนดการใช้งานอย่างมีจริยธรรม และสร้างประโยชน์จากเครื่องมือด้วย ประสบการณ์และความเข้าใจงานของผู้ใช้มีส่วนสำคัญต่อคุณภาพของผลลัพธ์ การเตรียมคน การทดลองใช้ และการวางกติกาจึงเป็นงานที่องค์กรต้องดำเนินการไปพร้อมกับการนำ AI เข้ามาใช้ในธุรกิจ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Meta เพิ่มเครื่องมือดูแลวัยรุ่นบน Meta AI เปิดคู่มือผู้ปกครองไทย
Huawei เสนอ Sovereign AI ไทย ต่อยอดโมเดลเปิดสู่การใช้งานจริง



