Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์: เมื่อ AI ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ เศรษฐกิจไทย

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์: เมื่อ AI ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ เศรษฐกิจไทย

ในห้วงเวลาที่กระแสธารแห่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังไหลบ่าเข้าท่วมท้นทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก สภาวการณ์ขององค์กรธุรกิจไทยส่วนใหญ่กลับยังคงติดอยู่ในสภาวะ “กับดักโครงการทดลอง” (Pilot Phase Trap) กล่าวคือ มีการเริ่มต้นทดลองใช้งาน AI ในระดับโครงการย่อย แต่ยังไม่สามารถขยายผล (Scale) ไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลกระทบในวงกว้างต่อองค์กรได้ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า อุปสรรคสำคัญอาจไม่ใช่ความพร้อมของเทคโนโลยี แต่คือกรอบความคิดและยุทธศาสตร์ในการปรับตัว

The Story Thailand สนทนาเจาะลึกกับ ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ ในซีรีส์พิเศษ Decoding the Future with AI เพื่อถอดรหัสสาเหตุที่แท้จริงของการติดหล่มทางเทคโนโลยี พร้อมวิเคราะห์ทิศทางอนาคตที่ AI จะเข้ามามีบทบาทเสมือนสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยไปตลอดกาล

ก้าวข้ามหลุมพราง: เมื่อ AI คือวาระแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงโครงการไอที

คุณธนวัฒน์ชี้ให้เห็นถึงปัญหารากฐานที่เป็นอุปสรรคสำคัญขององค์กรไทย นั่นคือการจำกัดนิยามของ AI ไว้เพียงแค่การเป็น “โครงการด้านไอที” (IT Project) ซึ่งในความเป็นจริง การนำ AI มาใช้นั้นมีสถานะเทียบเท่ากับ “การเปลี่ยนผ่านองค์กร” (Transformation) ที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนจากผู้นำสูงสุดขององค์กร (Leader) เป็นสำคัญ หากผู้นำมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคและมอบหมายให้ฝ่ายไอทีรับผิดชอบเพียงลำพัง โดยขาดการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจน หรือที่เรียกว่า “ดาวเหนือ” (North Star) โครงการเหล่านั้นมักจะประสบความล้มเหลวในการขยายผล

การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การตั้งเป้าหมายว่ารายได้ 75% ขององค์กรจะต้องมีส่วนผสมของ AI (AI Embedded) หรือการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ให้ได้ 20-30% จะช่วยให้เกิดโครงสร้างการทำงานที่สอดคล้องกันทั้งองค์กร สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับ (Buy-in) ตั้งแต่ระดับผู้บริหารลงมาสู่ผู้จัดการระดับกลาง (Middle Management) เพื่อให้มองเห็นภาพเดียวกันว่า AI คือ “การเดินทาง” (Journey) ที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราวที่ทำแล้วจบไป

กรณีศึกษาที่น่าสนใจของ “Frontier Firm” หรือองค์กรชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI มาปรับใช้คือ กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCBX) ซึ่งมีความชัดเจนตั้งแต่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง โดย คุณอาทิตย์นันทวิทยา(ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ได้ประกาศเป้าหมายที่จะทำให้องค์กรเป็น “AI-First Organization” โดยตั้งเป้าว่ารายได้ถึง 75% ขององค์กรจะต้องมีส่วนผสมของ AI ความมุ่งมั่นนี้ถูกถ่ายทอดลงมาสู่การปฏิบัติจริงผ่านการจัดเวิร์กชอปสำหรับผู้บริหารระดับสูง (C-Level) ที่ไม่ใช่เพียงการนั่งฟังบรรยาย แต่เป็นการลงมือติดตั้งและใช้งาน Copilot เพื่อสร้าง AI Agent ด้วยตนเอง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำองค์กรต้อง “Buy-in” และลงมือทำเพื่อเป็นแบบอย่างในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กร

ไมโครซอฟท์ ชี้ 7 เทรนด์ AI ปี 2569: พลิกบทบาทสู่ ‘คู่คิดดิจิทัล’ ขับเคลื่อนนวัตกรรม

ความเท่าเทียมที่มาพร้อมเงื่อนไข: เมื่อ “เครื่องมือ” เท่ากันแต่ “ขีดความสามารถ” ยังต่างกัน

หนึ่งในประเด็นที่ทรงพลังที่สุดจากการสนทนาครั้งนี้ คือมุมมองที่ว่า AI กำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เกลี่ยความเหลื่อมล้ำ” (Great Equalizer) ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน นายธนวัฒน์ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ว่า ในอดีต ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีถูกจำกัดด้วยเงินลงทุนมหาศาล มีเพียงทุนใหญ่ที่เข้าถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) แต่ในวันนี้ สมการดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยกับ SME รายเล็กที่สุด ต่างมีสิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยี AI ตัวเดียวกัน ในราคาค่าบริการแบบ “Pay-per-use” หรือหลักร้อยบาทต่อเดือนเหมือนกัน

ในเชิงทฤษฎี “ความฉลาด” (Intelligence) จึงกลายเป็นสินค้าพื้นฐาน (Commodity) ที่ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน ช่องว่างทางเทคโนโลยี (Technology Gap) ที่เคยเป็นกำแพงสูงตระหง่านระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และรายย่อยได้พังทลายลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม คุณธนวัฒน์เตือนสติว่า “การเข้าถึงเครื่องมือที่เท่ากัน ไม่ได้การันตีความสำเร็จที่เท่ากัน” เปรียบเสมือนนักเรียนทุกคนมีหนังสือเรียนเล่มเดียวกัน แต่ผลสอบออกมาไม่เหมือนกัน ตัวแปรสำคัญจึงย้ายจาก “การมีเครื่องมือหรือไม่” ไปอยู่ที่ “ทักษะในการใช้” (Skills) และ “ความพร้อมในการลงทุน” (Readiness) ซึ่งในจุดนี้เองที่ความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ยังคงฝังรากลึก

ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่มีความพร้อมทั้งเงินทุนและบุคลากรในการทดลองนวัตกรรม (Innovation) แต่ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ใน “โหมดเอาตัวรอด” (Survival Mode) แม้เทคโนโลยีจะราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย แต่พวกเขาขาด “สภาพคล่อง” และ “ความรู้” (Know-how) ที่จะนำเทคโนโลยีนั้นมาเปลี่ยนเป็นผลกำไรทางธุรกิจ

รัฐบาลในบทบาท “ลมใต้ปีก”: เปลี่ยนการเข้าถึงให้เป็นโอกาสที่จับต้องได้

เมื่อโจทย์เปลี่ยนจาก “การขาดแคลนเทคโนโลยี” เป็น “การขาดแคลนทักษะและโอกาสประยุกต์ใช้” บทบาทของภาครัฐจึงต้องเปลี่ยนตาม นายธนวัฒน์เน้นย้ำว่า ภารกิจของรัฐบาลไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีแข่งกับเอกชน แต่คือการเป็น “ผู้สนับสนุน” (Enabler) ที่ช่วยปิดช่องว่างด้านการประยุกต์ใช้ (Adoption Gap) ให้กับ SMEs

รัฐบาลจำเป็นต้องก้าวเข้ามาทำหน้าที่ “ลมใต้ปีก” ผ่านกลไกที่เป็นรูปธรรม เช่น การสร้างพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Sandbox) ให้ SMEs ได้ลองผิดลองถูกโดยมีความเสี่ยงต่ำ และมาตรการอุดหนุนทางการเงิน (Subsidize) เพื่อช่วยแบกรับต้นทุนในการเริ่มต้นเปลี่ยนผ่าน (Transformation) เพราะหากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว แม้เครื่องมือจะเท่าเทียมกัน แต่ผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมได้เปรียบ การแทรกแซงของรัฐในรูปแบบนี้จึงไม่ใช่การสร้างความไม่เท่าเทียม แต่คือการประคองให้ผู้เล่นตัวเล็กสามารถ “ยืน” และใช้ประโยชน์จากเครื่องมืออันทรงพลังนี้ได้ทัดเทียมกับทุนใหญ่

