Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทลายปราการการเงินข้ามพรมแดน ก้าวต่อไปของ DeeMoney ในวันที่ฟินเทคขยับสเกล

ทลายปราการการเงินข้ามพรมแดน ก้าวต่อไปของ DeeMoney ในวันที่ฟินเทคขยับสเกล

เมื่อระบบการโอนเงินระหว่างประเทศแบบเดิม เริ่มตามไม่ทันความเร็วของโลกธุรกิจ DeeMoney จึงเลือกขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ทั้งระบบ QR ข้ามพรมแดนและการศึกษา Stablecoin เพื่อทลายกำแพงเรื่องเวลาและต้นทุน ภายใต้สถานะผู้เล่นรายใหญ่ที่ถือส่วนแบ่งตลาดเงินโอนเข้าไทยถึง 35% ความท้าทายถัดไปจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการปรับกฎระเบียบเพื่อผลักดันให้ธุรกิจรายย่อยไทยก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมในเวทีการค้าโลก

เปลี่ยน QR Code ให้เป็นสะพานเชื่อมการชำระเงิน

DeeMoney เปิดเผยถึง  2 โครงการสำคัญด้านเทคโนโลยีที่มุ่งลดอุปสรรคและเพิ่มความคล่องตัวของธุรกรรมระหว่างประเทศ โครงการแรกคือ การให้บริการการชำระเงินข้ามประเทศผ่าน QR Code (Cross-Border QR Payment) เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยสามารถชำระเงินให้ร้านค้าภายในประเทศได้โดยตรง ผ่าน e-Wallet หรือบัญชีธนาคารในต่างประเทศผ่านการสแกน QR Code ของประเทศไทย และช่วยลดการพึ่งพาบัตรเครดิตที่มีค่าธรรมเนียมสูงและการแลกเปลี่ยนเงินสด ส่วนร้านค้าก็จะได้รับเงินในรูปแบบสกุลเงินบาทโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการรับชำระเงิน

โดยมีแผนเปิดตัวการให้บริการดังกล่าวในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ของปี และตั้งเป้าปริมาณธุรกรรมภายในปีแรกไว้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

สินทรัพย์ดิจิทัลกับทางออกการเงิน 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน DeeMoney กำลังศึกษาแนวทางการใช้ Stablecoin (เช่น USDC หรือ USD Coin สินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Stablecoin ที่ตรึงมูลค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัดส่วน 1:1) สำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ ภายใต้การหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบให้รองรับธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยลดต้นทุนธุรกรรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงนอกเวลาทำการของธนาคารต่อไป

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการขยายบริการ Outbound SWIFT สำหรับกลุ่ม Non-Bank ที่สามารถโอนเงินออกจากไทยไปได้กว่า 80 ประเทศ ด้วยค่าธรรมเนียมที่ประหยัดกว่าธนาคาร โดยมีค่าบริการระบบ SWIFT อยู่ที่ประมาณ 700 กว่าบาท และระบบโอนตรงเริ่มต้นเพียง 125 บาท

รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยด้วยการเชื่อมต่อระบบตรวจสอบบัญชีม้า (CFR) ร่วมกับ ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคารของไทย (ITMX) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อยกระดับการป้องกันปัญหาการฉ้อโกงข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

ครองส่วนแบ่งตลาดโอนเงินเข้าไทย 35%

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา DeeMoney เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบันมีจำนวนธุรกรรมการโอนเงินสูงถึง 4 ล้านรายการต่อปี หรือเฉลี่ยกว่า 400,000 – 500,000 รายการต่อเดือน ปัจจุบันมีรายการโอนเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยผ่านระบบของ DeeMoney ประมาณ 1 ใน 3 หรือคิดเป็น 35% โดยมียอดเงินหมุนเวียนในระบบเฉลี่ยสูงถึง 8,000 ล้านบาทต่อเดือน และมียอดรวมการชำระเงินสะสมกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัศวิน พละพงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง DeeMoney กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ DeeMoney โดดเด่นคือการเป็นฟินเทครายเดียวในไทยที่ยกระดับระบบสู่มาตรฐาน ISO เทียบเท่ากับ 7 ธนาคารใหญ่ในประเทศ ซึ่งรองรับการตรวจสอบธุรกรรมและความปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สถานะของบริษัทเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการทั่วไปสู่การเป็นประตูการเงินระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง

โมเดล Low-Cost และความเร็วในระดับวินาที

ความเร็วถือเป็นหัวใจสำคัญ โดย DeeMoney ได้ทำลายข้อจำกัดด้านเวลาด้วยระบบที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ต่างจากระบบธนาคารแบบเดิมที่มักติดขัดในช่วงวันหยุดหรือหลังเวลาทำการของฝ่ายบริหารเงิน ส่งผลให้ 99% ของรายการโอนเงินทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม DeeMoney สามารถเข้าบัญชีปลายทางได้ภายในเวลาน้อยกว่า 1 นาที

ขณะที่การลดต้นทุนค่าธรรมเนียมการโอนช่วยให้แรงงานไทยในต่างแดนประหยัดค่าใช้จ่ายจากเดิมที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงถึง 10% หรือประมาณ 1,500-2,000 บาท ต่อการโอนเงิน 15,000 บาท เหลือเพียง 2-5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 70-180 บาทต่อครั้งเท่านั้น

คุณอัศวิน กล่าวเปรียบเทียบโมเดลธุรกิจของเขาว่า “การโอนเงินระหว่างประเทศในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว เปรียบได้กับในอดีตที่เรามีสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วก็มีดอนเมืองที่รองรับสายการบินราคาประหยัด ซึ่งบริการของเราก็คือระบบการโอนเงินระหว่างประเทศต้นทุนต่ำ (Low Cost Cross Border) นั่นเอง”

จากแรงงานเกษตรสู่ภาคธุรกิจข้ามชาติ

กลุ่มลูกค้าหลักของ DeeMoney ครอบคลุมทั้งแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอิสราเอล เกาหลี และไต้หวัน ซึ่งเป็น 3 อันดับแรกของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในกรณีของอิสราเอลที่แม้จะมีสถานการณ์ความไม่สงบ แต่แรงงานไทยส่วนใหญ่ที่ทำงานด้านเกษตรกรรมอยู่นอกเมืองยังคงปลอดภัย และได้รับอานิสงส์จากค่าเงินที่แข็งตัวขึ้นทำให้สามารถส่งเงินกลับบ้านได้สูงถึงเดือนละประมาณ 100,000 บาท

นอกจากกลุ่มแรงงานแล้ว กลุ่มชาวต่างชาติยังครองสัดส่วนมูลค่าเงินโอนเข้าถึง 50% โดยมียอดโอนต่อครั้งในจำนวนที่สูงกว่าคนไทย รวมถึงภาคธุรกิจ (Business Payment) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการที่สำนักงานใหญ่ในต่างประเทศโอนเงินมาเพื่อชำระค่าใช้จ่ายหรือจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานในประเทศไทย ซึ่ง DeeMoney สามารถรองรับบัญชีทั่วโลกได้มากกว่า 100 ล้านบัญชี

ข้อเสนอปลดล็อกวงเงินนิติบุคคล

แม้จะมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี แต่ คุณอัศวินเสนอแนวทางปรับปรุงกฎระเบียบต่อ ธปท. ในเรื่องการปรับปรุงวงเงินโอนออกของนิติบุคคล ซึ่งปัจจุบันถูกจำกัดไว้ที่ 800,000 บาทต่อรายการต่อวันเช่นเดียวกับการโอนเงินในนามบุคคล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจ SMEs ที่ต้องชำระเงินค่านำเข้าจำนวนมาก จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดานแบบขั้นบันไดตามขนาดหรือรายได้ของธุรกิจ เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย

“นิติบุคคลประกอบธุรกิจด้วยยอดเงินหลักล้านบาท การจำกัดวงเงินไว้เพียงเท่านี้จึงอาจไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงในภาคธุรกิจ”

การปรับปรุงกฎระเบียบในส่วนนี้จะช่วยให้ Micro SMEs ที่ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสามารถใช้ระบบเพื่อทราบต้นทุนและล็อก อัตราแลกเปลี่ยนได้ทันที ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินในช่วงเวลาที่ธนาคารปิดทำการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและช่วยให้ธุรกิจรายย่อยของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Krungsri Finnovate กางโรดแมปปี 69 รุกลงทุนผ่าน Finno Efra เร่ง Synergy กับธุรกิจกรุงศรี

ออร์บิกซ์ กรุ๊ป กางโรดแมป ปั้น ‘Money On Blockchain’ เชื่อมโลกการเงินดิจิทัล

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar