เมื่อกว่า 40 ปีก่อน “โลกร้อน” ยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนจำนวนมาก แต่วันนี้คำเตือนเรื่องอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสกำลังเข้าใกล้เร็วกว่าที่เคยคาด และระดับ 2 องศาเซลเซียสที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าจะทำให้ระบบต่าง ๆ รับมือได้ยาก อาจมาถึงในปี 2050 สำหรับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องนี้ย้อนกลับไปถึงปี 2528 เมื่อเขาเริ่มศึกษาปัญหาโลกร้อนตามที่อาจารย์มอบหมาย และนำเรื่องนี้ไปพูดในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เกิดขึ้น ผ่านมา 41 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเวลาที่เหลือสำหรับการรับมือกับผลกระทบที่กำลังใกล้เข้ามา
ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวในหัวข้อ “การเตือนภัยครั้งสุดท้าย เมื่อโลกร้อนใกล้ 1.5 องศา” ภายในงาน ESGNIVERSE2026 : Real – World of Sustainability (POLYCRISIS PULSE) ถึงความพยายามของประชาคมโลกตั้งแต่การประชุมที่ Rio de Janeiro พิธีสารเกียวโต จนถึง Paris Agreement พร้อมตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ที่ผ่านมา เมื่อข้อตกลงและเป้าหมายถูกกำหนดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้น และเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสที่เคยวางไว้กลับกำลังมาถึงเร็วกว่าที่คาด
Paris Agreement เกิดขึ้นในปี 2015 พร้อมเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า วันนี้โลกกำลังไปถึงระดับดังกล่าวก่อนปี 2030 เร็วกว่ากรอบเวลาที่เคยพูดถึงกันประมาณ 70 ปี ส่วนระดับ 2 องศาเซลเซียสอาจมาถึงในปี 2050 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าจะทำให้ระบบต่าง ๆ รับมือได้ยากขึ้น สิ่งที่ผู้คนเคยคุ้นเคยอาจเปลี่ยนไป และเหตุการณ์รุนแรงอาจเกิดถี่ขึ้น
โลกยังปล่อยก๊าซเพิ่มแม้พูดเรื่อง Net Zero
แม้ Net Zero, Sustainability และ ESG จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่กราฟที่ ผศ.ดร.ธรณ์ นำมาแสดงชี้ว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้น มีเพียงช่วงโควิด-19 ที่ลดลงประมาณ 12% ก่อนกลับมาเพิ่มอีก หากจะควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ปริมาณการปล่อยจะต้องลดลงอย่างรวดเร็วจนเกือบทั้งหมด แม้แต่ระดับ 1.8 องศาเซลเซียสก็ยังต้องลดการปล่อยลงอย่างมาก ขณะที่นโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ตัวเลขที่เขานำเสนออยู่ที่ประมาณ 2.5-2.9 องศาเซลเซียสภายในปี 2100
ปัญหายังอยู่ที่ก๊าซเรือนกระจกสะสมอยู่ในระบบ ไม่ได้หมดไปเมื่อสิ้นปี ต่อให้สามารถหยุดปล่อยทั้งหมดได้ในวันนี้ ความร้อนก็จะยังส่งผลต่อไปอย่างน้อย 25-30 ปี แต่โลกยังไม่ได้หยุดปล่อย และปริมาณก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้น คนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับความร้อนต่อไปอีกยาวนานจึงเป็นเด็กเกิดใหม่จนถึงอายุประมาณ 8 ปีในปัจจุบัน
เมื่อผลกระทบบางส่วนไม่สามารถหยุดได้ทันที การเตรียมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจึงเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงมากขึ้น สำหรับประเทศไทย หนึ่งในปัจจัยที่ต้องเผชิญคือ El Niño ซึ่ง ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวถึงรอบที่มีความรุนแรงสูงกว่า 2 องศาเซลเซียสว่าเป็น Super El Niño โดยรอบที่กำลังพูดถึงอาจขึ้นไปสูงกว่า 2.5 องศาเซลเซียสและอาจแตะ 3 องศาเซลเซียส
ไทยอาจต้องประคองต้นทุนน้ำนาน 8 เดือน
ผลที่ต้องจับตาสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เพียงอากาศร้อน แต่คือน้ำ แม้บางพื้นที่จะเกิดน้ำท่วม ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนโดยรวมกลับลดลง เพราะปีนี้ประเทศไทยได้รับน้ำจากพายุดีเปรสชันน้อย พายุจำนวนมากเคลื่อนขึ้นไปทางจีนและญี่ปุ่น ทำให้น้ำที่ควรเข้ามาเติมต้นทุนมีไม่มาก เมื่อเข้าสู่ El Niño ฝนจะจบเร็วขึ้น และปัญหาจะชัดขึ้นในปีถัดไป
รอบปี 2566-2567 El Niño จบประมาณเดือนกุมภาพันธ์ แต่รอบนี้ความร้อนอาจยาวไปถึงเดือนมิถุนายน หากฝนจบตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ประเทศไทยอาจต้องประคองต้นทุนน้ำไปประมาณ 8 เดือน ก่อนจะมีฝนเข้ามาเติมอย่างจริงจังอีกครั้ง
ข้อมูลของสภาพัฒน์ที่ ผศ.ดร.ธรณ์ นำมาอ้างกล่าวว่า รายได้เกษตรกรอาจลดลง 9% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 70,000 ล้านบาท และยังเป็นตัวเลขเฉพาะภาคเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะพื้นที่เกาะก็ต้องเผชิญกับต้นทุนน้ำในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาก ส่วนความร้อนเพิ่มภาระค่าไฟให้ธุรกิจ ผศ.ดร.ธรณ์ ยกตัวอย่างร้านกาแฟของคนรู้จักที่มีค่าไฟในปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 12% จากการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น
แต่ผลกระทบที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือความปลอดภัยของคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถอพยพได้ด้วยตัวเองเมื่อเกิดน้ำท่วม การเตรียมตัวจึงต้องเกิดก่อนภัยมาถึง เช่นเดียวกับ Cell Broadcast ที่มีหน้าที่เตือนให้ประชาชนมีเวลาหาทางรับมือ ไม่ใช่ระบบที่จะเรียกหน่วยกู้ภัยให้มาถึงบ้านทันทีหลังได้รับข้อความ
ป่าไม่ได้หยุดน้ำท่วมแต่ช่วยซื้อเวลาให้คนรอด
จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ที่ ผศ.ดร.ธรณ์ เรียกว่า “บาดแผลในยุคโลกร้อน” หลังเผชิญน้ำท่วมซ้ำหลายปี ไม่ว่าจะอยู่ในช่วง La Niña, El Niño หรือภาวะปกติ ข้อมูล GISTDA ที่เขานำมาอ้างกล่าวว่า ในช่วงประมาณ 10 ปี พื้นที่ป่าในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์ลดลงประมาณ 30,000 ไร่ แม้เขาจะกล่าวว่าไม่ได้หมายความว่าโครงการดังกล่าวไม่ดี เพราะหากไม่มีโครงการ พื้นที่ป่าอาจลดลงมากกว่านี้ แต่ในภาวะโลกร้อน ประเทศไทยต้องการป่าเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง
เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ป่าจะสามารถหยุดน้ำท่วมได้ทั้งหมด ผศ.ดร.ธรณ์ อธิบายว่า หากไม่มีป่า น้ำป่าอาจมาถึงชุมชนภายในหนึ่งชั่วโมง แต่หากมีป่าช่วยชะลอ เวลานั้นอาจเพิ่มเป็นสี่ชั่วโมง สามชั่วโมงที่ได้กลับมามีความหมายมากสำหรับครอบครัวที่ต้องพาผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงออกจากบ้านก่อนน้ำมาถึง
ในโลกที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นรุนแรงกว่าเดิม การมีเวลาเพิ่มขึ้นไม่กี่ชั่วโมงจึงอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการอพยพทันกับการติดอยู่ในพื้นที่ นี่เป็นเหตุผลที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ย้ำว่าป่าไม่ได้ทำให้น้ำไม่ท่วม แต่ช่วยชะลอน้ำและเพิ่มเวลาให้คนหนี
ทะเลร้อนปลาไกลฝั่งปะการังฟอกขาว
ภาพของการเปลี่ยนแปลงเห็นชัดไม่แพ้กันในทะเล น้ำในอ่าวไทยช่วงปี 2567 บางพื้นที่มีอุณหภูมิประมาณ 40-44 องศาเซลเซียส เมื่อทะเลร้อน สัตว์น้ำที่เคลื่อนที่ได้ก็ว่ายออกไปหาพื้นที่อื่น ปัญหาตกอยู่กับชาวประมงพื้นบ้าน หากเดิมออกเรือจับปลาในระยะประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ปลาย้ายออกไปไกลถึง 20 กิโลเมตร การตามออกไปหมายถึงค่าน้ำมันที่สูงขึ้นจนการจับปลาอาจไม่คุ้มต้นทุ
ปะการังกลับไม่มีทางเลือกแบบเดียวกับปลา แนวปะการังบริเวณเกาะพีพีที่ ผศ.ดร.ธรณ์ นำมาเป็นตัวอย่างได้รับการป้องกันไม่ให้เรือเข้าจอดและไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปรบกวน เดือนสิงหาคม 2566 ปะการังยังมีสภาพสมบูรณ์ เดือนพฤษภาคม 2567 กลับฟอกขาว และเมื่อถึงเดือนสิงหาคมปีเดียวกันก็ตายลง ทั้งที่ไม่มีน้ำเสียหรือนักท่องเที่ยวเป็นปัจจัยในช่วงนั้น
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาตั้งคำถามกับผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกทำ ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า การอนุรักษ์ยังต้องเดินหน้าต่อ พร้อมอ้างข้อมูลของสหประชาชาติว่า ภายในปี 2050 ปะการังอาจเหลือประมาณ 3% หากน้ำทะเลยังร้อนในระดับดังกล่าว
หญ้าทะเลหาย พะยูนเผชิญวิกฤติอาหาร

สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับหญ้าทะเล ที่เกาะกระดาด จังหวัดตราด ซึ่งมีคนอาศัยอยู่น้อย หญ้าทะเลกลับหายไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่พะยูนซึ่งอาศัยหญ้าทะเลเป็นอาหารเคยมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ 300 ตัว ก่อนลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี เมื่อแหล่งอาหารหาย ปัญหาจึงเกิดขึ้นกับพะยูนโดยตรง
การแก้ปัญหาด้วยการจับสัตว์ขึ้นมาเลี้ยงก็ไม่ง่าย ผศ.ดร.ธรณ์ ยกกรณีโลมาวาคิต้าในเม็กซิโก ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 15-20 ตัว และเคยมีความพยายามระดมทุนเพื่อจับขึ้นมาเลี้ยง แต่กลับเกิดการตายระหว่างกระบวนการ เพราะการจับและเคลื่อนย้ายสร้างความเครียดให้สัตว์อย่างมาก
สำหรับคนรุ่นใหม่ ผศ.ดร.ธรณ์ เลือกพาไปเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วยตาตัวเองผ่าน “ค่ายทะเลเดือด” แทนการพาไปดูเฉพาะธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ ในการสำรวจครั้งหนึ่ง เด็กคณะประมงลงน้ำประมาณ 45 นาทีและได้รับมอบหมายให้จดสิ่งมีชีวิตที่พบ ผลคือพบหอยเม่นเพียง 6 ตัวและไม่พบปลาเลย เขายังกล่าวถึงความรู้สึกผิดต่อคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นก่อนใช้ทรัพยากรไปจำนวนมาก ขณะที่ผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นกลับตกทอดมาถึงคนรุ่นหลัง
เมื่อหยุดวิกฤติไม่ได้ทั้งหมด ต้องเร่งปรับตัว
หลายปัญหาในทะเลยังไม่มีคำตอบว่าจะจัดการอย่างไร ผศ.ดร.ธรณ์ เองยอมรับว่าบางเรื่องยังคิดไม่ออก แต่ยังพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ หนึ่งในนั้นคือ “โรงเพาะเพรียก” ของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งพัฒนามาประมาณ 5 ปี และเขากล่าวว่าเป็นนวัตกรรมแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก
เขากล่าวว่า คนที่ต้องการให้เงินหรือเข้ามาช่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมต้องการสัมผัส “ของจริง” กระทรวงเกษตรจึงเข้ามาตั้งโรงดังกล่าวในพื้นที่ของคณะประมง และสิ่งที่สร้างขึ้นยังนำไปต่อยอดสู่โครงการและความร่วมมืออื่น
อีกโครงการที่เดินอยู่บนแนวทางเดียวกันคือพื้นที่ใต้น้ำที่ทำร่วมกับ ปตท.สผ. บริเวณเกาะเต่า ซึ่งมีนักท่องเที่ยวดำน้ำเกือบ 800,000 คนต่อปี หากน้ำทะเลร้อนจนเกิดปะการังฟอกขาวและต้องปิดแนวปะการังธรรมชาติ นักดำน้ำจำนวนมากจะไม่มีพื้นที่รองรับ จึงสร้างพื้นที่ใต้น้ำไว้เป็นทางเลือก แม้ ผศ.ดร.ธรณ์ จะกล่าวชัดว่าไม่เหมือนปะการังธรรมชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการดำน้ำและช่วยลดการเข้าไปใช้แนวปะการังจริง
คำที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ใช้กับสถานการณ์ที่หลายปัญหายังไม่มีคำตอบคือ “ดิ้นรน” เพราะการอนุรักษ์ยังต้องทำ สิ่งที่พอทำได้ก็ต้องเดินหน้าต่อ และหากวิธีเดิมไม่เพียงพอ ก็ต้องหาทางทำสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
จากวันที่เริ่มพูดเรื่องโลกร้อนเมื่อปี 2528 ผ่านมา 41 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงอุณหภูมิ แต่คือระยะเวลาที่เหลือให้รับมือกับผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ทะเลร้อน ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลที่หาย และสัตว์ทะเลที่ได้รับผลกระทบ เมื่อบางอย่างไม่สามารถหยุดได้ทันที สิ่งที่ยังทำได้คือเตรียมตัวให้เร็วขึ้น และลงมือทำกับสิ่งที่ยังพอทำได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SC Grand พลิกขยะสิ่งทอ ปักหมุด Circular Textile อาเซียน
Green Transition ลดคาร์บอนอย่างไร ให้ธุรกิจได้ประโยชน์



