Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จุฬาฯ พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำ ผนึก MIT รับมือภัยพิบัติ จากสภาพอากาศสุดขั้ว

จุฬาฯ พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำ ผนึก MIT รับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำผ่านศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) ร่วมกับ MIT Urban RISK Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านน้ำที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน และพัฒนาระบบคาดการณ์ความเสี่ยงที่ช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนเตรียมรับมือภัยพิบัติได้ล่วงหน้า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งมีความซับซ้อนมากขึ้น

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของศูนย์กันก่อนท่วม ซึ่งจุฬาฯ จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2568 โดยมีเป้าหมายผลักดันการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ให้เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาหลังเกิดภัยพิบัติ ไปสู่การใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เพื่อคาดการณ์ ป้องกัน และลดความเสียหายก่อนเกิดเหตุ รวมถึงการออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ปัญหาสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่เป็นข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ยังไม่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทำให้การคาดการณ์ การแจ้งเตือน และการตัดสินใจรับมือภัยพิบัติไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้รูปแบบฝนและความเสี่ยงด้านน้ำแตกต่างจากอดีต การเชื่อมโยงข้อมูลให้ทุกฝ่ายสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ

รวมข้อมูลน้ำให้เป็นระบบเดียวเพื่อเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำมากกว่า 50 หน่วยงาน แต่การทำงานยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูล และการประสานงานอย่างเป็นระบบ ศูนย์กันก่อนท่วมจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ข้อมูลนำไปสู่การตัดสินใจและการปฏิบัติได้จริง

ศูนย์ฯ ทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ โดยเฉพาะ MIT ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินความเสี่ยงของเมืองและภัยพิบัติ เพื่อพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำ

รศ.ดร.วิทยา กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างมาก ข้อมูลสถิติย้อนหลัง 30–50 ปี ที่เคยใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน อาจไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงในอนาคต จึงจำเป็นต้องพัฒนาแบบจำลอง และนำข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์มาใช้ประกอบการตัดสินใจ

การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำ จึงไม่ได้มุ่งเพียงรวบรวมตัวเลขปริมาณฝน ระดับน้ำ หรือข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ในระบบเดียวกัน แต่ต้องทำให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถประเมินได้ว่า พื้นที่ใดมีความเสี่ยง น้ำจะมาถึงเมื่อไร มีเวลาเตรียมตัวมากน้อยเพียงใด และควรดำเนินการอย่างไรเพื่อลดความสูญเสีย

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำและกรรมการ ศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวว่า ปัจจุบันแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังต้องตรวจสอบข้อมูลจากหลายเว็บไซต์ เพื่อประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่หนึ่ง ๆ การพัฒนา Integrated Water Data Platform จึงมีความสำคัญต่อการทำให้ทุกฝ่ายเห็นข้อมูลสถานการณ์เดียวกัน และสามารถนำข้อมูลไปใช้เตรียมรับมือได้ทันเวลา

ระบบแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ ต้องตอบคำถามให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครจะได้รับผลกระทบ เหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไร และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพราะการแจ้งเพียงปริมาณฝนหรือระดับน้ำโดยไม่อธิบายผลกระทบต่อพื้นที่ อาจไม่เพียงพอให้ประชาชนตัดสินใจอพยพหรือป้องกันทรัพย์สินได้ทัน

ฝนสุดขั้ว ทำให้ระบบระบายน้ำเดิมรับมือยากขึ้น

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า มหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท เป็นตัวอย่างสำคัญของความเสี่ยงจากปัจจัยด้านน้ำหลายด้าน ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งน้ำเหนือไหลหลาก ฝนตกหนักในพื้นที่ และน้ำทะเลหนุน แต่ความเสี่ยงในอนาคตอาจไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกับปี 2554 และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา

กรณีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 สะท้อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยบางพื้นที่มีฝนสะสมใกล้หรือเกิน 300 มิลลิเมตร ภายในประมาณ 48 ชั่วโมง แม้ไม่ได้เผชิญน้ำเหนือไหลหลากรุนแรงเหมือนปี 2554 แต่ปริมาณฝนที่ตกหนักและต่อเนื่อง ก็สร้างภาระต่อระบบระบายน้ำของเมืองอย่างมาก

เขาอธิบายว่า ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ อาศัยทั้งท่อ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อส่งน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีความสามารถในการระบายน้ำรวมประมาณวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ฝนตกหนักในระดับ 200–300 มิลลิเมตร อาจทำให้เกิดน้ำในพื้นที่รวมประมาณ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่สามารถระบายออกได้ทันที แม้ระบบระบายน้ำจะทำงานตามศักยภาพก็ตาม

ความยากในการจัดการน้ำ ยังเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเมือง ถนน อาคาร และพื้นที่คอนกรีตที่ทำให้น้ำซึมลงดินได้น้อยลง รวมถึงการถมที่ดินและการก่อสร้างที่เปลี่ยนเส้นทางการไหลของน้ำ พื้นที่ที่ไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมจึงอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเดิมก็ตาม

การออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมในอนาคต จึงต้องประเมินทั้งปริมาณฝน น้ำต้นทาง ระดับน้ำปลายทาง และความสามารถในการระบายน้ำของแต่ละพื้นที่ โดยไม่สามารถใช้ประสบการณ์จากเหตุการณ์ในอดีต เป็นเกณฑ์ตัดสินความปลอดภัยได้เพียงอย่างเดียว

เสนอปรับเมืองให้เก็บหน่วง และระบายน้ำได้

การรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำที่เปลี่ยนไป จำเป็นต้องปรับทั้งระบบข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน โดยศูนย์กันก่อนท่วมเสนอแนวคิด Blue Infrastructure เพื่อออกแบบเมืองให้สามารถเก็บ หน่วง ซึม ระบาย ใช้ และสำรองน้ำได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำต้องแยกวิธีรับมือตามลักษณะความเสี่ยง น้ำเหนือไหลหลากจำเป็นต้องมีพื้นที่กักเก็บและชะลอน้ำก่อนเข้าสู่เมือง ขณะที่ฝนตกหนักในพื้นที่ ต้องอาศัยระบบระบายน้ำและพื้นที่รองรับน้ำ ส่วนปัญหาน้ำทะเลหนุน ต้องพิจารณาระดับน้ำปลายทาง ที่อาจขัดขวางการระบายน้ำออกจากเมือง

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ยังมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาดำเนินโครงการ ซึ่งบางโครงการต้องใช้เวลานานหลายปี ศูนย์ฯ จึงเสนอให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดำเนินควบคู่กับการใช้ข้อมูลเตือนภัย และการเตรียมความพร้อมของชุมชน เพื่อให้สามารถลดความเสียหายได้ระหว่างรอการพัฒนาโครงการระยะยาว

ข้อเสนอของศูนย์กันก่อนท่วม ยังครอบคลุมการยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ ผ่านระบบประสานงานที่ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ข้อมูลและเป้าหมายร่วมกัน สามารถติดตามสถานการณ์ แจ้งเตือน และดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

จากป้องกันน้ำท่วมสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านน้ำไม่ได้กระทบเฉพาะชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน การดำเนินธุรกิจ การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ประสบการณ์จากภาคธุรกิจสะท้อนว่า แม้ผู้ประกอบการจะลงทุนป้องกันน้ำท่วมไว้แล้ว แต่รูปแบบฝนที่รุนแรงกว่าข้อมูลในอดีต อาจทำให้มาตรการที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ ความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจที่เคยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรง

รุ่งโรจน์ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ควรมองให้ครอบคลุมทั้งการป้องกันความเสียหาย และการใช้ประโยชน์จากน้ำ โดยเฉพาะการกักเก็บน้ำส่วนเกินในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพราะน้ำที่ต้องเร่งระบายออกเพื่อป้องกันน้ำท่วม อาจเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสำหรับภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการประปาในช่วงขาดแคลนน้ำ

แนวคิด Water Economy จึงมุ่งเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำ จากภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันและฟื้นฟูความเสียหาย ไปสู่การลงทุนที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอาจเปิดให้ภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่กักเก็บน้ำ รวมถึงพิจารณารูปแบบการใช้ประโยชน์จากน้ำ ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

เขายังเสนอให้ภาคธุรกิจ นำความเสี่ยงด้านน้ำเข้าไปอยู่ในแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพนักงาน คู่ค้า และชุมชนโดยรอบ พร้อมพิจารณาการออกแบบอาคาร ให้สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ในภาวะฉุกเฉิน เช่น การเป็นพื้นที่พักพิงหรือพื้นที่จอดรถหนีน้ำท่วมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ชุมชนต้องมีข้อมูลและแผนรับมือ ก่อนน้ำมา

การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำ จะช่วยลดความสูญเสียได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลเข้าถึงประชาชน และนำไปใช้ได้จริง ศูนย์กันก่อนท่วมจึงผลักดันแนวคิด Water Smart Community เพื่อให้ชุมชนสามารถประเมินความเสี่ยง วางแผนเตรียมความพร้อม และรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเองในระยะแรก

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ประชาชนควรเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งจำเป็นให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง รวมถึงวางแผนดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ตลอดจนกำหนดเส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้ว การเคลื่อนย้ายคนหรือทรัพย์สินอาจทำได้ยากกว่าที่คาดการณ์

ระดับชุมชนควรมีการฝึกซ้อมรับมือน้ำท่วม เช่นเดียวกับการซ้อมหนีไฟ เพื่อให้ประชาชนทราบว่า ต้องไปที่ใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีทรัพยากรสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากน้อยเพียงใด การเตรียมความพร้อมดังกล่าว ยังช่วยลดปัญหาการกระจายความช่วยเหลือที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งเคยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ประสบภัย

การทำงานร่วมกับ MIT และเครือข่ายวิชาการต่างประเทศ จึงมีเป้าหมายมากกว่าการพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์น้ำ แต่ต้องนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้กับการจัดการความเสี่ยงในระดับพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจ และลงมือป้องกันความเสียหายได้ก่อนเกิดเหตุ

สำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำ และการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จึงเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัวในระยะยาว เพราะแม้ไม่สามารถป้องกันการเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วมได้ทั้งหมด แต่การมีข้อมูลที่แม่นยำ การแจ้งเตือนที่ทันเวลา และการเตรียมพร้อมของเมืองและชุมชน สามารถช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ESG Symposium 2026 เร่งขับเคลื่อน 3 วาระเศรษฐกิจสีเขียว

Water Smart Community เปลี่ยนจากรับมือน้ำท่วม สู่ป้องกันก่อนเกิดภัย

วิศวะจุฬาฯ ชูแผนสู้น้ำท่วม-Rain Bomb ถล่มกรุงเทพฯ ลดเสี่ยงเสียหาย 10 ล้าน/นาที

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar