Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

วิศวะจุฬาฯ ชูแผนสู้น้ำท่วม-Rain Bomb ถล่มกรุงเทพฯ ลดเสี่ยงเสียหาย 10 ล้าน/นาที

วิศวะจุฬาฯ ชูแผนสู้น้ำท่วม-Rain Bomb ถล่มกรุงเทพฯ ลดเสี่ยงเสียหาย 10 ล้าน/นาที

คณบดีวิศวะ จุฬาฯ เตือนกรุงเทพฯ เสี่ยงสูญเสียทางเศรษฐกิจ 10 ล้านบาทต่อนาที หากเกิดวิกฤติน้ำท่วมซ้ำรอยปี 54 ชี้ปัจจัยคุกคามใหม่จากปรากฏการณ์ Rain Bomb ถาโถมซ้ำเติมความเปราะบางทางสังคม พร้อมเสนอโมเดล 5 มิติ ผนึกภาครัฐ-เอกชนตั้ง “ซูเปอร์ทีม” กู้วิกฤติน้ำอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำของประเทศไทย ว่าหากเกิดอุทกภัยร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการคมนาคมขนส่ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที พร้อมชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิด “Rain Bomb” หรือฝนตกหนักกระจุกตัวรุนแรง กำลังเป็นภัยคุกคามใหม่ที่เกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำเดิม จึงเสนอแนวทางบริหารจัดการน้ำ 5 มิติ ที่เน้นการใช้ข้อมูลทางวิศวกรรมร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนยกระดับความร่วมมือจากต่างคนต่างทำ มาเป็นการผนึกกำลังในรูปแบบ “ซูเปอร์ทีม” เพื่อสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

ปรากฏการณ์ Rain Bomb: ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกินขีดจำกัด

สถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนักแบบกระจุกตัวรุนแรง (Rain Bomb) ซึ่งข้อมูลทางสถิติระบุว่า ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยของประเทศไทยตลอดทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 1,500 มิลลิเมตร แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบปริมาณฝนสะสมเพียง 7 วัน สูงถึง 1,250 มิลลิเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของปริมาณฝนทั้งปี

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ระบบระบายน้ำของเมือง ซึ่งแม้จะถูกออกแบบให้มีส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin) ไว้แล้ว ไม่สามารถรองรับมวลน้ำมหาศาลได้ทันท่วงที นำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 12,000 ล้านบาท เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือสภาพอากาศแบบสุดขั้วในปัจจุบัน

ความเปราะบางทางสังคมและภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ

ผลกระทบจากอุทกภัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางวัตถุ แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างสังคม รศ.ดร.วิทยา เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มคนเปราะบางกว่า 600,000 คน กระจายตัวอยู่ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดภัยพิบัติ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการช่วยเหลือยังไม่ครอบคลุม โดยพบว่ายังขาดแคลนศูนย์พักพิงที่ได้มาตรฐานอีกกว่า 10 แห่ง เพื่อรองรับการดูแลประชาชนกลุ่มนี้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ประเด็นด้านการฟื้นฟูเยียวยายังเป็นภาระหนักของภาคประชาชน ข้อมูลระบุว่าแม้จะมีการชดเชยจากภาครัฐ แต่กว่าร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาดำเนินการได้ดังเดิมนั้น เป็นเงินส่วนตัวที่ประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ซึ่งซ้ำเติมสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนให้ย่ำแย่ลง

ยุทธศาสตร์ 5 มิติ: จากวิศวกรรมสู่การจัดการทั้งระบบ

เพื่อรับมือกับวิกฤติที่ซับซ้อนและรุนแรงขึ้น รศ.ดร.วิทยา ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาผ่านแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม (Evidence-based) เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางออกที่ยั่งยืน โดยจำแนกเป็น 5 มิติสำคัญ

เริ่มต้นจาก มิติที่ 1 ด้านวิศวกรรม (Engineering) ที่มุ่งเน้นการเร่งสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างหลัก (Grey Engineering) การปรับปรุงภูมิทัศน์ และอุดช่องโหว่แนวป้องกันน้ำท่วมให้มีความถาวร รวมถึงการพิจารณาโครงสร้างขนาดใหญ่ใต้ดินเพื่อรองรับน้ำ และการสร้างพื้นที่ปิดล้อม (Polder) เพื่อรักษาพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริหารจัดการระบบสารสนเทศแบบเรียลไทม์

สำหรับ มิติที่ 2 คือการจัดการน้ำทั้งระบบ (Systematic Management) ซึ่งต้องมองภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงการจัดการน้ำดี น้ำเสีย และน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ในพื้นที่ต้นน้ำเน้นการดูแลป่าและการสร้างฝายเพื่อชะลอน้ำ (Delay) ให้ดินซึมซับความชื้นก่อนไหลหลากลงสู่เมือง ส่วนพื้นที่ปลายน้ำต้องรับมือกับวิกฤติระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเฉลี่ย 4-5 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้าจำเป็นต้องมีโครงสร้างถาวรเพื่อรองรับปัญหานี้ รวมถึงการบริหารจัดการตะกอนและการรักษาระบบนิเวศทางชีวภาพให้สมดุล

ถอดบทเรียนโลกสู่การปรับตัวตามบริบทไทย

ในส่วนของ มิติที่ 3 การเรียนรู้นวัตกรรมโลก (Global Innovation Lessons) รศ.ดร.วิทยา เน้นย้ำถึงความสำคัญของการถอดบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการภัยพิบัติ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเผชิญภัยธรรมชาติรุนแรงทั้งสึนามิ ไต้ฝุ่น และแผ่นดินไหว แต่มีการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยมผ่านการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่จนสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย (Secure) ให้กับพลเมือง หรือกรณีของประเทศจีนและสิงคโปร์ที่มีแนวคิดการสร้างเมืองฟองน้ำ (Sponge City) เพื่อซับน้ำ และประเทศเนเธอร์แลนด์ที่แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล แต่สามารถสร้างระบบเขื่อนป้องกันและพัฒนาเศรษฐกิจจนมีความมั่นคงได้

อย่างไรก็ตาม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แจงว่าประเทศไทยไม่สามารถนำรูปแบบแก้ปัญหา (Solution) ของต่างประเทศมาใช้ได้โดยตรง เนื่องจากมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในด้านกายภาพ ภูมิภาคที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร รวมถึงบริบททางวัฒนธรรม (Culture) ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการนำองค์ความรู้สากลมาปรับปรุง (Adapt) ผสมผสานกับภูมิปัญญาเชิงชุมชนที่มีอยู่เดิมในแต่ละท้องถิ่น เพื่อสังเคราะห์เป็นแนวทางเฉพาะที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

ต่อเนื่องด้วย มิติที่ 4 การปรับตัวเพื่ออยู่กับน้ำ (Adaptation) ซึ่งเป็นการยอมรับความจริงทางธรรมชาติว่าในบางโอกาส เช่น เมื่อเกิดน้ำเหนือหลากสมทบกับฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุน การป้องกันน้ำท่วมอย่างสมบูรณ์อาจเป็นไปได้ยาก ภาคส่วนต่างๆ จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ต้อง “อยู่กับน้ำ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีการอ้างถึงแนวคิด “Design for Disaster” ของศาสตราจารย์มิโฮ ผู้เชี่ยวชาญจาก MIT ที่เข้ามาร่วมทำงานกับทีมวิจัยไทย โดยเน้นเรื่องการวางผังเมืองและออกแบบสิ่งก่อสร้างที่รองรับภัยพิบัติ เพื่อให้วิถีชีวิตของประชาชนยังดำเนินต่อไปได้และสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

สร้างปัญญาด้วยนวัตกรรมท้องถิ่นและพลัง “ซูเปอร์ทีม”

การสร้างปัญญาทางน้ำของประเทศ

สำหรับมิติสุดท้ายคือ มิติที่ 5 การสร้างปัญญาทางน้ำของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน รศ.ดร.วิทยา กล่าวถึงความร่วมมือทางวิชาการกับ ศาสตราจารย์ไซ ผู้เชี่ยวชาญศิษย์เก่า MIT ในการพัฒนาเทคโนโลยีการพยากรณ์อัจฉริยะและการสร้างแบบจำลองการจัดการน้ำ (Flood Model) ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของแบบจำลองเดิมที่ไม่สามารถรองรับสภาพอากาศแปรปรวนในปัจจุบันได้ โดยแบบจำลองใหม่นี้ถูกออกแบบให้รองรับฝนตกแบบสุดขั้ว (Extreme Weather) และมีความแม่นยำในการทำนายสูงในระดับชั่วโมงหรือนาที ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤติที่ต้องการความรวดเร็ว

นอกจากมิติด้านเทคโนโลยี การสร้างปัญญายังครอบคลุมถึงการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับหลักวิชาการ โดยมีการยกตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การทำงานร่วมกับชุมชนพื้นที่ต้นน้ำบนดอยมากว่า 8 ปี ในการสร้างฝายและฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้กลับมาสมบูรณ์เพื่อทำหน้าที่ซับน้ำตามธรรมชาติ รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับชาวนาจังหวัดชัยนาทเพื่อเพิ่มรายได้ และโครงการความร่วมมือระดับจังหวัดที่นครปฐม ซึ่งทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการจัดการน้ำครบวงจรในลุ่มแม่น้ำท่าจีน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เพื่อพิสูจน์ว่าการบริหารจัดการน้ำที่ดีสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง

รศ.ดร.วิทยา กล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่ชวนคิดว่า ที่ผ่านมาทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือมหาวิทยาลัย ต่างทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ซูเปอร์ฮีโร่” ที่มุ่งมั่นดูแลประเทศ แต่สำหรับการแก้ไขปัญหาระดับชาตินี้ ลำพังฮีโร่เพียงคนเดียวไม่เพียงพอ ประเทศไทยต้องการ “ซูเปอร์ทีม” (Super Team) ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ร่วมกันบูรณาการข้อมูล และขับเคลื่อนนโยบายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง (Fact-based) ความร่วมมือที่เกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) และความเป็นเจ้าของร่วมกันนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤติ สู่เสถียรภาพความมั่นคงทางน้ำ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมไทยหลังเลือกตั้ง 2569: จี้รื้อ ‘คน-เงิน-กฎหมาย’ กู้วิกฤติ GDP 34%

ชู AI ดักจับก๊าซมีเทน ปั้น ‘อาคารอัจฉริยะ’ ทางรอดสู่ Net Zero

จุฬาฯ เปิด ‘ศูนย์กันก่อนท่วม’ ชูโมเดลรุกฆาตแก้ต้นน้ำ รับมือวิกฤติปี 69

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar