ถนนทุกสายของภาคธุรกิจ และนโยบายระดับชาติ กำลังมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคาร์บอนกำลังถูกเปลี่ยนจากประเด็นสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งในระดับนโยบายรัฐ กฎหมายภาคบังคับ และการเกิดขึ้นของเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่อย่าง “Blu Green Token” นวัตกรรมการลงทุนที่ผสานคาร์บอนเครดิตเข้ากับตลาดทุนดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักลงทุนรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจสีเขียวได้ง่ายขึ้น
เมื่อ Blue Carbon คุณภาพสูง แปลงร่างสู่โทเคนดิจิทัล
บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO และ บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด (STCT) ได้จับมือกับ บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) เตรียมเปิดตัว “Blu Green Token” ซึ่งเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ที่อ้างอิงกับคาร์บอนเครดิต ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยตั้งเป้าระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท โดยเสนอขาย 400 ล้านโทเคน ในราคา 1.20 บาทต่อโทเคน ภายในไตรมาส 3 ของปี 2569
ฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดิทโต้ (ประเทศไทย) กล่าวถึงกลไกและโอกาสของนวัตกรรมนี้ว่า วันนี้ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศกำลังเดินหน้าจากภาคสมัครใจไปสู่ภาคบังคับอย่างเต็มตัวหลัง ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือร่าง พ.ร.บ. โลกร้อน มีผลบังคับใช้ในปี 2572 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ปริมาณความต้องการจะมหาศาลมาก
ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงปีละ 380 ล้านตันคาร์บอน ในขณะที่โครงการปลูกป่าชายเลนของบริษัทคาดว่าจะผลิตคาร์บอนเครดิตได้เพียงประมาณ 1 ล้านตันต่อปีเท่านั้น จะเห็นว่าซัพพลายน้อยมากเมื่อเทียบกับดีมานด์ของตลาด
เหตุผลที่บริษัทเลือกออก Blu Green Token เพราะ Blue Carbon หรือคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนจัดเป็นคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง เนื่องจากป่าชายเลนมีประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกทั่วไปถึง 10 เท่า ทั้งยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ชายฝั่งทะเล และสร้างอาชีพประมงพื้นบ้านให้แก่ชุมชน
ทลายกำแพงการลงทุน ‘แตกพาร์’ คาร์บอนเครดิตให้รายย่อย
นวัตกรรมทางการเงินนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงการลงทุนแบบเดิม ๆ เพราะปกติแล้วคาร์บอนเครดิตเป็นสินทรัพย์ที่รายย่อยเข้าถึงได้ยาก แต่กระบวนการ Tokenization จะทำหน้าที่คล้ายการ “แตกพาร์” ช่วยให้นักลงทุนที่มีเงินหลักหมื่นสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์สิ่งแวดล้อมระดับโลกนี้ได้
คุณฐกร คาดการณ์ว่า อีก 3-4 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงที่ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยเติบโตถึงขีดสุด เนื่องจาก พ.ร.บ. โลกร้อนฯ จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบ ประกอบกับประเทศไทยต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30-40% ในระยะแรก ส่งผลให้ความต้องการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงพุ่งทะยาน ทั้งจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ไปจนถึงกลุ่ม SME
โครงสร้างการระดมทุน 7 ปี พร้อมระบบ ‘Buffer’
ชัยทัด กุลโชควนิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ใช้พื้นที่ป่าชายเลนปลูกใหม่จำนวน 17,531.04 ไร่ ระยะเวลาโครงการ 7 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิ์การดูแลป่าชายเลนรวมกว่า 1.7 แสนไร่ เป็นเวลา 30 ปีที่ STCT ได้สิทธิมา โดยกำหนดให้ 1,000 โทเคน มีมูลค่าเท่ากับคาร์บอนเครดิต 1 ตัน
เนื่องจากการเติบโตของต้นไม้ไม่สามารถเร่งได้เหมือนสายพานในโรงงาน โครงการจึงออกแบบระบบบริหารความเสี่ยงไว้ โดยพื้นที่ป่าดังกล่าวคาดว่าจะผลิตคาร์บอนเครดิตได้เกิน 1 ล้านตันภายใน 7 ปี แต่บริษัทนำมาเสนอขายเป็นสินทรัพย์อ้างอิงเพียง 400,000 ตันเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้เป็น “Buffer” หรือกองทุนสำรองในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยทางธรรมชาติ
การันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ เปิดรับโอกาสขาขึ้นแบบไม่จำกัด
นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดความเสี่ยงแต่เปิดโอกาสรับผลตอบแทน (Downside Protection & Unlimited Upside) นั่นคือ หากเกิดเหตุสุดวิสัยหรือขายคาร์บอนเครดิตไม่ได้ตามเป้า นักลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน พร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี และหากราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดที่ขายได้จริงโดยไม่มีการเพดานจำกัด (Unlimited Upside)
บริษัทคาดว่า จะเปิดให้จองซื้อ Blu Green Token และเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ซึ่งโดยปกติจะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมงหากสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้แล้วเสร็จ
“เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้ลงทุน เราขอยืนยันว่าสถานะของ DITTO ในฐานะถือหุ้นใหญ่ของ STCT (ผู้ออกโทเคนดิจิทัล) และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลประกอบการปีล่าสุดมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท กำไรสุทธิราว 600 ล้านบาท” คุณชัยทัด กล่าว
ด้าน วันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) กล่าวว่า บริษัทเชื่อว่า Blu Green Token จะช่วยยกระดับบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดทุนไทย จากเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ไปสู่กลไกที่สามารถเชื่อมโยงเงินทุนจากผู้ลงทุนเข้ากับโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าของคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต
เมื่อคาร์บอนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ‘ต้นทุนภาคบังคับ’
การตื่นตัวด้านนวัตกรรมการเงินสีเขียวในครั้งนี้ สอดรับโดยตรงกับสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่
ปัจจุบัน มาตรการทางการค้าโลกอย่าง EU CBAM ของยุโรป และ UK CBAM ของอังกฤษ เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และชิ้นส่วนน็อตสกรูแล้ว เนื่องจากคู่ค้าต่างประเทศเริ่มปฏิเสธสินค้าที่มี Carbon Footprint สูง ยิ่งไปกว่านั้น รายงานจากธนาคารโลกยังเตือนว่า หากไทยไม่ปรับตัว อาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจหดตัว สูงถึง 7.4% ในปี 2593 แต่ถ้าปรับตัวสู่ Ecosystem Based Integration ได้สำเร็จ จะช่วยพลิกให้ GDP เติบโตได้ถึง 45%
เพื่อสร้างหลักประกันเชิงนโยบาย ประเทศไทยกำลังผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบัญญัติเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ไว้เป็นกฎหมายระดับชาติ ซึ่งมาพร้อมกับ 3 เครื่องมือเศรษฐศาสตร์ภาคบังคับ คือ
- Mandatory Reporting: บังคับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ราว 4,000 แห่ง รายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) เข้าสู่ Big Data ของรัฐ
- Carbon Tax: ภาษีคาร์บอน โดยเริ่มเก็บจากต้นทางเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ) คาดว่าจะเริ่มต้นที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อให้เวลาภาคธุรกิจปรับตัว
- ETS (Emission Trading System): ระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจะเริ่มโครงการนำร่องในปี 2572 ซึ่งอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเกินเพดานที่กำหนด จะต้องซื้อสิทธิ์เพิ่ม หรือซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศมาหักลบชดเชย (ชดเชยได้ไม่เกิน 15% เพื่อป้องกันการฟอกเขียว หรือ Greenwashing)
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
นครปฐมโมเดล: พลิกวิกฤติน้ำสู่โอกาสเศรษฐกิจ
กลยุทธ์การจัดการก๊าซเรือนกระจก: จาก ‘Net Zero’ สู่ ‘Net Positive’