นอกจากนี้ ความต่อเนื่องของนโยบาย (Consistency) และ การทำงานบูรณาการร่วมกัน (Collaboration) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ รัฐบาลไม่ควรเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย แต่ต้องเป็นผู้นำในการใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับการลงทุนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ไมโครซอฟท์ ประกาศแผน ‘สร้างอนาคตประเทศไทยด้วย AI’ เร่งขับเคลื่อนไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

บทบาทใหม่ของไมโครซอฟท์: เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าบนพื้นฐานความเชื่อมั่น

เพื่อให้สอดรับกับบริบทความเท่าเทียมทางเทคโนโลยีนี้ บทบาทของไมโครซอฟท์จึงเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หากย้อนกลับไป 50 ปีก่อน ไมโครซอฟท์เปรียบเสมือน “โรงงานผลิตซอฟต์แวร์” (Software Factory) แต่ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ บทบาทของไมโครซอฟท์ได้เปลี่ยนไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้” (Trusted Secure AI Platform)

พันธกิจหลักในปัจจุบันคือ “AI for All” หรือการทำให้ความฉลาด (Intelligence) เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Democratizing Intelligence) เพื่อเสริมศักยภาพ (Empower) ให้กับทุกคนและทุกองค์กร เป้าหมายสูงสุดคือการช่วยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนองค์กรของตนเองให้กลายเป็น “Software Factory” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง โดยไมโครซอฟท์ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับอยู่เบื้องหลัง

ที่สำคัญ โมเดลธุรกิจของไมโครซอฟท์ได้เปลี่ยนไปสู่รูปแบบ Consumption-based หรือการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ซึ่งนายธนวัฒน์เปรียบเปรยว่า นี่คือโมเดลที่ผูกชะตาความสำเร็จของไมโครซอฟท์ไว้กับความสำเร็จของลูกค้าอย่างแท้จริง “หากลูกค้าใช้งานแล้วไม่เกิดประโยชน์ ธุรกิจไม่เติบโต เขาก็จะเลิกใช้ และไมโครซอฟท์ก็จะอยู่ไม่ได้” ดังนั้น ทุกสิ่งที่ไมโครซอฟท์ทำ ตั้งแต่การให้ความรู้ การพัฒนาทักษะคนไทยไปแล้วกว่า 1.6 ล้านคน รวมถึงการลงทุนแปลหลักสูตร AI กว่า 280 หลักสูตร จึงมีเป้าหมายเดียวคือการทำให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกิดการใช้งานที่ยั่งยืน

ความเชื่อมั่น (Trust) คือหัวใจ: เทคโนโลยีต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี คุณธนวัฒน์ตระหนักดีว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูลเป็นอุปสรรคใหญ่ในการใช้งาน AI ภาคองค์กร ไมโครซอฟท์จึงวางจุดยืนเรื่อง “Responsible AI” ไว้อย่างเข้มข้น โดยประกาศหลักการสำคัญว่า “ข้อมูลของลูกค้าคือทรัพย์สินของลูกค้า” (Your data is your data) ซึ่งไมโครซอฟท์จะไม่นำข้อมูลภายในขององค์กรไปใช้ในการเทรนโมเดลสาธารณะเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อกำกับดูแล AI (AI Governance) โดยเฉพาะ เช่น Prompt Shield เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ผ่านคำสั่ง (Prompt Injection/Jailbreak) และระบบ Groundedness Detection เพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ AI ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือสร้างเรื่องราวเท็จ (Hallucination) เครื่องมือเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้องค์กรธุรกิจเกิดความ “ไว้เนื้อเชื่อใจ” (Trust) และกล้าที่จะนำ AI ไปใช้งานในส่วนงานที่สำคัญ (Mission Critical) ได้อย่างมั่นใจ

พลวัตใหม่ของเทคโนโลยี: จาก Chatbot สู่ยุคแห่ง“Agentic AI”

พัฒนาการของ AI กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมจากการเป็นเพียง Chatbot ที่ทำหน้าที่โต้ตอบบทสนทนา ไปสู่ยุคของ “Agentic AI” หรือ AI ที่มีความสามารถในการเป็นตัวแทนปฏิบัติงาน (Agent) นายธนวัฒน์ขยายความว่า ในอดีตเราอาจคุ้นเคยกับ RPA (Robotic Process Automation) ที่ทำงานตามคำสั่งซ้ำๆ ตามกฎที่ตั้งไว้ แต่ Agentic AI ในปัจจุบันมี “Reasoning Engine” หรือกระบวนการคิดหาเหตุผลที่ชาญฉลาด สามารถตัดสินใจและลงมือกระทำการ (Take Action) แทนมนุษย์ได้

นายธนวัฒน์ยกตัวอย่างการใช้งานส่วนตัวในการสร้าง Agent เพื่อติดตามข่าวสารเฉพาะทาง เช่น ข่าวฟุตบอลทีมลิเวอร์พูล โดยให้ Agent ไปรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ (Trusted Sources) สรุปผลการแข่งขัน และวิเคราะห์สถานการณ์มาให้โดยอัตโนมัติ ความสามารถนี้ทำให้กระบวนการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสืบค้นข้อมูล (Search) ผ่านลิงก์จำนวนมาก กลายเป็นการมอบหมายให้ AI Agent จัดการให้ ทำให้มนุษย์มีเวลาเหลือไปโฟกัสกับงานที่มีคุณค่าสูงกว่า

ROI ที่จับต้องได้: ทลายกำแพงไซโลเพื่อผลลัพธ์มหาศาล

คำถามสำคัญสำหรับผู้บริหารคือ “ความคุ้มค่าในการลงทุน” (ROI) อยู่ที่จุดใด จากรายงานการศึกษาร่วมกับ IDC พบว่า องค์กรชั้นนำ (Frontier Firms) เริ่มต้นสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน AI ในส่วนงานระบบหลังบ้าน (Back Office Support) เป็นลำดับแรก ได้แก่ ฝ่ายไอที (IT), การเงิน (Finance), กฎหมาย (Legal), ทรัพยากรบุคคล (HR) และฝ่ายจัดซื้อ (Procurement) การนำ AI เข้ามาช่วยงานในส่วนนี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้ทันทีและชัดเจนที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายธนวัฒน์ชี้เป้าว่า ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด (Best ROI) จะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรสามารถทำลายกำแพงกั้นระหว่างแผนก (Cross-Silo) ได้สำเร็จ เมื่อ AI สามารถเชื่อมโยงกระบวนการทำงานข้ามแผนก เช่น ให้ระบบของฝ่ายการเงินทำงานร่วมกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายไอทีได้อย่างไร้รอยต่อ นวัตกรรมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นตรงจุดตัดนั้น และจะสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลมากกว่าการใช้ AI แยกส่วนในแต่ละแผนก

AI ในฐานะ “เทคโนโลยีอรรถประโยชน์ทั่วไป” และโอกาสของ Real Sector

ในมุมมองของกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เทคโนโลยี AI ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะ Generative AI มีสถานะเป็น “เทคโนโลยีอรรถประโยชน์ทั่วไป” (General Purpose Technology) เฉกเช่นเดียวกับไฟฟ้า (Electricity) ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกันสร้างโรงไฟฟ้า หรือการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) แข่งกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำ “ไฟฟ้า” นี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ที่ตอบโจทย์เฉพาะทาง

สำหรับประเทศไทย โอกาสมหาศาลรออยู่ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) หากเราสามารถผสานเทคโนโลยีเข้ากับจุดแข็งเดิมของประเทศได้ ตัวอย่างเช่น ในภาคการท่องเที่ยว เราสามารถใช้ AI สร้างแบบจำลองเสมือน (Digital Twin) หรือนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก (Unseen Thailand) เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพำนักยาวนานขึ้น หรือในภาคการผลิต การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ที่ใช้ AI ช่วยให้สามารถรับคำสั่งผลิตที่ปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้ แม้จะเป็นคำสั่งซื้อจำนวนน้อย แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและหนีจากการแข่งขันด้านราคาได้

มองไปข้างหน้า: เมื่อ AI ก้าวสู่โลกวิทยาศาสตร์และควอนตัม

นอกเหนือจากผลกระทบทางธุรกิจในปัจจุบัน นายธนวัฒน์ยังได้วิเคราะห์ภาพอนาคต (Next Horizon) ของเทคโนโลยีในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ว่า AI จะขยับขยายขอบเขตจากความสามารถด้านภาษา (Language Model) ไปสู่ความเชี่ยวชาญเชิงลึกในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Science & Math) ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นพัฒนาการของโมเดลที่มีความรู้เทียบเท่าระดับปริญญาเอก (PhD)

การผสานรวมพลังของ AI เข้ากับ Quantum Computing จะเข้ามาปลดล็อกโจทย์ยากที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในระดับโมเลกุล เช่น การวิเคราะห์สภาพดินเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม หรือการคิดค้นวัสดุศาสตร์ใหม่ๆ ที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ (Self-healing) ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับภาคการผลิตและเกษตรกรรมของไทยในอนาคต

ทักษะแห่งอนาคต: จากผู้ตอบคำถามสู่ผู้ตั้งคำถาม

ท่ามกลางความกังวลว่า AI จะเข้ามาลดทอนความสามารถในการคิดของมนุษย์ นายธนวัฒน์กลับมองว่า AI คือเครื่องมือที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ให้สูงขึ้น เมื่อ AI เข้ามาจัดการงานพื้นฐานและงานที่ทำซ้ำๆ (Routine) มนุษย์จะมีเวลามากขึ้นสำหรับการไตร่ตรอง (Reflect) และใช้ความคิดสร้างสรรค์

ในยุคที่ความฉลาด (Intelligence) กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายเหมือนสินค้าอุปโภคบริโภค (Commodity) ทักษะที่สำคัญที่สุดของมนุษย์จึงไม่ใช่การจดจำคำตอบ แต่คือ “ความอยากรู้อยากเห็น” (Curiosity) และ “ทักษะการตั้งคำถาม” (Critical Thinking) นายธนวัฒน์ยกตัวอย่างการใช้งานส่วนตัวในการสอนบุตรหลานโดยใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเล่านิทานและตั้งคำถามกลับเพื่อฝึกกระบวนการคิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาบุคลากรในยุคต่อไปต้องมุ่งเน้นที่กระบวนการคิดและการตั้งคำถาม มากกว่าเพียงแค่การใช้งานเครื่องมือ

บทสรุป: ช่วงเวลาแห่งการคว้าโอกาส

วิสัยทัศน์ของคุณธนวัฒน์สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกเศรษฐกิจ (New Infrastructure) ด้วยเทคโนโลยีที่มีความพร้อม (Readiness) สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ บวกกับเครื่องมือที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย

อนาคตของโลกธุรกิจที่ทุกองค์กรจะเปลี่ยนสถานะเป็น “โรงงานผลิตซอฟต์แวร์” (Software Factory) ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย องค์กรต่างๆ จะสามารถสร้างสรรค์แอปพลิเคชันและโซลูชันของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมากเหมือนในอดีต

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านนี้ต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ “ความเชื่อมั่น” (Trust) และ “ความรับผิดชอบ” (Responsible AI) ไมโครซอฟท์ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ยึดมั่นในหลักการว่าข้อมูลของลูกค้าคือทรัพย์สินส่วนบุคคล (Your data is your data) และมุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง รวมถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง (Groundedness Check) เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส

วันนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่องค์กรไทย รัฐบาล และภาคประชาชน จะเร่งปรับตัว เรียนรู้ และนำ “ไฟฟ้า” แห่งศตวรรษที่ 21 นี้ มาขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้สร้างนวัตกรรม (Innovation Creator)

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ถอดบทเรียน ‘ธรรณพ สมประสงค์’ 25 ปี Thaiware จากยุค Dotcom สู่ AI

‘กฤษฎา ชุตินธร FlowAccount’ พลิกความวุ่นวายหลังบ้านสู่ ‘ระบบปฏิบัติการ’ คู่ใจ SME

สถาปนิกแห่งความปลอดภัย ‘ดร.ศุภกร กังพิศดาร’ ผู้ผ่านทุกบทบาทในสมรภูมิไซเบอร์

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar