การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน ทั้งการเปิดทางให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานสะอาด การช่วยผู้ประกอบการ SME ปรับตัวโดยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และการรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และชีวิตของประชาชน
ข้อเสนอจากการหารือในงาน ESG Symposium 2026 ชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่าน ทั้งความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบด้านพลังงาน ข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนของ SME และระบบบริหารจัดการน้ำที่ต้องปรับให้ทันกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เพราะการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากภาคธุรกิจและประชาชนยังขาดเครื่องมือที่จะช่วยให้ปรับตัวได้จริง
Energy Transition: เร่งปลดล็อก Direct PPA และพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการอาวุโสนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ต้องทำให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ให้รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น โดยยังรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
แม้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) จะกำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดความชัดเจนว่าภาคเอกชนจะเข้าถึงไฟฟ้าดังกล่าวได้อย่างไร โดยเฉพาะการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Direct PPA ซึ่งภาครัฐได้เปิดทางในเชิงนโยบายแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องค่าธรรมเนียมการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Balance Charge ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถประเมินต้นทุนการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้อย่างชัดเจน
ดร.อารีพร กล่าวว่า หากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องต้นทุน ภาคเอกชนก็ไม่สามารถตัดสินใจลงทุนหรือทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้ตามที่ต้องการ ส่งผลให้การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดของประเทศ อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ โดยต้องคำนึงถึงความโปร่งใส และความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า
ความท้าทายถัดมา คือความพร้อมของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ปัจจุบันสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดของไทยยังอยู่ที่ประมาณ 10% ต้น ๆ จึงยังไม่เห็นปัญหาชัดเจน แต่หากเพิ่มขึ้นเป็น 20–30% ตามร่างแผน PDP 2026 ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเดิม อาจไม่สามารถรองรับความผันผวนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การวางแผนโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ยังเป็นระบบรวมศูนย์ และกลไกการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ให้มีความทันสมัย สามารถบริหารสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าได้แบบ Real Time รวมถึงคาดการณ์ปริมาณการผลิต และการใช้ไฟฟ้าได้แม่นยำขึ้น เพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ต้องใช้เวลาหลายปี ไม่สามารถรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงเริ่มดำเนินการได้
สำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน ดร.อารีพร มองว่า ประเทศไทยต้องปรับแนวคิดที่พึ่งพาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลขนาดใหญ่เป็นหลัก เนื่องจากพลังงานสะอาดสามารถมีเสถียรภาพได้ หากพัฒนาควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage) และระบบบริหารจัดการพลังงานที่ทันสมัย การปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น และเปิดรับผู้ผลิตไฟฟ้าหลากหลายกลุ่มจึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจต้องรับแรงกดดันด้านพลังงานสะอาดจากการค้าระหว่างประเทศ
ข้อเสนอเร่งด่วนจากการหารือมี 3 เรื่อง ได้แก่ การกำหนดค่า Balance Charge เพื่อให้ Direct PPA เดินหน้าได้จริง การเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น และการปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น รองรับเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานและผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดร.อารีพร ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่ทางเลือกของประเทศไทยอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Just Transition: หนุน SME เข้าถึงเงินทุนและปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว
วีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้ประกอบการ SME ซึ่งจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว เมื่อมีข้อกำหนดหรือมาตรฐานใหม่เข้ามาเพิ่ม ผู้ประกอบการจึงต้องรับภาระทั้งด้านต้นทุน เงินลงทุน และการปรับกระบวนการดำเนินงาน
การสนับสนุน SME ไม่สามารถใช้มาตรการเดียวกันกับผู้ประกอบการทุกรายได้ เพราะแต่ละธุรกิจมีขนาดและความพร้อมแตกต่างกัน แม้จะอยู่ในกลุ่ม SME เหมือนกัน แต่ความสามารถในการปรับตัวอาจไม่เท่ากัน จึงต้องประเมินทั้งขนาดกิจการและระดับความพร้อม เพื่อให้สามารถจัดมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม
สถาบัน SMI ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงวางแนวทางสนับสนุน SME ผ่านงาน 4 ด้าน ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การขยายตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการพัฒนาระบบสนับสนุนธุรกิจ รวมถึงการดำเนินงานด้าน ESG โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการ สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ไม่ใช่เพียงปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่เท่านั้น
ด้านการเพิ่มขีดความสามารถ มีโครงการช่วยประเมินความพร้อมของธุรกิจ เช่น Health Check และโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ส่วนการขยายตลาดมีทั้งโครงการ China Business Survival การใช้ Live Streaming เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงตลาดจีน และการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมทางการค้าผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร
ปัญหาสำคัญที่ SME เผชิญคือการเข้าถึงเงินทุน ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมได้ ขณะที่สถาบันการเงิน ก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้ประกอบการที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่ตรงกับความต้องการของธุรกิจ
สถาบัน SMI จึงพัฒนาโครงการ Funding Connect เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยง SME กับสถาบันการเงิน โดยเริ่มจากการประเมินความต้องการของผู้ประกอบการ ว่าขาดเงินทุน บริการ หรือความรู้ด้านใด ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์ม เพื่อประสานกับผู้ให้บริการทางการเงินที่เหมาะสม แนวทางนี้มีเป้าหมายช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนตรงกับความต้องการและทันต่อสถานการณ์
วีรชัย กล่าวว่า เป้าหมายของ Just Transition ไม่ใช่การทำให้ SME เพียงแค่รับมือกับกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืน แต่ต้องช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วขึ้น มีความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยผลลัพธ์ต้องเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการจริง ทั้งในด้านรายได้และโอกาสทางธุรกิจ
การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษา เพื่อช่วยให้ SME ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแรงงานและประชาชนจำนวนมาก สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ พร้อมยกระดับศักยภาพในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
Climate Adaptation: ยกระดับการจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Adaptation ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองเรื่องน้ำ จากเดิมที่มักถูกพิจารณาในฐานะปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ไปสู่การมองน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการลงทุน หรือ Water Economy เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ดีสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่การบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจสร้างความเสียหายต่อธุรกิจ สังคม และชีวิตของประชาชน
ปัจจุบันความมั่นคงด้านน้ำ กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ กับทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงด้านน้ำ ก่อนตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ เนื่องจากต้องมั่นใจว่า จะมีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมีระบบรองรับความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง
สำหรับภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจชุมชน น้ำเป็นต้นทุนสำคัญในการประกอบอาชีพ การบริหารจัดการน้ำจึงเกี่ยวข้องกับความสามารถในการสร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ขณะที่ความเสียหายจากภัยพิบัติทางน้ำ สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทำให้การลงทุนด้านการจัดการน้ำไม่ควรถูกมองเฉพาะในแง่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องพิจารณาถึงการลดความเสี่ยงและความเสียหายทางเศรษฐกิจด้วย
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ด้าน คือ รูปแบบฝนที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบของ Climate Change และการขยายตัวของเมืองที่ทำให้พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติลดลง เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่และถมที่ดินซึ่งเคยทำหน้าที่รองรับน้ำ น้ำจึงไหลไปสะสมในพื้นที่อื่น ส่งผลให้บางพื้นที่ที่ไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมกลับมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ปริมาณฝนที่ตกหนักผิดไปจากรูปแบบเดิม ยังทำให้ระบบระบายน้ำที่ออกแบบตามข้อมูลในอดีตไม่สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างเพียงพอ ตัวอย่างที่เห็นได้จากหลายพื้นที่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สะท้อนว่า การใช้ข้อมูลและแนวทางบริหารจัดการแบบเดิม อาจไม่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
การปรับตัวจึงไม่ใช่การรอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงแก้ไขปัญหา แต่ต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำขนาดใหญ่บางโครงการ ต้องใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 ปี ขณะที่ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ประเทศไทยจึงต้องมีมาตรการรองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมุ่งลดผลกระทบจากภัยที่ไม่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้
จากการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ มีข้อเสนอให้ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีการลงทุนด้านน้ำประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท หรือราว 25% ของงบลงทุนภาครัฐ แต่การจัดการน้ำยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ใช่พิจารณาเพียงจำนวนงบประมาณที่จัดสรรในแต่ละปี
แนวทางต่อมาคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ หรือ Blue Infrastructure โดยวางแผนในระดับลุ่มน้ำ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่การปกครอง เพราะปัญหาน้ำมีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น กรุงเทพมหานครต้องรับมือทั้งน้ำเหนือ ฝนที่ตกในพื้นที่ และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การบริหารจัดการจึงไม่สามารถดำเนินการโดยกรุงเทพมหานครเพียงหน่วยงานเดียวได้
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องพิจารณาทั้งโครงสร้างทางวิศวกรรม โครงสร้างที่อาศัยธรรมชาติ และมาตรการที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง รวมถึงแนวทางด้านการเงินและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และข้อจำกัดของแต่ละสถานการณ์
ส่วนการพยากรณ์และแจ้งเตือนภัย จำเป็นต้องเพิ่มทั้งความแม่นยำและความรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลพยากรณ์ล่วงหน้าประมาณ 2–3 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สามารถนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ปัจจุบันจะมีแบบจำลองที่พยากรณ์ได้ล่วงหน้าหลายวัน แต่ความแม่นยำยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อเกิดสภาพอากาศที่แตกต่างจากข้อมูลในอดีตอย่างมาก
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า การมีข้อมูลที่แม่นยำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ทันเวลา ระบบแจ้งเตือนจึงต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าเกิดความเสี่ยงอะไร และประชาชนในพื้นที่ควรดำเนินการอย่างไร โดยหน่วยงานส่วนกลางต้องส่งข้อมูลให้ท้องถิ่น ขณะที่หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ต้องมีความพร้อมในการรับมือ เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจสภาพพื้นที่ เส้นทาง และข้อจำกัดในการเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติได้ดีที่สุด
การรับมือกับ Climate Change จึงต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาวิธีการเดิม ไปสู่การเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จุฬาฯ พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำ ผนึก MIT รับมือภัยพิบัติ จากสภาพอากาศสุดขั้ว
Water Heroes ถอดบทเรียน 4 ชุมชน จัดการน้ำจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ



