Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

CTC 2026 จาก 70 คน สู่พารากอน เมื่อ AI ย่อเวลาสร้างแอป 2 เดือนให้เหลือ 2 วัน

CTC 2026 จาก 70 คน สู่พารากอน เมื่อ AI เปลี่ยนเวลาสร้างแอป 2 เดือนให้เหลือ 2 วัน

เมื่อเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นสามารถ “ตัดสินใจเอง” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คำถามที่ตามมาคือ สังคมจะเตรียมรับมืออย่างไร

ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่เทียบเท่ากับยุคสิ่งพิมพ์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ซ การเติบโตของงาน Creative Talk Conference (CTC) ที่เริ่มต้นจากผู้เข้าร่วมเพียง 70 คน สู่ศูนย์ประชุมพารากอนในปีนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนสำคัญว่า “การเรียนรู้” คือกุญแจดอกเดียวในการอยู่รอด

จากเรื่องเล็กสู่พื้นที่ขนาดใหญ่

การเดินทางสู่ครั้งที่ 16 ของ Creative Talk Conference (CTC) ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นที่ พารากอน ฮอลล์ ถือเป็นการย้ายสถานที่ครั้งสำคัญ เพราะงานดังกล่าวเริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมเพียง 70 คน ก่อนจะขยายไปยังสถานที่ที่มีความจุมากขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ความจุ 800 คน สู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และไบเทคบางนา ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานต่อเนื่องกันถึง 5 ปี

เก่ง – สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO and Founder at RGB72 and CREATIVE TALK กล่าวว่า เหตุผลของการย้ายมาจัดที่พารากอนในปีนี้ ว่าเป็นต้องการสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับทีมงาน เพื่อให้สภาพแวดล้อมใหม่ช่วยกระตุ้นไอเดีย และความตื่นตัวในการจัดงาน

เบื้องหลังการขยายงานไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในปีพ.ศ. 2562 มีเรื่องเล่าที่คุณสิทธิพงศ์เปิดเผยว่า การที่กล้าขยับขยายไปจัดที่ศูนย์สิริกิติ์ ในขณะนั้นเป็นเพราะศูนย์สิริกิติ์ กำลังจะทุบเพื่อสร้างใหม่พอดี ทำให้ได้ราคาพิเศษมา นอกจากนี้ งานปีนั้นยังมีความพิเศษ คือมีทีมจากดิสนีย์มาร่วมวาดรูปให้ชมสด ๆ และเป็นเวทีที่ทำให้ เคน – นครินทร์ ได้แจ้งเกิดในฐานะผู้บรรยาย

เมื่อเล่าย้อนภาพงานในอดีต คุณสิทธิพงศ์ยังได้กล่าวถึงบุคคลดังหลายคนที่เคยมาร่วมงานตั้งแต่สเกลยังเล็กๆ เช่น หมู Ookbee, เปปเปอร์ อดีตวง UHT ที่ปัจจุบันอยู่ในวงการไอทีและราชการ รวมถึง เหว่งที่มาร่วมงานก่อนจะเปิดช่องเทพลีลา

4 กลุ่มผู้ร่วมงานที่สะท้อนเส้นทางการเติบโต

จากการสังเกตผู้เข้าร่วมงานตลอดระยะเวลาที่จัดงานมาถึงครั้งที่ 16 คุณสิทธิพงศ์ได้แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมงานออกเป็น 4 ระดับหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มเริ่มต้น (Starter) คือผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดงานหรือเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ กำลังค้นหาแนวทางของตนเอง
  2. กลุ่มเผชิญความท้าทาย (Challenger) คือผู้ที่ทำงานหรือทำธุรกิจมาระยะหนึ่งแล้วและกำลังเผชิญกับปัญหาหรือความท้าทายที่ต้องแก้ไข
  3. กลุ่มต้องการเติบโต (Growth) คือผู้ที่ก้าวผ่านปัญหามาได้แล้วและมีความมุ่งมั่นพัฒนาให้เก่งขึ้น เติบโตขึ้น หรือขยายธุรกิจให้ก้าวหน้า
  4. กลุ่มผู้นำ (Leader) คือผู้นำในอุตสาหกรรมที่ยังคงต้องการอัปเดตเทรนด์และความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำไปพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

คุณสิทธิพงศ์พบว่า ผู้ที่มาร่วมงาน CTC มักมีจุดเด่นร่วมกันคือเป็นผู้ที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และเป็นผู้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็ว (Fast Learner) ซึ่งสอดคล้องกับธีมงานในปีนี้ที่ใช้ชื่อว่า “The Festival of Futuristic Minds”

เมื่อวิสัยทัศน์พบกับความเปลี่ยนแปลง

ชื่อธีมงาน “The Festival of Futuristic Minds” สื่อถึงผู้ที่มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล ในยุคที่เศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คนส่วนใหญ่มักมองเพียงการเอาตัวรอดในระยะสั้น แต่ผู้ที่มองการณ์ไกลจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและรู้ว่าตนเองควรต้องพัฒนาทักษะใดเพิ่มเติมเพื่ออนาคต

เนื้อหาในงานครอบคลุม 6 กลุ่มหัวข้อหลัก ได้แก่ AI, Creativity, Marketing, Business, People Management และ Well-being

ไฮไลต์สำคัญในงานนี้ คือ ระบบ Skill Passport ซึ่งเป็นการสะสมแสตมป์จากการเข้าร่วมเซสชันและเวิร์กชอป หากเก็บครบตามที่กำหนด ผู้เข้าร่วมสามารถขอรับใบประกาศนียบัตรเฉพาะทางได้ เช่น Marketing Mastery หรือ AI Mastery

นอกจากนี้ ในเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทั้ง 4 เวทีในงานจะเปลี่ยนเนื้อหาเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับ AI ทั้งหมด ภายใต้ชื่อ AI Night

เมื่อ AI ตัดสินใจแทนมนุษย์ได้

คุณสิทธิพงศ์ยกตัวอย่างการใช้งาน AI จริงในการจัดงานครั้งนี้ ผ่านการพัฒนา Web App สำหรับดูตารางงานซึ่งผู้ใช้งานสามารถจัดสรรตารางของตนเองได้ โดยมีแชตบอต AI ให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเลือกเซสชันที่เหมาะสม

“Web App ตัวนี้ใช้เวลาสร้างเพียง 2 วันด้วยความช่วยเหลือของเครื่องมือเขียนโค้ดอย่าง Cursor จากเดิมที่ต้องใช้เวลาทำถึง 2 เดือน” คุณสิทธิพงศ์ กล่าว

การต่อยอดเครือข่ายและ AI Transformation Playbook

ภายในพื้นที่จัดงาน บริเวณฝั่งตรงข้ามมีงาน SME Business Content ที่จัดร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและจับคู่ธุรกิจ รวมถึงมีบูธ MarTech ต่างๆ ให้เข้าชม

คุณสิทธิพงศ์ได้กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ว่าเป็นคลื่นลูกใหญ่แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเปรียบเทียบว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง เช่น ยุคสิ่งพิมพ์ที่มาแทนที่การคัดลอกด้วยมือ ยุควิทยุและโทรทัศน์ ยุคอินเทอร์เน็ต และยุคอีคอมเมิร์ซ

“AI ถือเป็นเทคโนโลยีแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่สามารถตัดสินใจเองได้” คุณสิทธิพงศ์ กล่าว

การเดินทางของ CTC จากเวทีเล็ก ๆ 70 คน สู่การจัดงานในพื้นที่ขนาดใหญ่ ท่ามกลางกระแส AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้และวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาบุคคลและองค์กรก้าวผ่านความท้าทายในทุกยุคสมัย คำถามที่ว่าเมื่อเทคโนโลยีสามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ มนุษย์จะเลือกพัฒนาตนเองในทิศทางใด อาจเป็นคำถามที่ผู้เข้าร่วมงาน CTC ทุกคนต่างพากันไปค้นหาคำตอบในแต่ละเซสชันที่เลือกเข้าร่วม

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘กระทิง พูนผล’ ชี้ AI Transformation จะรอดหรือร่วงขึ้นอยู่กับ CPO ไม่ใช่ซีพียู

NIA เปิดเวที SITE 2026 ชูนวัตกรรมไทยสู่ Value Chain โลก

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar