Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

CK Cheong: ถ้าไม่มีคนเกลียด แปลว่าแบรนด์ไม่มีจุดยืน

CK Cheong: ถ้าไม่มีคนเกลียด แปลว่าแบรนด์ไม่มีจุดยืน

“ถ้าคุณไม่มีศัตรู มันแปลว่าคุณไม่มีจุดยืน” นี่คือหนึ่งในประโยคที่ชัดและตรงที่สุดจาก CK Cheong หรือ ซีเค เจิง ผู้บริหารจาก Fastwork ซึ่งพูดบนเวทีงาน Wisdom To The Future (WTF Festival) ในเซสชัน “Haters Gonna Hate: สูตรลับความสำเร็จที่ไม่ต้องแคร์ใคร (ที่ไม่ชอบเรา)” และสะท้อนวิธีคิดต่อโลกธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการบริหารองค์กรในยุคใหม่ได้อย่างตรงไปตรงมา

ในวันที่หลายแบรนด์พยายามทำตัวให้ถูกใจทุกคน คุณ CK Cheong กลับมองว่านั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดของการไม่มีตัวตน เพราะแบรนด์ที่แข็งแรงไม่ใช่แบรนด์ที่ไม่มีคนเกลียด แต่คือแบรนด์ที่ชัดพอจะทำให้ผู้คนรู้สึกบางอย่างกับแบรนด์นั้น

จากบทสนทนาบนเวทีครั้งนี้ วิธีคิดถูกถ่ายทอดออกมาเป็น 3 แกนสำคัญ ทั้งในเรื่องการสร้างแบรนด์ วิธีคิด และการบริหารองค์กรในยุค AI ซึ่งทั้งหมดล้วนมีแกนร่วมเดียวกัน คือความกล้าในการยืนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แม้โลกภายนอกอาจไม่ได้เห็นด้วยเสมอไป

แบรนด์ที่แข็งแรง ต้องกล้ามีจุดยืน

การสร้างแบรนด์ในมุมนี้ ไม่ใช่การพยายามเออออหรือเอาใจทุกคน เพราะยิ่งแบรนด์พยายามทำตัวให้ไม่มีใครเกลียดมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงจะกลายเป็นแบรนด์ที่ไม่มีอัตลักษณ์ และไม่มีอะไรชัดเจนพอให้คนจดจำ

“Brand คือถ้า you ไม่มีศัตรู มันแปลว่า you ไม่มีจุดยืน”

การเริ่มมีคนไม่ชอบในวันที่แบรนด์แสดงจุดยืน จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นผลลัพธ์ธรรมชาติของการมีตัวตนที่ชัดเจน เพราะในโลกที่มีผู้คนหลากหลาย เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกคนจะคิดเหมือนกันหรือชอบสิ่งเดียวกันทั้งหมด

บนเวทีมีการพูดถึงแบรนด์ที่กล้ายืนอยู่กับจุดยืนของตัวเอง แม้อาจถูกมองว่าแพง หรือไม่ถูกใจทุกคน แต่สุดท้ายกลับมีตัวตนที่แข็งแรงกว่าแบรนด์ที่พยายามประนีประนอมกับทุกฝ่ายจนไม่เหลือเอกลักษณ์อะไรเลย

อย่างไรก็ตาม การมีจุดยืนไม่ได้หมายถึงการสร้างความขัดแย้งเพื่อเรียกร้องความสนใจ สิ่งสำคัญกลับเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด นั่นคือการทำดีจริง

“สิ่งที่สำคัญมันไม่ใช่ว่าต้องดูดีจังเลย สิ่งที่สำคัญคือคุณทำดีจริงๆ”

บทสนทนาบนเวทียังตั้งคำถามกลับไปยังสังคมที่มักให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างใน ว่าสุดท้ายแล้ว คนที่พูดดี ดูดี หรือมีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ อาจไม่ได้หมายความว่าจะทำสิ่งที่ดีจริงเสมอไป

เสียงวิจารณ์บนโลกออนไลน์ คืออีกประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึง ในวันที่มีทั้งคนชอบและคนเกลียด สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่เสียงลบเพียงไม่กี่คอมเมนต์ แต่คือคนจำนวนมากที่ยังสนับสนุนและเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำอยู่

“เรือไม่จมเพราะน้ำอยู่รอบเรือ แต่เรือจมเพราะน้ำเข้าเรือ”

ประโยคนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายว่า ปัญหาไม่ใช่การมีคนวิจารณ์ แต่คือการปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในหัวใจ จนทำให้สูญเสียความมั่นใจหรือหยุดทำสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือเรื่องความคาดหวัง โดยเฉพาะในโลกคอนเทนต์และโลกธุรกิจที่หลายคนเริ่มต้นทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความหวังว่าจะได้รับการยอมรับ ได้ยอดไลก์ ได้คำชื่นชม หรือได้รับความรักกลับคืนมา แต่หากวันหนึ่งผลตอบรับเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น ความคาดหวังก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองทันที

“อย่าคาดหวังเยอะ ถ้าคาดหวังเยอะมันจะฆ่าคุณ”

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การทำทุกอย่างเพื่อให้คนรัก แต่คือการมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีคุณค่าจริง

บนเวทียังมีการพูดถึงเรื่องการเป็นตัวของตัวเอง หรือ Authenticity ทั้งหน้าเวทีและหลังเวที รวมถึงการไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อเอาใจใคร หรือเปลี่ยนบุคลิกเพียงเพื่อให้สอดคล้องกับสปอนเซอร์หรือความคาดหวังของผู้คน เพราะหากวันหนึ่งต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ทุกฝ่ายพอใจ สุดท้ายก็อาจไม่เหลือตัวตนที่แท้จริงอีกต่อไป

ทลายกรอบความคิดและกล้าคิดใหญ่ระดับโลก

อีกหนึ่งแกนสำคัญของบทสนทนา คือเรื่องของความกล้าในการคิดและลงมือทำ ข้อได้เปรียบสำคัญของคนอเมริกันในมุมนี้ ไม่ใช่เรื่องของความเก่งเพียงอย่างเดียว แต่คือความมั่นใจและความกล้า ที่เชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองสร้างสามารถเปลี่ยนโลกได้

McDonald’s, Starbucks หรือแบรนด์อเมริกันจำนวนมาก ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่เข้ามาในตลาดไทยโดยไม่ได้รอให้ตลาดพร้อม หรือรอให้ผู้คนคุ้นเคยก่อน สิ่งนี้สะท้อน mindset แบบอเมริกันที่เชื่อว่าโลกสามารถเปลี่ยนตามสิ่งที่ตัวเองสร้างได้ ขณะที่คนไทยจำนวนมากกลับคิดเยอะเกินไป และตั้งคำถามกับตัวเองมากเกินไปตั้งแต่ก่อนเริ่ม

หลายครั้งผู้คนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการกังวลว่า ตลาดจะพร้อมไหม คนจะเข้าใจหรือเปล่า หรือสิ่งนี้จะเข้ากับสังคมหรือไม่ จนสุดท้ายไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรจริงเสียที ตรงกันข้าม แบรนด์ระดับโลกจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากการรอให้โลกพร้อม แต่เริ่มจากการเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองสร้างมีคุณค่ามากพอที่จะทำให้โลกค่อย ๆ ปรับตัวตาม

ในยุคปัจจุบัน ทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เขียนโค้ดได้ ใช้เครื่องมือเดียวกัน และเข้าถึงเทคโนโลยีเดียวกันแทบทั้งหมด ดังนั้นเหตุผลที่คนไทยยังไม่กล้าสร้างสินค้า ซอฟต์แวร์ หรือบริการระดับโลก อาจไม่ใช่เรื่องของความสามารถ แต่เป็นเพราะเราตีกรอบตัวเองไว้ก่อนว่าคนไทยทำไม่ได้

อีกด้านหนึ่งของบทสนทนา คือเรื่องการเสียเวลาไปกับการโทษสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ต้นทุนชีวิต หรือความไม่พร้อมของสังคม ซึ่งถูกมองว่าไม่ได้สร้างมูลค่าอะไรขึ้นมา และไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือเอาแรงและเวลาที่หมดไปกับความคิดเหล่านั้น กลับมาสร้างมูลค่าและสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม

ไม่ว่าจุดเริ่มต้นของแต่ละคนจะต่างกันแค่ไหน สิ่งสำคัญคือการหยุดวนอยู่กับข้อจำกัดเดิม แล้วเริ่มลงมือสร้างสิ่งที่โลกต้องการจริง ๆ

บทเรียนราคาแพงจากการบริหาร และโลกใหม่ขององค์กรยุค AI

ช่วงท้ายของบทสนทนา คือส่วนที่ลงลึกเรื่องการบริหารองค์กร และเป็นหนึ่งในช่วงที่หนักที่สุดของ session นี้ มีการเล่าย้อนถึงบทเรียนสำคัญจากช่วงทำ Fathom ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ต้องแลกมาด้วยมูลค่าระดับ 300 ล้าน ปัญหาสำคัญคือการสร้าง Management Layer หรือชั้นการบริหารมากเกินไป รวมถึงการ Delegate งานเร็วเกินไป จนเกิดช่องว่างระหว่างผู้ก่อตั้งกับคนทำงานจริง

“สิ่งที่ผมพลาดมากที่สุดคือมี Level Shift เกินไป มี Gap มากเกินไประหว่างคนที่ทำงาน”

สิ่งนี้ทำให้ผู้บริหารจำนวนมากไม่ได้เห็นปัญหาจริง เพราะข้อมูลถูกส่งต่อผ่านคนกลางหลายชั้น

“คนตรงกลางรับสายต่อ เล่าไม่หมด เล่าไม่ครบ”

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ ผู้บริหารควรลงไปคุยกับคนทำงานจริงโดยตรง โดยเฉพาะคนที่อยู่หน้างานหรือ Engineer มากกว่าคุยผ่าน Messenger หรือคนที่ทำหน้าที่ส่งสารต่อ

การคุยกับคนที่ลงมือทำจริง จะทำให้เข้าใจปัญหาได้ลึกกว่า และช่วยให้เห็นภาพของหน้างานจริง มากกว่าการรับข้อมูลที่ผ่านการตีความหรือสรุปต่อกันมาอีกหลายทอด เพราะสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการจับโจทย์ให้ถูกตั้งแต่ต้น

แนวคิดนี้เชื่อมต่อกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุค AI โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างองค์กร และบทบาทของคนที่เป็นเพียง People Manager หรือผู้บริหารจัดการคน แต่ไม่ได้ลงมือทำงานจริง

องค์กรยุคใหม่จะต้องการคนแบบ Multidiscipline มากขึ้น หรือคนที่สามารถทำงานได้หลากหลายด้วยตัวเอง โลกคอนเทนต์ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในอดีตการทำคอนเทนต์หนึ่งชิ้นอาจต้องใช้คนจำนวนมาก แต่ในยุค AI คนคนเดียวสามารถคิด ถ่าย พูด ตัดต่อ เขียน และโพสต์ได้ครบทั้งหมด

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลดต้นทุน แต่คือการลดความซับซ้อน ลด Layer และทำให้คนที่คิดอยู่ใกล้กับคนทำมากที่สุด

ตลอดทั้ง session มีการพูดถึงหลายเรื่อง ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การทำคอนเทนต์ วิธีคิด ไปจนถึงการบริหารองค์กร แต่หากมองให้ลึกลงไป แก่นสำคัญของทุกเรื่องอาจเป็นคำเดียวกัน นั่นคือความกล้า

ความกล้าที่จะมีจุดยืน แม้ต้องยอมรับว่าจะมีคนไม่ชอบ ความกล้าที่จะคิดใหญ่ และเลิกตีกรอบตัวเองว่าคนไทยทำไม่ได้ รวมถึงความกล้าที่จะทุบโครงสร้างการบริหารแบบเดิม เพื่อกลับไปเข้าใจปัญหาจริงจากคนทำงานตัวจริง

เพราะในโลกที่ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือ เทคโนโลยี และข้อมูลใกล้เคียงกันมากขึ้นทุกวัน สิ่งที่อาจสร้างความแตกต่างได้มากที่สุด อาจไม่ใช่แค่ความสามารถ แต่อาจเป็นความกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่กล้าพอจะเริ่มต้นก็ได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

CLICX Virtual Bank กับเกมใหม่ของธนาคารไทย

ฟอร์ดปีที่ 30 เมื่อ After Sales กลายเป็นสนามแข่งใหม่

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar