Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ซัมซุงเปิดตัว Micro RGB ครั้งแรกในไทย ดันทีวีสู่ AI Companion

ซัมซุงเปิดตัวไลน์อัปทีวี “Micro RGB” ครั้งแรกในประเทศไทย ผ่านงาน “The First Look Bangkok” ภายใต้แนวคิด “จอที่ไม่ปฏิเสธความล้ำ” พร้อมประกาศทิศทาง “Your Companion to AI Living” ที่ต้องการยกระดับทีวีจากอุปกรณ์รับชม สู่ “Entertainment Companion” หรือเพื่อนอัจฉริยะภายในบ้านที่สามารถเข้าใจ โต้ตอบ และเชื่อมต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคได้มากขึ้น

การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอเทคโนโลยีจอภาพรุ่นใหม่ แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของตลาดทีวีพรีเมียม จากการแข่งขันเรื่องความละเอียดของภาพ ไปสู่การแข่งขันด้านประสบการณ์การใช้งาน AI การเชื่อมต่อ Smart Home และการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้ดูทีวีแบบเดิมอีกต่อไป

จากทีวีสู่ Entertainment Companion

เซยุน คิม ประธาน บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า การที่ซัมซุงครองตำแหน่งแบรนด์ทีวีอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ไม่ได้สะท้อนเพียงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง

“ซัมซุงเชื่อว่าอนาคตของ AI ไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่คือการสร้าง Ecosystem ของเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และเชื่อมต่อทุกประสบการณ์การใช้ชีวิตได้อย่างไร้รอยต่อ” เซยุน กล่าว

ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว ซัมซุงต้องการขยับบทบาทของทีวีจาก “หน้าจอรับชม” ไปสู่ “Entertainment Companion” ที่สามารถตอบโจทย์ประสบการณ์เฉพาะบุคคลได้ในชีวิตประจำวัน โดยทีวีจะไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์แสดงผล แต่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของบ้านอัจฉริยะที่สามารถสื่อสาร วิเคราะห์บริบท และปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละคนได้มากขึ้น

Micro RGB กับการเปลี่ยนผ่านของตลาดทีวีพรีเมียม

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวไลน์อัป Micro RGB อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย ครอบคลุมขนาด 55, 65, 75, 85, 100 และ 115 นิ้ว โดยซัมซุงระบุว่าเป็นแบรนด์แรกที่สามารถผลักดันเทคโนโลยี Micro RGB เข้าสู่ตลาดจริงในหลากหลายขนาดและระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ซัมซุงได้เปิดตัว World’s First Micro RGB ขนาด 115 นิ้ว มูลค่ากว่า 1.29 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2025 และ Micro RGB ขนาด 130 นิ้ว รุ่น R95H ในงาน CES 2026 ก่อนขยายไลน์อัปสู่ตลาดไทยในปี 2026

ในเชิงกลยุทธ์ Micro RGB ยังถูกวางให้เข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งของทีวี 8K เดิมบางส่วน เนื่องจากซัมซุงมองว่าตลาดคอนเทนต์ 8K ยังมีข้อจำกัด ขณะที่คอนเทนต์ 4K เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้กว้างขวางกว่าในปัจจุบัน

ผู้บริหารซัมซุงอธิบายว่า แม้ฮาร์ดแวร์ฝั่ง 8K จะถูกพัฒนาไปแล้ว แต่ pain point สำคัญยังอยู่ที่คอนเทนต์ 8K ที่ยังไม่แพร่หลายมากพอ ทำให้ตลาดยังไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางนั้นเต็มที่ ขณะที่ Micro RGB ถูกมองเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยดึง demand จากอนาคต และเข้ามาทดแทนบางส่วนของ 8K รวมถึง Neo QLED 4K

จอภาพที่แข่งด้วยสี แสง และประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ความละเอียด

เทคโนโลยี Micro RGB ใช้หลอดภาพขนาดเล็กระดับไมโครที่เล็กกว่า 100 ไมโครเมตร สามารถสร้างแสงและสีได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกรองสีแบบเดิม ส่งผลให้ภาพมีความแม่นยำของสีและรายละเอียดที่สูงขึ้น

ระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับ Micro RGB Precision Color 100 ซึ่งรองรับช่วงสีมาตรฐาน BT.2020 ได้ครบถ้วน 100% และผ่านการรับรองความแม่นยำของสีจากสถาบัน VDE ประเทศเยอรมนี

หัวใจสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือชิปประมวลผล Micro RGB AI Engine Pro ที่ทำหน้าที่ควบคุมซอฟต์แวร์ให้ทำงานสอดคล้องกับฮาร์ดแวร์ ช่วยอัปสเกลคอนเทนต์เก่าให้คมชัดขึ้น และยกระดับประสบการณ์การรับชมให้สอดคล้องกับคุณภาพของจอภาพ

ไลน์อัป Micro RGB ที่เปิดตัวในประเทศไทยประกอบด้วยรุ่น MR95F ขนาด 115 นิ้ว ราคา 1,299,990 บาท รุ่น R85H ขนาด 55 นิ้ว ราคา 49,990 บาท, 65 นิ้ว ราคา 64,990 บาท, 75 นิ้ว ราคา 89,990 บาท, 85 นิ้ว ราคา 129,990 บาท และ 100 นิ้ว ราคา 189,990 บาท ขณะที่รุ่น R95H มีขนาด 65 นิ้ว ราคา 119,990 บาท, 75 นิ้ว ราคา 174,990 บาท และ 85 นิ้ว ราคา 249,990 บาท

ชวพจน์ เทียนทอง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจภาพและเสียง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวไลน์อัป Micro RGB ครั้งแรกในประเทศไทยที่ครอบคลุมหลายขนาดด้วยราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคตเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับทิศทางตลาดทีวีพรีเมียมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของภาพ ไลฟ์สไตล์การใช้งาน และการเชื่อมต่อภายในบ้าน

Vision AI Companion เมื่อทีวีเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังดู

อีกหนึ่งแกนสำคัญของการเปิดตัวปีนี้คือ Vision AI Companion หรือ VAC แพลตฟอร์ม AI อัจฉริยะที่ซัมซุงต้องการใช้เปลี่ยนบทบาทของทีวีให้เป็น AI Companion ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้มากกว่าทีวีแบบเดิม

VAC สามารถเข้าใจบริบทของสิ่งที่ผู้ใช้กำลังรับชม วิเคราะห์ความสนใจ และแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การใช้งานทีวีลื่นไหลและโต้ตอบได้มากขึ้น

ผู้บริหารซัมซุงอธิบายว่า หัวใจของ AI ในทีวีไม่ได้อยู่ที่การปรับภาพ แสง สี หรือเสียงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการทำให้ทีวีสามารถ “เป็นเพื่อนกับผู้บริโภค” และสื่อสารกับผู้ใช้ด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น จากเดิมที่คำสั่งเสียงมักจำกัดอยู่กับคำสั่งพื้นฐาน เช่น เปิดเสียง ปิดทีวี หรือเพิ่มเสียง ไปสู่การถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอได้โดยตรง

ซัมซุงระบุว่า VAC จะดึงฐานข้อมูลจาก Google มาใช้ และสามารถทำงานร่วมกับ Copilot ได้ โดยผู้ใช้สามารถสื่อสารกับทีวีได้ทั้งระหว่างรับชมคอนเทนต์ผ่านหน้าจอแบบ Split Screen หรือเข้าไปใช้งานผ่านแอป Copilot เพื่อถามข้อมูลที่ต้องการได้โดยตรง

ในช่วงเริ่มต้นการใช้งานบางส่วนยังรองรับภาษาอังกฤษเป็นหลัก ขณะที่ภาษาไทยอยู่ระหว่างการอัปเดต โดยซัมซุงระบุว่าจะมีการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ Tizen ต่อเนื่องนานถึง 7 ปี ซึ่งจะช่วยรองรับการอัปเดตฟีเจอร์และภาษาในอนาคต

AI Soccer Mode ตอบโจทย์ปีแห่งกีฬา

ซัมซุงยังนำเสนอ AI Soccer Mode และ AI Football Mode Pro เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับชมกีฬาให้ใกล้เคียงสนามจริงมากขึ้น โดยระบบสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์บนหน้าจอแบบเรียลไทม์ แสดงสถิติการแข่งขัน ไฮไลต์สำคัญ และข้อมูลเชิงลึกขึ้นบนหน้าจอได้ทันที

AI-Powered Optimization ยังช่วยประมวลผลภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ ทั้ง Upscaling, Contrast Optimization, Color Mapping และ Sound Processing รวมถึงการแยกเสียงพูดและเสียงบรรยากาศให้เหมาะกับคอนเทนต์แต่ละประเภท

คอนเทนต์กีฬายังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดทีวี โดยเฉพาะในปีที่มีกีฬาระดับโลก ซึ่งมีผลต่อ volume ของอุตสาหกรรมทีวี และทำให้การรับชมผ่าน streaming live เพิ่มขึ้น ขณะที่จอขนาดใหญ่ตั้งแต่ 75 นิ้วขึ้นไปยังเป็นหนึ่งใน focus สำคัญของซัมซุง

Glare Free แก้ pain point เรื่องแสงสะท้อน

นอกจาก AI และ Micro RGB ซัมซุงยังชูเทคโนโลยี Glare Free ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของซัมซุงที่ช่วยลดแสงสะท้อนจากสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดหรือแสงไฟภายในห้อง โดยยังคงรักษาความดำสนิทของภาพ คอนทราสต์ และสีสันของจอไว้ได้

เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ pain point สำคัญของผู้บริโภคที่มักพบในการรับชมทีวีทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นภาพสะท้อนรบกวนสายตา รายละเอียดในฉากมืดที่มองเห็นไม่ชัด หรือคุณภาพสีและคอนทราสต์ที่ลดลงเมื่อใช้งานในพื้นที่ที่มีแสงรอบข้างสูง

ชารียา เข็มทอง ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ธุรกิจอุปกรณ์ภาพและเสียง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยี Glare Free ไม่ใช่เพียงแค่การเคลือบสารกันสะท้อนแบบทั่วไป แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างพื้นผิวขนาดเล็กที่ทำหน้าที่หักเหแสงตกกระทบ เพื่อช่วยให้ผู้ชมมองเห็นภาพได้คมชัดและสีสันแม่นยำในทุกสภาพแสง โดยไม่มีแสงสะท้อนจากสิ่งแวดล้อมมารบกวนประสบการณ์การรับชม

ตลาดพรีเมียม Gen Z และพฤติกรรม Multiple Screens

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความตึงตัว ซัมซุงยังคงเดินหน้าตลาดพรีเมียม โครงสร้างยอดขายของซัมซุงในไทยอยู่ในกลุ่มพรีเมียมราว 70% ขณะที่กลุ่ม non-premium อยู่ราว 30% ซึ่งแตกต่างจากภาพรวมตลาดที่ฝั่ง mass ยังมีสัดส่วนใหญ่กว่า

ซัมซุงยังมองว่า ผู้บริโภค Gen Z ไม่ได้เป็นกลุ่มที่ “ไม่มีเงิน” แต่เป็นกลุ่มที่เลือกจ่ายกับสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญ หากสินค้าใดตรงกับความสนใจ ไลฟ์สไตล์ และความคุ้มค่าที่มองหา กลุ่มนี้ก็พร้อมจ่าย

ด้วยเหตุนี้ สินค้ากลุ่ม Lifestyle จึงถูกวางเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เช่น The Moving Style หน้าจอขนาด 27 นิ้วที่มีขาตั้ง สามารถถอดออกจากฐานและเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามพื้นที่ต่าง ๆ ได้ พร้อมแบตเตอรี่ในตัว รวมถึงลำโพง Music Studio 5 และทีวีกลุ่ม Lifestyle Series ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ชาวเยอรมัน Urban Buhler

พฤติกรรมของ Gen Z ยังสะท้อนการเปลี่ยนจากการดูทีวีแบบนั่งอยู่หน้าจอหลักเพียงจอเดียว ไปสู่การใช้งานแบบ Multiple Screens คือดูหลายหน้าจอพร้อมกัน ทั้งทีวี มือถือ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่อื่น ๆ

พฤติกรรมแบบ Multiple Screens ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมคอนเทนต์และผู้ผลิตทีวีต้องปรับตัว เพราะผู้ชมไม่ได้จดจ่ออยู่กับหน้าจอทีวีตลอดเวลาอีกต่อไป ทีวีจึงต้องพัฒนาให้ดึงผู้ชมกลับมาสู่จอใหญ่ได้ด้วยคุณภาพภาพ เสียง ประสบการณ์ที่ immersive และการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม streaming ที่ผู้บริโภคใช้งานอยู่

คุณชวพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ซัมซุงเชื่อว่าอนาคตของทีวี ไม่ได้ถูกนิยามแค่เพียงความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่คือความสามารถในการเข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ทั้งไลฟ์สไตล์ ความชอบ และ Passion ที่แตกต่างของแต่ละคน”

จอทีวีในตลาด B2B และร้านค้าขนาดเล็ก

การใช้งานทีวีในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก คาเฟ่ และธุรกิจ SME ที่นำทีวีไปใช้เป็นจอแสดงเมนูหรือคอนเทนต์ภายในร้าน

ผู้บริหารซัมซุงระบุว่า หากเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่ได้ต้องการเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนสนามบินหรือโรงแรม ทีวีก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Lifestyle เช่น The Frame หรือจอที่สามารถปรับให้เข้ากับงานออกแบบภายในร้านได้

ขณะเดียวกัน ซัมซุงยังมีอีกทีมที่ดูแล Display Solution สำหรับตลาด commercial โดยตรง เช่น โรงแรม หรือระบบที่ต้องการ network และการจัดการเฉพาะทางมากขึ้น

แคมเปญสั่งจองและการอัปเกรดระยะยาว

สำหรับไลน์อัป Samsung Micro RGB TV ในประเทศไทย ซัมซุงเปิดให้สั่งซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2569 พร้อมสิทธิพิเศษรวมมูลค่าสูงสุด 46,900 บาท เมื่อซื้อทีวีรุ่นที่ร่วมรายการ สิทธิ์ผ่อนชำระ 0% สูงสุด 24 เดือน และการรับประกันจอภาพยาวนานสูงสุด 3 ปีเมื่อลงทะเบียน

จุดที่ซัมซุงใช้สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคคือการรับประกันการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ Tizen ต่อเนื่องนานถึง 7 ปี เพื่อรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ ฟีเจอร์ AI และความสามารถใหม่ ๆ ที่จะตามมาในอนาคต

การเปิดตัว Micro RGB ครั้งแรกในประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มไลน์อัปทีวีรุ่นใหม่ในตลาด แต่สะท้อนทิศทางของซัมซุงที่ต้องการขยับการแข่งขันในตลาดทีวีพรีเมียมไปไกลกว่าความละเอียดของจอ โดยวาง AI ประสบการณ์การรับชม การเชื่อมต่อภายในบ้าน พฤติกรรม multiple screens และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นแกนสำคัญของการเติบโตในระยะต่อไป

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar