ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งความยั่งยืนและนวัตกรรม ประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญที่ไม่อาจพึ่งพาเพียงต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป เวทีเสวนา “อนาคตของ Future Food ในยุคใหม่: การลงทุนนัวตกรรมและพลังความร่วมมือ” ในงาน Future Food Leader Summit 2026 ซึ่งระดมมุมมองจากผู้นำภาครัฐและเอกชน ได้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ว่ากุญแจรอดไม่ใช่การผลิตเชิงปริมาณ แต่คือการผ่าตัดโครงสร้างการผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเพื่อก้าวข้ามกับดักทางเศรษฐศาสตร์เทคโนโลยี การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคผ่านพื้นที่นำร่อง และการสร้างมูลค่าใหม่ผ่านเรื่องราวที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงอย่างแท้จริง
ก้าวข้ามกับดัก ‘เศรษฐศาสตร์เทคโนโลยี’ ด้วยพันธุวิศวกรรมขั้นสูง
กิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงสร้างปัญหาที่ฝังรากลึกในอุตสาหกรรมชีวภาพของไทยซึ่งเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ผู้ประกอบการจำนวนมากก้าวไปสู่ความสำเร็จ นั่นคือกับดักทาง “เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์” (Techno-economics) ปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อผู้ประกอบการพยายามแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรให้เป็นส่วนผสมฟังก์ชัน (Functional Ingredients) หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่กลับพบว่าต้นทุนในการสกัดและแปรรูปนั้นสูงลิ่วจนไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าแบบดั้งเดิม (Conventional) ในตลาดได้ ส่งผลให้สมการทางธุรกิจไม่คุ้มทุนและล้มเหลวในที่สุด
ทางออกของการทำลายกำแพงนี้คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการผลิตที่เน้นปริมาณ (Volume) ไปสู่การเน้นมูลค่า (Value) ตามลำดับขั้นของพีระมิดอุตสาหกรรม โดยต้องไต่ระดับจากฐานล่างที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ขึ้นสู่ระดับกลางที่เป็นส่วนผสมพิเศษ (Specialty) และมุ่งสู่ยอดพีระมิดซึ่งเป็นกลุ่มเภสัชภัณฑ์หรือการแพทย์ (Pharmaceutical) ที่แม้จะมีปริมาณการผลิตน้อยแต่สร้างมูลค่ามหาศาล การจะกระโดดข้ามขั้นเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biotechnology) ผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data เพื่อย่อนะยะเวลาการวิจัยและลดต้นทุนการค้นคว้า ซึ่งถือเป็น Breakthrough Technology ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม

เพื่อให้เห็นภาพการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นรูปธรรม คุณกิตติพงศ์ได้ยกตัวอย่างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาคเอกชนและสถาบันวิจัยในการแก้ปัญหา “โรคใบด่างในมันสำปะหลัง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย โดยมีการนำเทคโนโลยีการปรับแต่งยีน (Gene Editing) เข้ามาพัฒนาสายพันธุ์ที่ต้านทานโรค สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาพืชผลทางการเกษตร แต่เป็นการสร้าง“แพลตฟอร์มความมั่นคงทางวัตถุดิบ” ของประเทศเพราะเมื่อมันสำปะหลังแข็งแรงและให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) สูงขึ้น ย่อมหมายถึงต้นทุนวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและพลังงานชีวภาพที่ลดต่ำลง สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ทางรอดของฐานรากเศรษฐกิจและห้องเรียนธุรกิจ 24 ชั่วโมง
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กำลังมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง วัณณะวัฒน์โอภาสวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของฐานรากเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SME ในระบบกว่า 3.2 ล้านราย และมีกว่าหนึ่งแสนรายที่อยู่ในภาคการผลิตอาหาร กลุ่มคนตัวเล็กเหล่านี้กำลังเผชิญกับวิกฤติความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทานและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเดิม หรือ Red Ocean ที่เต็มไปด้วยคู่แข่งและการตัดราคา การอยู่รอดในยุค Future Food จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกเพื่อสร้างกำไร แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้ง SME ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าคือ “ความเร็ว” (Speed) ในการปรับตัวและขาดองค์ความรู้เรื่อง “วิธีการ” (How-to) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตระหนักถึงปัญหาช้าเกินไปและขาดเงินทุนสายป่านยาวพอที่จะลองผิดลองถูก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนผ่านเครื่องมือดิจิทัล โดยเริ่มต้นจากการจัดระเบียบข้อมูลผ่านระบบ “SME One ID” ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรผ่านทางดิจิทัลที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน ระบบนี้ช่วยลดภาระทางเอกสารที่ซับซ้อนและทำให้หน่วยงานต่างๆ มองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละราย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำและตรงจุด
เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเวลาของผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดไปกับการค้าขายจนไม่มีเวลาเติมความรู้ สสว. ได้พัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ออนไลน์ที่ชื่อว่า “SME Academy 365” แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือน “Netflix ของคนทำธุรกิจ” ที่รวบรวมองค์ความรู้สมัยใหม่และจัดหมวดหมู่ให้เข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้ทันต่อกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับบริการ “SME Coach” ที่จัดเตรียมพี่เลี้ยงที่ปรึกษาทางธุรกิจทั้งด้านการเงินและเทคโนโลยี เพื่อช่วยวางแผนการลงทุนให้คุ้มค่าที่สุดก่อนที่จะใช้เงินทุนจริง
เมื่อผู้ประกอบการมีความรู้และแผนธุรกิจที่ชัดเจนแล้ว ด่านสุดท้ายคือการเข้าถึงมาตรฐานสากลซึ่งมีต้นทุนสูง สสว. จึงได้ผลักดันโครงการ BDS (Business Development Service) หรือโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน” ซึ่งเป็นมาตรการอุดหนุนค่าใช้จ่ายแบบร่วมจ่าย (Co-payment) โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจให้ถึง 80% สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (Micro) และขนาดย่อม (Small) และ 50% สำหรับขนาดกลาง (Medium) ครอบคลุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ การขอใบรับรองมาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ มาตรการนี้ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและเปิดโอกาสให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือการทดสอบคุณภาพระดับสูงเทียบเท่าบริษัทใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่สมรภูมิการค้าโลกได้อย่างมั่นใจ
ปลดล็อกกฎระเบียบและยกระดับต้นน้ำด้วย Sandbox แห่งภาคตะวันออก
การขับเคลื่อนนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ยาก หากปราศจากระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย ดร.อังศุธรย์ วสุสัณห์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจ BCG จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) กล่าวว่า บทบาทของพื้นที่ EEC ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็นพื้นที่นำร่อง (Sandbox) สำหรับการปฏิรูปกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างอาหารแห่งอนาคตและเทคโนโลยีชีวภาพ ปัญหาคอขวดสำคัญที่ผู้ประกอบการมักเผชิญคือขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ซับซ้อนและใช้เวลานานจากหลายหน่วยงาน EEC จึงได้นำระบบบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) มาใช้ โดยมีอำนาจในการอนุมัติอนุญาตภายใต้กฎหมายถึง 44 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่การขุดดิน ถมดิน การก่อสร้างอาคาร ไปจนถึงการตั้งโรงงาน ทำให้ผู้ลงทุนสามารถดำเนินการจบได้ในที่เดียว ลดต้นทุนแฝงและเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในมิติของการส่งเสริมการลงทุน EEC ได้ฉีกกรอบการให้สิทธิประโยชน์แบบเดิมด้วยแนวคิด “Tailor-made Incentive” หรือการออกแบบสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละโครงการ โดยใช้ระบบการให้คะแนน (Scoring System) เข้ามาพิจารณา ปัจจัยชี้วัดไม่ได้ดูเพียงเม็ดเงินลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา หากโครงการใดสามารถทำคะแนนได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็มีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดคือการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานถึง 15 ปี พร้อมทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อการวิจัย รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) สำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่จะเข้ามาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี
นอกจากมาตรการด้านภาษีและกฎหมายแล้ว EEC ยังผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบด้านมาตรฐานอาหาร โดยพยายามนำโมเดล “Positive List” ของประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้กับการกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพ (Functional Claims) แนวทางนี้จะอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถเคลมสรรพคุณของสารอาหารได้ทันทีหากมีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับความปลอดภัยและประสิทธิผลอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการทำวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการนำสินค้านวัตกรรมออกสู่ตลาด (Speed to Market) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น EEC ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อไม่ให้เกษตรกรและชุมชนตกขบวนการพัฒนา โดยมีความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในพื้นที่ EECi (เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) ณ วังจันทร์วัลเลย์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ รวมถึงการใช้กลไก “กองทุน EEC” เข้ามาสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ให้สามารถยกระดับมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตร เตรียมความพร้อมก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปในระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตของ Future Food จะเป็นการยกระดับทั้งระบบนิเวศไปพร้อมกัน ตั้งแต่เกษตรกรรากหญ้าไปจนถึงโรงงานแปรรูปขั้นสูง
ร้านสะดวกซื้อ: สนามทดสอบระดับโลกผ่านสายตานักเดินทาง

ในขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีเป็นเรื่องของฝ่ายผลิต ลักษมณ์ เตชะวันชัย รองประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบนิเวศของ Future Food ไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บหรือโรงงาน แต่อยู่ที่ปลายนิ้วของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีพลังมหาศาลอย่าง “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” กว่า 30 ล้านคนต่อปี กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อน แต่พวกเขายังทำหน้าที่เป็น “ผู้ทดสอบสินค้า” (Global Testers) ที่ทรงอิทธิพลที่สุด หากสินค้าใดสามารถชนะใจพวกเขาได้ ก็เท่ากับชนะใจตลาดโลกไปแล้วครึ่งหนึ่ง
กลยุทธ์ที่ลักษมณ์นำเสนอคือการเปลี่ยน“ร้านสะดวกซื้อ” (Convenience Stores) ให้กลายเป็น“สนามทดสอบ” (Testbed) หรือ Sandbox สำหรับนวัตกรรมอาหารไทย ในอดีตผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเพื่อสุขภาพต้องดิ้นรนไปหาซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในต่างประเทศ แต่ปัจจุบันร้านสะดวกซื้อในไทยได้วิวัฒนาการไปไกลจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่นักท่องเที่ยวต้องแวะทันทีที่มาถึง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือนักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้เวลาอยู่ในร้านสะดวกซื้อนานนับครึ่งชั่วโมง เพื่อสำรวจและทดลองชิมเครื่องดื่มฟังก์ชัน (Functional Drinks) ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารพร้อมทานรูปแบบใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในบ้านเกิดของตน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาคือพลังของ “การรีวิว” (Social Proof) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้บริโภคเพียงลำพัง แต่ได้สร้างคอนเทนต์รีวิวสินค้าที่ตนประทับใจลงในแพลตฟอร์มต่างๆ จนกลายเป็นกระแสไวรัล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการกวาดซื้อขนมขบเคี้ยวหรือเครื่องดื่มคอลลาเจนกลับไปเป็นลังๆ เพื่อเป็นของฝากหรือนำไปจำหน่ายต่อ
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสินค้านั้นได้ผ่านบททดสอบสำคัญสองประการแล้ว คือ “รสชาติ” (Taste) ที่ถูกปากสากล และ “ราคา” (Price) ที่จับต้องได้ หากสตาร์ทอัพหรือ SME รายใดสามารถนำสินค้าของตนขึ้นวางจำหน่ายบนชั้นวางเหล่านี้และได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยว นั่นคือเครื่องการันตีความสำเร็จที่แม่นยำยิ่งกว่าการทำวิจัยตลาดใดๆ
นอกจากนี้ เพื่อยกระดับสินค้าไม่ให้เป็นเพียงของกินเล่น แต่เป็นสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง ลักษมณ์ยังเน้นย้ำเรื่องการสร้าง “มาตรฐานและการเล่าเรื่อง” (Storytelling) โดยเสนอให้นำวิทยาศาสตร์มาจับคู่กับสุนทรียศาสตร์ ตัวอย่างเช่นการสร้าง “วงล้อรสชาติข้าว” (Rice Flavor Wheel) เฉกเช่นเดียวกับที่วงการไวน์และกาแฟทำสำเร็จมาแล้ว การมีมาตรฐานที่อธิบายรสสัมผัส กลิ่น และคุณลักษณะของวัตถุดิบด้วยภาษาที่เป็นสากล จะช่วยให้นักท่องเที่ยวและคู่ค้าต่างชาติเข้าใจถึงความซับซ้อนและคุณค่าของ Future Food ไทย เปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมที่โลกยอมรับ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สจล. ผนึก ‘อวดชุม’ ดันงานวิจัยลงห้าง พลิกโฉม ‘น้ำตาลจาก-กะปิ’ สู่ตลาดพรีเมียม
สวทช. ผนึก ทช. ใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมบริหารทรัพยากรชายฝั่ง รับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ





