ภายในงาน “40 Years NECTEC: Legacy & Beyond” ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thailand at the Turning Point: ถึงเวลาของเทคโนโลยีไทย สู่ยุคใหม่ของประเทศ” คุณนพพล มาลีรัตน์มงคล ยูทูบเบอร์เจ้าของช่อง Extreme IT ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “Technology for Everyone” เมื่อเทคโนโลยีใกล้ตัวและสำคัญกว่าที่เคย
การบรรยายในครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความพยายามของเนคเทคในการขับเคลื่อนประเทศไทยจากจุดที่เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีหรือ User ไปสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างหรือ Co-creator เทคโนโลยีด้วยตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางข้อมูลและเศรษฐกิจในระยะยาว
เทคโนโลยีฝังตัวในชีวิตประจำวัน เร็วจนสายไอทียังตามไม่ทัน
คุณนพพลเริ่มต้นการบรรยายด้วยการชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีอยู่กับมนุษย์ตั้งแต่ตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คข้อมูลข่าวสาร การขับรถเข้าที่จอดรถซึ่งมีระบบรับบัตรหรือระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ การใช้ Mobile Banking สแกนจ่ายเงินแทนการพกกระเป๋าสตางค์ รวมไปถึงการใช้งาน AI อย่าง ChatGPT ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
คุณนพพลกล่าวว่าแม้ตนเองจะเป็นสายไอทีและรีวิวสินค้าจำนวนมาก แต่ยังรู้สึกว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไวจนบางครั้งตามแทบไม่ทัน ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของประเทศได้ โดยระบุว่าผู้ที่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีจะค่อนข้างได้เปรียบ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังเสียเปรียบเนื่องจากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
5 นาทีกับ ChatGPT ยูทูบเบอร์โชว์พลัง AI ทดแทนแรงงานคน
คุณนพพลสาธิตให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ AI ผ่านการทำสไลด์ประกอบการบรรยาย โดยเปิดเผยว่ารูปภาพทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยใช้ ChatGPT ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น วิธีการคือพิมพ์คำสั่งหรือ Prompt บอก AI ว่าต้องการภาพอะไร พร้อมระบุขนาดของภาพที่ต้องการ เช่น ภาพที่กั้นรถที่สามารถอ่านป้ายทะเบียนได้ หรือภาพมือถือที่กำลังสแกนจ่ายเงิน
คุณนพพลชี้ให้เห็นว่า AI ช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการทำงานได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเหล่านี้อาจเข้ามาทดแทนหรือแย่งงานบางประเภทในอนาคต เช่น การจ้างผู้ช่วยทำสไลด์ในอดีต ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมต้องเตรียมรับมือ
“คนไทยเก่ง” แต่สมองไหล ยูทูบเบอร์เสียใจเพื่อนโปรแกรมเมอร์ต้องไปทำงานต่างประเทศ
คุณนพพลกล่าวถึงศักยภาพของคนไทย โดยระบุว่าตนเองเรียนจบสายโปรแกรมเมอร์และพบว่าคนไทยมีความสามารถ แต่มีเพื่อนจำนวนมากที่ต้องไปทำงานกับบริษัทต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยยังขาดโครงสร้างหรือเวทีที่คอยสนับสนุนและผลักดันให้โปรเจกต์ของคนรุ่นใหม่ได้รับการต่อยอด
คุณนพพลกล่าวว่าแอบเสียใจที่คนเก่งๆ เหล่านี้ต้องไปทำงานให้กับบริษัทต่างประเทศ และต้องการให้มีโครงการที่ผลักดันคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ความสามารถพัฒนาประเทศไทยแทนการไปขายแรงงานให้กับต่างชาติ
แบตเตอรี่กราฟีน-โดรนความมั่นคง 2 นวัตกรรมเด็กไทยรอวันถูกส่งเสริมเชิงพาณิชย์
คุณนพพลได้ยกตัวอย่างเทคโนโลยี 2 โครงการที่นักศึกษาและเด็กไทยคิดค้นขึ้น ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจะสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับประเทศ
โครงการแรกคือแบตเตอรี่กราฟีนหรือ Graphene Battery ซึ่งเป็นผลงานของทีมนักศึกษาไทยที่คิดค้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน หากได้รับการผลักดันจนสามารถผลิตเป็นสินค้าจำนวนมากหรือ Mass Product จะสามารถนำไปต่อยอดใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า โซลาร์ฟาร์ม หรือระบบโซลาร์เซลล์ตามบ้าน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถส่งออกเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ในอนาคต
โครงการที่สองคือโดรนเพื่อความมั่นคง ซึ่งมีกลุ่มนักศึกษาคิดค้นเทคโนโลยีดังกล่าว ผู้บรรยายมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำมาใช้ป้องกันประเทศและรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน การมีเทคโนโลยีโดรนที่พัฒนาโดยคนไทยจะช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศในด้านความมั่นคง
ความมั่นคงข้อมูลกับแพลตฟอร์มต่างชาติ ทำไมไทยต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอง
ประเด็นความมั่นคงของข้อมูลหรือ Data Privacy ว่าแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Facebook หรือ YouTube มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไปวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา โดยอัลกอริทึมสามารถรับรู้ว่าผู้ใช้กำลังคิดหรือพูดถึงเรื่องใด
ดังนั้นการที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้เองจึงเป็นเรื่องของความมั่นคง และช่วยให้การเก็บรักษาข้อมูลต่างๆ มีความปลอดภัยมากกว่าการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียว ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่าการสร้างเทคโนโลยีของตัวเองคือการสร้างความมั่นคงทางข้อมูลให้กับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเนคเทคในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างเทคโนโลยีแทนการเป็นเพียงผู้ใช้งาน
เร่งสนับสนุนเด็กไทยสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง
ในช่วงท้ายของการบรรยาย คุณนพพลฝากความหวังไว้กับผู้ใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันผลักดันและสนับสนุนเด็กไทยรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาและสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยได้อย่างแท้จริง
การบรรยายในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและความเสี่ยงด้านความมั่นคงของข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันและสนับสนุนศักยภาพของคนไทยให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดที่เนคเทคต้องการขับเคลื่อนนั่นคือถึงเวลาของเทคโนโลยีไทยสู่ยุคใหม่ของประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
40 ปี NECTEC ชูบทบาท ‘วิศวกรชาติ’ เปลี่ยนไทยจาก ‘ผู้ใช้’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้างเทคโนโลยีอนาคต’
Prowell ชู ‘โภชนาการเฉพาะบุคคล’ นวัตกรรมอาหารทางการแพทย์ รับมือ NCDs-สังคมสูงวัย



