ปัญหาน้ำของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เชียงดาวต้องรับมือทั้งน้ำแล้งและน้ำหลาก บุรีรัมย์มีน้ำแต่เคยใช้ประโยชน์ได้เพียงบางช่วงของปี แพรกหนามแดงเผชิญความขัดแย้งระหว่างคนใช้น้ำจืดกับน้ำเค็มมานานกว่า 20 ปี ส่วนทรงวาดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่อยู่กับน้ำท่วมจากฝน น้ำขึ้นน้ำลง และน้ำทะเลหนุนมานานหลายสิบปี
สี่พื้นที่ต่างภูมิประเทศ ต่างปัญหา และต่างวิธีจัดการ แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือคนในพื้นที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การใช้ภูมิปัญญาเดิม จัดระบบการใช้น้ำ นำข้อมูลมาวางแผน ออกแบบโครงสร้างให้เข้ากับธรรมชาติ ไปจนถึงประสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ
เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดบนเวที “Water Heroes: Voices from Water Smart Communities” ผ่านประสบการณ์ของคนทำงานจริงจากเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จังหวัดบุรีรัมย์ แพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม และย่านทรงวาด กรุงเทพมหานคร
เชียงดาว ใช้เหมืองฝายจัดการน้ำต้นน้ำ
ดอยหลวงเชียงดาวเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นแหล่งต้นน้ำ เกษรา ใจดี เลขานุการกองทุนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งเจ้า โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงการจัดการน้ำของชุมชนที่สืบทอด “ระบบเหมืองฝาย” โดยมี “แก่ฝาย” หรือหัวหน้าหมู่ฝาย ทำหน้าที่ดูแลและจัดสรรน้ำให้ผู้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง ระบบนี้ประกอบด้วย “แต” หรือคันดันน้ำ “ลูกปุ่ม” หรือคันควบคุมน้ำในลำเหมืองย่อย และ “ตาน” หรือรางดินสำหรับลำเลียงส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตร ชุมชนยังคงสืบทอดพิธี “เลี้ยงผีฝาย” ซึ่งจัดขึ้นในเดือนเก้าทางเหนือ หรือราวเดือนมิถุนายนของทุกปี
ปัญหาของพื้นที่ไม่ได้มีเฉพาะน้ำขาดแคลน ช่วงน้ำหลาก กระแสน้ำสามารถพัดฝายเสียหายและกระทบพืชผลทางการเกษตร ฝายในอดีตสร้างจากไม้ซุง ก่อนภาครัฐจะสร้างฝายคอนกรีตซึ่งเสื่อมสภาพลงตามเวลา กระแสน้ำ และพายุ ต้นปี 2569 ชุมชนจึงเสนอปัญหาไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงดาว ก่อนประสานไปยังมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อปรับปรุงฝายเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทับโครงสร้างเดิมและเสริมความแข็งแรงบริเวณริมตลิ่ง
การมีฝายใหม่ไม่ได้ทำให้ภารกิจของชุมชนจบลง กลุ่มผู้ใช้น้ำตั้งคณะกรรมการ วางกฎระเบียบการใช้น้ำ และตั้งกองทุนเงินสมทบสำหรับหมุนเวียนดูแลฝาย เมื่อน้ำได้รับการจัดการดีขึ้น คนในพื้นที่จึงมีความมั่นใจมากขึ้น น้ำจากฝายยังไหลลงสู่แม่น้ำปิงและถูกนำไปผลิตน้ำประปาสำหรับครัวเรือน ขณะที่ชุมชนวางแผนต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แหล่งน้ำธรรมชาติ
สำหรับ คุณเกษรา โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะสร้างฝายอย่างไรให้แข็งแรง แต่อยู่ที่การทำให้คนในชุมชนแข็งแรงไปพร้อมกับฝาย รู้ที่มาของน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด และร่วมกันรักษาป่าต้นน้ำ เพราะ “ถ้าบ่มีป่า ก็บ่มีน้ำ”
บุรีรัมย์ จัดการน้ำสร้างรายได้ตลอดปี
เมื่อปี 2557 คนในชุมชนที่เป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 9 ดี จังหวัดบุรีรัมย์ ทำงานเกษตรเพียงปีละครั้ง หลังฤดูทำนาจึงไม่มีอาชีพและรายได้อีกประมาณ 8 เดือน ทั้งที่ชุมชนมีอ่างเก็บน้ำส่วนกลางความจุประมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในเวลานั้นใช้ประโยชน์เฉพาะช่วงฤดูทำนา
จุดเริ่มต้นของศูนย์เรียนรู้ฯ จึงมาจากคำถามว่าจะใช้น้ำที่ยังเหลืออยู่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ได้อย่างไร ชุมชนนำข้อมูลมาดูว่าน้ำถูกส่งไปที่ไหนและเหลืออยู่เท่าไร ก่อนร่วมกันออกแบบพื้นที่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน ใช้ระบบโซลาร์เซลล์ส่งน้ำ และมีแก้มลิงสำรองน้ำสำหรับช่วงภัยแล้ง โดยคุณคนึงนิตย์ ชะนะโม ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ ย้ำว่างานนี้เกิดจากชุมชนที่ลงมือทำร่วมกัน
ปัจจุบันศูนย์มีสมาชิก 45 คน ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 60-75 ปี และมีรายได้เข้าศูนย์ประมาณปีละ 1 ล้านบาท ตัวอย่างที่เห็นผลกับชีวิตคนโดยตรงคือ “ยายน้อย” สมาชิกที่เดิมมีรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ปัจจุบันมีรายได้เพิ่มประมาณเดือนละ 2,500-3,000 บาท สามารถช่วยค่าใช้จ่ายในครอบครัวและมีเงินให้หลานไปโรงเรียน
ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายได้ สมาชิกยังมีสุขภาพดีขึ้น มีความมั่นใจ และเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำ ชุมชนใกล้เคียงเริ่มนำรูปแบบนี้ไปใช้กับพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเพื่อสร้างกิจกรรมให้ผู้สูงอายุตลอดปี ส่วนศูนย์เองขยับต่อไปสู่การทดลองพันธุ์ข้าวสองสายพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพดินและน้ำ จนสามารถสร้างรายได้จากการขายข้าวและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น
แพรกหนามแดง แก้ขัดแย้งน้ำจืด–น้ำเค็มด้วยชุมชน
ที่แพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม ปัญหาน้ำไม่ได้เกิดจากการไม่มีน้ำ แต่เกิดจากความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกัน เมื่อประตูระบายน้ำถูกสร้างขึ้นเพื่อแบ่งเขตน้ำจืดกับน้ำเค็ม การเปิดประตูระบายน้ำในช่วงฝนตกทำให้น้ำจืดและของเสียจากก้นคลองไหลเข้าสู่พื้นที่น้ำเค็ม กระทบการเลี้ยงกุ้ง ปู และปลา จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนสองฝั่งที่ยืดเยื้อมากกว่า 20 ปี
ปัญญา โตกทอง เครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้ง ปู และปลา มองว่า ปัญหาจะไม่คลี่คลายหากคนในพื้นที่ยังมองกันเองเป็นศัตรู เขาจึงเสนอโครงการวิจัยต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้รับงบประมาณ 40,000 บาท และใช้จริง 39,000 บาทในระยะเวลาหนึ่งปี จัดเวทีพูดคุยมากกว่า 40 ครั้ง เพื่อพาคนน้ำจืดและคนน้ำเค็มกลับมาทำความเข้าใจกัน
แทนที่จะเริ่มการสนทนาด้วยปัญหา คุณปัญญาเลือกคุยกับผู้สูงอายุเรื่องประวัติศาสตร์ของชุมชน ชวนย้อนกลับไปมองช่วงเวลาที่น้ำยังสะอาดและผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับสายน้ำ ก่อนค่อยกลับมามองปัญหาในปัจจุบัน กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การร่วมกันออกแบบประตูระบายน้ำใหม่ โดยประยุกต์ภูมิปัญญาจากหน้าต่างแบบ “บานหับเผย” ซึ่งสามารถเปิด ปิด และปรับระดับให้เหมาะกับสภาพน้ำในแต่ละช่วงของปี
หัวใจของวิธีคิดนี้ไม่ใช่การพยายามเอาชนะน้ำ แต่เป็นการเรียนรู้ว่าจะอยู่กับน้ำอย่างไรให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เมื่อการจัดการน้ำดีขึ้น นาข้าวไม่ถูกน้ำท่วม บ่อปลาและฟาร์มกุ้งลดความเสียหาย ระบบนิเวศกลับมาสอดคล้องกับวิถีชุมชน เกิดทั้งอาหาร รายได้ ร้านอาหาร และกิจกรรมล่องแพ คุณปัญญายังนำกำไรจากร้านอาหารร้อยละ 2 และรายได้จากแพชุมชนเข้าสู่กองทุนบริการชุมชนตำบลแพรกหนามแดง เพื่อช่วยดูแลคนในพื้นที่
บทเรียนของแพรกหนามแดงจึงไม่ได้อยู่ที่ประตูระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการทำให้คนซึ่งมีความต้องการต่างกันกลับมาพูดคุยและมองปัญหาร่วมกัน เพราะตราบใดที่ยังมองคนเป็นศัตรู การแก้ปัญหาน้ำก็เกิดขึ้นได้ยาก
ทรงวาด จัดการน้ำท่วม เปิดทางเศรษฐกิจย่าน
ทรงวาดเป็นย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และด้วยความเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ นายกสมาคม Made In Songwat ซึ่งเกิดและเติบโตในพื้นที่ เล่าว่า ตลอดช่วงเวลาราว 50 ปีที่เขาเห็นทรงวาดมา ย่านนี้เผชิญน้ำท่วมเป็นประจำ ทั้งจากน้ำขึ้นน้ำลง ฝนตก และน้ำทะเลหนุน
สถานการณ์เริ่มบรรเทาลงหลังมีอุโมงค์ระบายน้ำและการทำแนวเขื่อนในพื้นที่ลุ่มต่ำของกรุงเทพฯ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ยังเตรียมกระสอบทรายในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และจัดเจ้าหน้าที่เข้าวางแนวป้องกันในวันที่มีแนวโน้มว่าน้ำจะขึ้นสูง เพื่อบังคับน้ำให้ไหลลงระบบระบายน้ำ ลดผลกระทบต่อถนนและการสัญจร
เมื่อปัญหาน้ำที่เคยรบกวนพื้นที่ลดลง ทรงวาดก็มีพื้นที่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความสร้างสรรค์เติบโต คุณเกียรติวัฒน์ซึ่งทำธุรกิจรองเท้าของครอบครัวและสนใจศิลปะ เปิด Art Gallery แห่งแรกบนถนนทรงวาดเมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน จากย่านที่เคยเงียบ เริ่มมีร้านรูปแบบใหม่ คาเฟ่ และโฮสเทลเข้ามา ก่อนผู้ประกอบการจะรวมตัวกันเป็น Made In Songwat ทำกิจกรรม Walking Tour และ Guidebook Songwat จนย่านเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ทรงวาดได้รับการจัดอันดับ The Coolest Neighbourhood อันดับที่ 29 ของโลกตามที่คุณเกียรติวัฒน์กล่าวบนเวที ปัจจุบันมีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก จนเกิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่การจราจรไปจนถึงห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งสมาคมกำลังประสานความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้
อีกแนวคิดที่คุณเกียรติวัฒน์กำลังผลักดันคือ “Old Town Riverside” เพื่อเชื่อมเส้นทางตั้งแต่ตลาดน้อย ทรงวาด และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ให้ผู้คนได้สำรวจประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม สิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น และวิถีชีวิตริมแม่น้ำ ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวเดียวกัน
จัดการน้ำให้ยั่งยืน ต้องเริ่มจากคนในพื้นที่
จากเหมืองฝายของเชียงดาว อ่างเก็บน้ำที่บุรีรัมย์ ประตูระบายน้ำของแพรกหนามแดง ไปจนถึงระบบป้องกันน้ำท่วมของทรงวาด ไม่มีวิธีใดใช้แทนกันได้ทั้งหมด เพราะแต่ละชุมชนมีภูมิประเทศ ปัญหา และวิถีชีวิตต่างกัน
เชียงดาวรักษาภูมิปัญญาเดิมพร้อมสร้างระบบบริหารจัดการของชุมชน บุรีรัมย์เริ่มจากดูข้อมูลน้ำที่มีอยู่แล้วออกแบบการใช้ประโยชน์ใหม่ แพรกหนามแดงใช้กระบวนการพูดคุยเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งก่อนร่วมกันออกแบบระบบจัดการน้ำ ส่วนทรงวาดแสดงให้เห็นว่า เมื่อปัญหาน้ำได้รับการจัดการ พื้นที่ก็มีโอกาสรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาย่านได้มากขึ้น
ประสบการณ์ของ Water Heroes ทั้งสี่พื้นที่จึงกลับมาที่เรื่องพื้นฐานที่สุด คือคนที่อยู่กับน้ำต้องรู้จักน้ำของตัวเอง เข้าใจปัญหาของพื้นที่ และเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการ เพราะอย่างที่เสียงจากเชียงดาวทิ้งท้ายไว้ “หน้าที่ของการรักษาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของเฮาทุกคน”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Water Smart Community สร้างอย่างไรให้เกิดได้ทุกจังหวัด
ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนโลกทะลุ 1.5 องศา ถึงเวลารับมือวิกฤติที่เลี่ยงไม่ได้



