Share on
×

Share

วินัยการคลังไทยกับม็อบปารีส

วินัยการคลังไทยกับม็อบปารีส

การบุกเผาศาลาว่าการเมืองลีมอฌที่อายุเก่าแก่กว่า 143 ปี ของม็อบฝรั่งเศส ที่เริ่มต้นจากการประท้วงของนักเรียนที่ร้องขอสภาพการเรียนการสอนที่ดี กลายเป็นฉากจำของความวุ่นวายทางการเมืองของฝรั่งเศสครั้งล่าสุด และเป็นเหตุการณ์ที่ทำเอาหลายประเทศสะดุ้ง และเหลียวกลับมามองตัวเองไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะโซนยุโรป ที่หลายประเทศเริ่มมีม็อบนักเรียน ชุมนุมเรียกร้องเอาอย่างเยาวชนเมืองน้ำหอม     

ว่าไปแล้ว เหตุจลาจลในครั้งนี้ เปรียบเหมือนเสียงระฆังดังจากฝรั่งเศสดังครั้งที่ 2 เตือนให้ผู้นำประเทศต่าง ๆเร่งบริหารฐานะการคลัง พร้อม ๆ ไปกับการสดับฟังความรู้สึกนึกคิดพลเมืองอย่างเร่งด่วน

นักสังเกตการณ์หลาย ๆ สำนักให้น้ำหนักปัญหาการคลังของฝรั่งเศส ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพลเมือง คือต้นขบวนของความวุ่นวายที่ยังระอุในประเทศที่เชิดชูสิทธิ และเสรีภาพอยู่เวลานี้

มองจากมุมวิเคราะห์เชื่อว่า การที่สัดส่วนหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสสูงเกือบ 120% ต่อ GDP จัดทำงบประมาณขาดดุลมาต่อเนื่อง หรือมีรายได้น้อยกว่าที่จ่ายออกต่อเนื่องมาหลายปี งบฯล่าสุดขาดดุลอยู่ราว 5.4 % ต่อ GDP สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานยุโรปที่กำหนดว่าไม่ควรเกิน 3% ขณะเดียวกันการจัดสรรงบประมาณ ยังให้น้ำหนักด้านความมั่นคง แต่ไปทอนงบด้านการศึกษาซึ่งกระทบต่อสภาพการเรียนการสอน และนำไปสู่ ม็อบนักเรียนในที่สุด

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ม็อบนักเรียน ยกระดับเป็นการชุมนุมระดับประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพราะก่อนหน้าสังคมฝรั่งเศสมีประเด็นคุกรุ่นอยู่แล้วจากชาวฝรั่งเศสที่รอเกษียณ หลังรัฐบาลขยายเวลาเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี โดยระบบบำนาญของฝรั่งเศส คนรุ่นปัจจุบันส่งเบี้ยเข้ากองทุนเพื่อจ่ายคนจะเกษียณวันนี้ แต่การที่ฝรั่งเศสเข้าสู่สังคมสูงวัย คนเกิดใหม่ลดลง ส่งผลต่อกองทุนบำนาญที่ขาดดุล ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสร้างความไม่พอใจกับผู้รอเกษียณมาก

เวลานี้โลกโดยเฉพาะประชาคมยุโรป กำลังจับตาดูว่าประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จะพาฝรั่งเศสออกจากมุมนี้อย่างไร และม็อบนักเรียนที่ระบาดไปสเปน โปรตุเกส อิตาลี เบลเยียม อัลบาเนีย จะนำไปสู่ปรากฎการณ์ สปริงหรือไม่?

พูดถึงหนี้สาธารณะ…ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่งประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาโลกที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หนี้สาธารณคือหนึ่งในหัวข้อใหญ่ที่พูดคุยกันในที่ประชุม

คริสติน่า กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มเอฟ ยกประเด็นหนี้สาธารณะ และการขาดดุลการคลังที่สูง หนี้และต้นทุนการเงินสูงขึ้นตามตลาดพันธบัตรโลก กำลังกดทับพื้นที่การคลัง เธอเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆต้องมีแผนการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ปฎิรูปโครงสร้างเพิ่มผลิตภาพ และรัดเข็มขัดการคลังที่แท้จริง .

หนี้สาธารณะกับงบประมาณขาดดุล เป็นประเด็นการคลังของไทยเช่นกัน การคลังไทยจัดทำงบขาดดุลมากว่า 20 ปี ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะขยับใกล้ชนเพดานการคลังเข้าไปทุกที คาดการณ์กันว่าหากสถานะการคลังของไทยไม่เปลี่ยนแปลง สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะขยับเฉียดเพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70 % ต่อ GDP ทันที การคลังที่มีพื้นที่จำกัด ย่อมกระทบกับงบประมาณที่ใช้สำหรับพัฒนาประเทศ หรือรับมือกับวิกฤติ และยังกระทบกับความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลต่อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะกู้ด้วย

วันก่อน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ออกมายืนยันฐานะการคลังว่าไม่น่าห่วง โดยอ้างการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ของไทยดีขึ้นจากเดิม (กระทรวงการคลัง) คาดว่าจะขาดดุล 4.4% ต่อ GDP ลดลงมาเหลือ 3% ของ GDP

ด้านสัดส่วนหนึ้สาธารณะ เขาย้ำว่า “สถานการณ์ปัจจุบันมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ” เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ ๆ สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้แผนบริหารจัดการการคลังของประเทศ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

พร้อมเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลกู้ว่า อัตราดอกเบี้ยกู้ระยะยาว 10 ปีของไทยอยู่ที่ 3.3-3.4% ขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 5.2% และของฝรั่งเศสสูงเกือบ 5% เช่นกัน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อวินัยการเงินการคลังของไทย

สรุปว่าเวลานี้ การคลังของไทยยังมี “วินัย” เป็นภูมิคอยปกป้องไม่ให้สถานการณ์ไหลไปเหมือนอย่างที่เกิดในฝรั่งเศสตอนนี้

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

เมื่อการประชุม IMF-World Bank วนกลับมาอีกครั้ง

ไทยคือประเทศแห่งโอกาส

นอมินี ทุนเทา และยิว

×

Share

ผู้เขียน

จิตติศักดิ์ นันทพานิช Avatar