Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

DRT เปิดเกมรุกปีที่ 41 ดัน ‘One-Stop Solution’ ตั้งเป้าสู่ Regional Player ในปี 2571

DRT เปิดเกมรุกปีที่ 41 ดัน ‘One-Stop Solution’ ตั้งเป้าสู่ Regional Player ในปี 2571

บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ประกาศยกระดับองค์กรครั้งใหญ่ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 41 เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่การเป็น Fully Integrated One-Stop Solution Provider ให้บริการครบวงจรทั้งสินค้า การจัดส่ง การติดตั้ง และการดูแลหลังการขาย ภายใต้แนวคิด “ตราเพชรทั้งหลัง” พร้อมวางเป้าหมายรายได้ปี 2569-2571 เติบโตเฉลี่ยปีละ 2-5% ผ่าน 7 กลยุทธ์หลัก พร้อมวางโรดแมปสู่การเป็น Regional Player ในภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2571 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังท้าทายและภาพรวมอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างที่ทยอยฟื้นตัว

ยกระดับองค์กรครั้งสำคัญในวาระ 41 ปี

สาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT  กล่าวว่า บริษัทฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 41 ของการดำเนินธุรกิจ พร้อมประกาศยกระดับองค์กรครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่การเป็น “Fully Integrated One-Stop Solution Provider” ที่ให้บริการครบวงจรทั้งด้านสินค้าคุณภาพ การจัดส่งที่รวดเร็ว งานบริการติดตั้ง และการดูแลหลังการขาย ภายใต้แนวคิด “ตราเพชรทั้งหลัง”

การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการโซลูชันเบ็ดเสร็จจากผู้ให้บริการรายเดียว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าโครงการที่ต้องการงานติดตั้งที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมการรับประกัน บริษัทฯ วางเป้าหมายรายได้ในปี 2569-2571 ให้เติบโตเฉลี่ยปีละ (CAGR) 2-5% ผ่านกลยุทธ์หลากหลาย ทั้งการจัดส่งแบบ On-Time Delivery การขยายตลาดด้วยสินค้า OEM การสร้างความแตกต่างด้วยสินค้านวัตกรรม Well-being และการขยายช่องทางเข้าถึงลูกค้าที่หลากหลาย

คุณสาธิตกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา DRT ได้เพิ่มศักยภาพทุกด้าน ทั้งการพัฒนาช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุม ทีมผู้บริหาร สินค้าและบริการที่หลากหลายพร้อมโซลูชันครบวงจร การสร้างการยอมรับในแบรนด์ “ตราเพชร” การปรับตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ซึ่งทำให้บริษัทฯ พร้อมคว้าทุกโอกาสและรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจ แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปี 2569 ยังคงทยอยฟื้นตัว แต่หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม จะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และดีมานด์วัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ ศักยภาพของประเทศไทยที่เหมาะกับการอยู่อาศัยหลังเกษียณยังเป็นปัจจัยบวกต่อการเข้ามาพักอาศัยของชาวต่างชาติ

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คุณสาธิตกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ยังบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีสัดส่วนเพียง 8% ของต้นทุนรวมของบริษัทฯ และมีวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเพียงพอ

7 กลยุทธ์เด่น ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง

7 กลยุทธ์เด่น ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง

ดร.พิชญานันท์ ล้อวรลักษณ์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT กล่าวว่า บริษัทฯ ได้วาง 7 กลยุทธ์หลักเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงและคว้าทุกโอกาสทางธุรกิจ

  1. Service Integration การให้บริการครบวงจรทั้งสินค้า บริการติดตั้ง และการจัดส่ง โดยมีจุดเด่นที่ระบบจัดส่งแบบ On-Time Delivery ในรัศมี 300 กิโลเมตร ส่งถึงภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ร้านค้าตัวแทนไม่ต้องแบกรับภาระการสต๊อกสินค้า พร้อมระบบ Tracking ให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะได้
  2. Market Development การขยายตลาดด้วยการจ้างผลิตสินค้า (OEM) ภายใต้มาตรฐานของ DRT เพื่อตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม เช่น หลังคายูพีวีซีสำหรับฟาร์มและงานต่อเติม หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติสำหรับโรงแรมและรีสอร์ท รวมถึงแผ่นผนัง Fast Panel สำหรับอาคารสูง โดยกลุ่มสินค้า OEM เป็นช่องทางใหม่ที่บริษัทฯ เห็นตัวเลขการเติบโตสูงมากกว่า 2 หลัก (เกิน 10%)
  3. Product Differentiation การสร้างความแตกต่างด้วยสินค้านวัตกรรม “Diamond Well-being” ภายใต้แนวคิดบ้านที่ดีไม่ใช่แค่แข็งแรงและสวยงาม แต่ต้องดูแลสุขภาพของคนในบ้าน ซึ่งตอบโจทย์ 4 ด้าน ได้แก่ Feel Calm ลดเสียงรบกวน Feel Cool ลดความร้อนสะสม Feel Clean ป้องกันความชื้น และ Feel Comfort ทนทาน ลดค่าบำรุงรักษา
  4. Channel Strategy การมีช่องทางเข้าถึงลูกค้าทั้ง Online และ Offline ครบทุก Touchpoint อาทิ Shopee ที่ใช้เป็น Digital Showroom ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ 233 สาขา ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายกว่า 600 รายซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลัก 50-55% และโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 55 ราย รวมถึงการขยายฐานลูกค้าภาครัฐและเอกชน
  5. Extensive Marketing การสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างบ้านผ่านการใช้ Media และ Influencer
  6. Cost Leadership การช่วยลูกค้าลดต้นทุนด้วยอิฐมวลเบา Max Block ที่ก่อสร้างได้เร็วกว่าอิฐมวลเบาปกติถึง 3 เท่า ช่วยลดต้นทุนแรงงานและวัสดุให้ผู้รับเหมา
  7. Roadmap สู่ “Regional Player” การวางแผนเพิ่มยอดขายในภูมิภาคอาเซียนและเร่งเดินเครื่องจักรโรงงานอิฐมวลเบา AAC แห่งที่ 2 ให้เต็มประสิทธิภาพ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนภายในปี 2571

จุดแข็งด้านโครงสร้างต้นทุนและความได้เปรียบในการแข่งขัน

ข้อมูลระบุถึงโครงสร้างต้นทุนพลังงานของบริษัทฯ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยโรงงานอิฐมวลเบาแห่งใหม่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานจากแก๊สอยู่ที่ 9.5% และไฟฟ้า 2.35% รวมต้นทุนพลังงานของกลุ่มอิฐมวลเบาอยู่ที่ 12% ขณะที่กลุ่มไม้ฝาใช้ไอน้ำจากโรงไฟฟ้าเอกชนคิดเป็น 4% และไฟฟ้า 9% รวมต้นทุนพลังงานประมาณ 12-13%

ข้อได้เปรียบสำคัญของ DRT คือการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน (Gulf) ซึ่งมีราคาถูกกว่าไฟฟ้านครหลวง 3% และการมีสัญญาซื้อแก๊สเก่าที่มีราคาต่ำกว่าสัญญาใหม่ของ ปตท. ประมาณ 20-30% ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบริหารต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นในอุตสาหกรรม

ESG หัวใจสำคัญสู่ความยั่งยืนและมาตรฐานสากล

สุนทร สุวรรณเจตต์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการผลิตและวิศวกรรม บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT  กล่าวว่า บริษัทฯ นำหลัก ESG แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้วัตถุดิบและพลังงาน โดยในปี 2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 27% จาก 75.9 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) เหลือ 55 ล้าน kgCO2e

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ 40 โครงการ มีหุ่นยนต์ 27 ชุด ช่วยลดการใช้แรงงานคนลง 148 คน เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ การใช้วัสดุหมุนเวียนซึ่งช่วยลดการซื้อทรายใหม่ได้กว่า 200,000 ตัน การติดตั้งโซลาร์รูฟขนาด 600 กิโลวัตต์ (ตั้งเป้าขยายเป็น 1 เมกะวัตต์ภายในปี 2571 เงินลงทุนประมาณ 12 ล้านบาท) และการนำระบบ IoT มาช่วยมอนิเตอร์เครื่องจักรแบบ Real-time

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เตรียมความพร้อมรองรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. (พ.ร.บ.Climate Change) ที่คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอน รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อการประเมิน ESG ภายใต้มาตรฐาน FTSE Russell ESG Scores ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำมาใช้

ปัจจุบัน DRT ได้รับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ครอบคลุม 8 ผลิตภัณฑ์หลัก เช่น กระเบื้องหลังคาคอนกรีต CT เพชร กระเบื้องหลังคาคอนกรีตแบบเรียบอดามัส กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ลอนคู่ และได้รับรอง Carbon Footprint for Organization: CFO เพื่อตอบสนองเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสิ่งแวดล้อมและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ด้วยการทำระบบบำบัดน้ำแบบธรรมชาติแบบเดียวกับโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย ทำให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้ 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และได้รับรางวัล “CAC Change Agent Award 2025” จากการชวนคู่ค้า 10 รายเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต สะท้อนความมุ่งมั่นด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล

ฐานะการเงินแกร่ง พร้อมสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

กฤช กุลเลิศประเสริฐ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบริหารกลาง บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT กล่าวถึงภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2568 ว่ามีรายได้รวม 4,592.49 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 317.79 ล้านบาท ชะลอตัวจากปีก่อนเนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อ ร้านค้าลดการสต๊อกสินค้า การแข่งขันด้านราคาของอิฐมวลเบา และยอดขายชายแดนกัมพูชาที่ลดลงถึง 78%

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ 22.7% โดยมีเป้าหมายจะรักษาระดับไม่ให้ต่ำกว่า 20% เพื่อให้สามารถรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการบันทึกค่าใช้จ่ายทดลองผลิตของโรงงานอิฐมวลเบาแห่งที่ 2 จำนวน 18 ล้านบาท ซึ่งหากตัดรายการนี้ออก ค่าใช้จ่ายจะอยู่ในระดับเท่ากับปีก่อน

ด้านฐานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่งจากการดำเนินธุรกิจอย่างมีวินัย โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน 0.74 เท่า โดยหนี้สินระยะยาวมีเพียงก้อนเดียวคือ 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.4% ซึ่งใช้ลงทุนในโรงงานอิฐมวลเบาแห่งที่ 2 สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีเงินสดคงเหลือ 63.4 ล้านบาท และมีนโยบายลดสินค้าคงคลังเพื่อรักษาสภาพคล่อง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถนำกระแสเงินสดไปดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 รวมมูลค่า 320.35 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากงวดผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังปี 2568 อัตรา 0.14 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 113.68 ล้านบาท ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ประมาณ 6.4% หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลต่อกำไร (Payout Ratio) 84%

การบริหารต้นทุนท่ามกลางแรงกดดันด้านราคา

จากปัจจัยกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักมีสัดส่วน 50% ของต้นทุนการผลิต ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 20% และมีแนวโน้มปรับขึ้นอีกในไตรมาส 2 เนื่องจากราคาถ่านหินโลกพุ่งขึ้น 40% บริษัทฯ มีแนวทางการบริหารจัดการโดยอาศัยสต๊อกวัตถุดิบเดิมที่สามารถขายในราคาเดิมได้อีกประมาณ 2 เดือน ขณะที่สินค้าที่ต้องผลิตใหม่จำเป็นต้องปรับราคาตามต้นทุน

หากมีการปรับราคา บริษัทฯ จะแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าในกรอบที่เกินกว่า 15 วัน โดยในอดีตเคยมีการแจ้งปรับราคาสูงสุดที่ 5-20% ขณะที่ค่าขนส่งล่าสุดมีการประกาศปรับประมาณ 33 บาทต่อเที่ยว ซึ่งลูกค้ายืนยันว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีทางเลือกในการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลงเพื่อตรึงราคาต่อหน่วยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า

ปรับกลยุทธ์ตลาดส่งออกรับการเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันตลาดส่งออกหลักของ DRT คือประเทศกัมพูชา แต่ยอดขายในตลาดดังกล่าวชะลอตัวลงอย่างมาก จากเดิมที่เป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตส่งออก ปัจจุบันเหลือเพียง 20-30% ของพอร์ตส่งออกเท่านั้น ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการเร่งขยายตลาดที่กำลังเติบโตแทน ได้แก่ ตลาดพม่า ซึ่งสามารถส่งสินค้าทางรถผ่านแม่สอดและระนอง หรือทางเรือเข้าย่างกุ้ง รวมถึงตลาดลาวและฟิลิปปินส์ โดยสัดส่วนรายได้จากการส่งออกปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 15%

มองโอกาสท่ามกลางความท้าทาย

กำชับ วัฒนธรรม ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโสและลูกค้าสัมพันธ์ กล่าวว่า แม้ตลาดโครงการอาจชะลอตัว แต่ลูกค้าในภูมิภาคมีการเตรียมพร้อมรับมือ โดยปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันจะกระทบก่อน ซึ่งบริษัทมีความจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปที่ลูกค้าแต่ได้เดินสายทำความเข้าใจแล้ว นอกจากนี้ยังมีการปรับแผนการเดินทางของทีมขายเพื่อช่วยประหยัดต้นทุนของบริษัทด้วย

DRT ไม่ได้แข่งขันแค่เรื่องราคาหรืออยู่ในตลาดระดับล่างอีกต่อไป แต่มีการนำเสนอสินค้าใหม่ ๆ เช่น พื้น SPC เพื่อเจาะตลาดระดับกลางถึงบน (Middle to Upper tier) นอกจากนี้ยังมองว่าวิกฤตราคาพลังงานเป็นโอกาสสำหรับตลาดแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งบริษัทได้เตรียมความพร้อมร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 1-3 ราย เพื่อผลักดันสินค้าในกลุ่มนี้ โดยเห็นโอกาสในการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงรถ รวมถึงการเข้าไปติดตั้งในหมู่บ้านจัดสรรหรือโครงการเก่าๆ เพื่อตอบรับนโยบายรัฐที่ให้ลดหย่อนภาษีได้ 200,000 บาท

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังปรับแผนไปเจาะกลุ่มตลาดอาคารศาสนสถาน (วัด) ซึ่งมีกำลังซื้อและเงินหมุนเวียนจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทในจังหวัดท่องเที่ยวเช่นสมุยและภูเก็ต แทนการพึ่งพาแต่ตลาดบ้านเดี่ยวแบบเดิม

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ DRT ยังคงเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยน Positioning ครั้งสำคัญ การรักษาวินัยทางการเงิน การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลอดจนการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดเฉพาะกลุ่มและตลาดต่างประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรสามารถก้าวผ่านความผันผวน และบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคในปี 2571 ได้ตามที่ตั้งใจ

การดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป นับเป็นบทพิสูจน์ว่าการปรับตัวและการมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤติ จะสามารถนำพาองค์กรที่อยู่ในตลาดมากว่า 4 ทศวรรษให้เติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมโลก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘ไวไว’ ฉลอง 54 ปี ส่ง WaiWai WOW 3 รสชาติใหม่ลุยตลาดพรีเมียม

Arrival to Appetite: ถอดรหัสข้อมูลร้านอาหาร มัดใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar