Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมื่อ ‘คนเก่ง’ อาจไม่ใช่คนที่องค์กรต้องการเหมือนเดิม

เมื่อ 'คนเก่ง' อาจไม่ใช่คนที่องค์กรต้องการเหมือนเดิม

ในช่วงเวลาที่ AI กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในแทบทุกอุตสาหกรรม หลายคนอาจกำลังตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะเปลี่ยนโลกการทำงานไปมากแค่ไหน แต่สำหรับ ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน คำตอบไม่ได้อยู่ในรายงานวิจัย หรือการคาดการณ์อนาคต หากอยู่ในประสบการณ์ตรงจากการนำ AI มาใช้กับงานจริง จนทำให้เขากลับมาทบทวนทั้งวิธีทำงาน โครงสร้างทีม และคุณค่าของทักษะบางประเภทในองค์กร

สิ่งที่คุณณัฐพลค้นพบไม่ได้ทำให้เขาเชื่อว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด ตรงกันข้าม เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ กำลังทำให้โลกการทำงานกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า งานแบบใดกำลังสูญเสียความสำคัญ และคนแบบใดยังคงมีคุณค่าในวันที่เครื่องมือสามารถทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิม

จุดเปลี่ยนจากคนที่ไม่เชื่อ AI

ก่อนหน้านี้ คุณณัฐพลไม่ได้เป็นคนที่เชื่อว่า AI จะช่วยงานได้มากนัก แม้จะเคยทดลองใช้งานอยู่บ้าง แต่ยังรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้มีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ต้องการกับสิ่งที่ AI ส่งกลับมา จนบางครั้งการลงมือทำเองยังง่ายกว่า

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจทดลองใช้งานอย่างจริงจัง โดยนำงานเขียนจำนวนมากที่สะสมมาตลอดหลายปีไปให้ AI เรียนรู้วิธีคิด วิธีเล่าเรื่อง และสไตล์การทำงานของตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เขาเริ่มมอง AI แตกต่างจากเดิม เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยตอบคำถาม แต่เริ่มทำงานในลักษณะที่ใกล้เคียงกับวิธีทำงานของเขามากขึ้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือความเร็วในการทำงาน หลายงานที่เคยต้องผ่านกระบวนการส่งต่อ ตรวจแก้ และรอการตอบกลับหลายรอบ สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น จนทำให้เขาเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับวิธีทำงานแบบเดิม และนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างทีมในเวลาต่อมา

สำหรับคุณณัฐพล จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ AI เขียนบทความได้ แต่อยู่ที่การค้นพบว่างานบางประเภทที่เคยต้องใช้คนทำ อาจมีวิธีทำแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คน แต่อยู่ที่งาน

หนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง คือการปรับทีมงาน คุณณัฐพลยอมรับว่า ท้ายที่สุดมีพนักงานบางส่วนต้องออกจากองค์กร แต่เขาไม่ได้มองว่าคนเหล่านั้นทำงานไม่ดี หรือมีความสามารถลดลง

ในทางตรงกันข้าม หลายคนยังเป็นคนเก่ง และยังเป็นที่ต้องการขององค์กรอื่น เพียงแต่ทักษะบางอย่างที่เคยสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจในอดีต กำลังถูกแทนที่ด้วยวิธีทำงานรูปแบบใหม่ เขาจึงไม่เคยมองว่านี่เป็นเรื่องของคนเก่งหรือไม่เก่ง แต่เป็นเรื่องของความจำเป็นของงานที่เปลี่ยนไป

ในอดีต องค์กรจำนวนมากจ้างคนเข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนต่อขยายของเจ้าของธุรกิจ ช่วยเขียน ช่วยเรียบเรียง ช่วยตอบลูกค้า หรือช่วยดูแลงานบางส่วนแทน แต่เมื่อ AI สามารถเข้ามาช่วยในงานบางประเภทได้มากขึ้น วิธีคิดเรื่องการจัดสรรคนและทรัพยากรในองค์กรก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย

“เขาไม่ได้เก่งน้อยลง เขาแค่ไม่จำเป็นอีกต่อไป” เขากล่าว

สำหรับเขา สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่คุณภาพของคน แต่คือคุณค่าของงานบางประเภทที่กำลังถูกประเมินใหม่ในโลกการทำงานยุค AI

งานแบบไหนกำลังถูกแทนที่

จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองใช้ AI อย่างจริงจัง คุณณัฐพลมองว่างานที่มีรูปแบบชัดเจน มีขั้นตอนตายตัว หรือทำซ้ำในลักษณะเดิมอยู่เสมอ คือกลุ่มงานที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เขาใช้คำว่า Pattern เพื่ออธิบายเรื่องนี้ โดยมองว่ายิ่งงานมี Pattern มากเท่าไร AI ก็ยิ่งเรียนรู้และทำซ้ำได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่เขาเห็นไม่ได้หมายความว่า AI จะเข้ามาแทนที่ทุกอาชีพ แต่ทำให้เขาเชื่อว่าคนทำงานควรกลับมาทบทวนลักษณะงานของตัวเองมากขึ้น เพราะหากงานนั้นอาศัยการทำซ้ำเป็นหลัก โอกาสที่เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยหรือเข้ามาแทนบางส่วนก็มีมากขึ้นเช่นกัน

ในมุมกลับกัน งานที่ไม่มีรูปแบบตายตัว ต้องอาศัยการตัดสินใจ การเชื่อมโยงข้อมูล หรือการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยังคงเป็นพื้นที่ที่มนุษย์มีบทบาทสำคัญ

คนแบบไหน ยังเป็นที่ต้องการ?

แม้ AI จะเข้ามาทำงานได้มากขึ้น แต่คุณณัฐพลไม่ได้มองว่าคนจะหมดความสำคัญ ตรงกันข้าม เขากลับมองว่าคนบางประเภทจะยิ่งมีคุณค่ามากกว่าเดิม

กลุ่มแรก คือ คนที่ทำงานละเอียดและรอบคอบ เพราะแม้ AI จะเก่งขึ้นมาก แต่ก็ยังมีโอกาสผิดพลาด ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน หรือมีรายละเอียดที่ตกหล่นได้เสมอ คนที่สามารถตรวจสอบ เก็บรายละเอียด และทำให้งานสมบูรณ์ก่อนส่งออกไป จึงยังมีความสำคัญ

อีกกลุ่มหนึ่ง คือ คนที่มีความคิดริเริ่ม สามารถมองเห็นสิ่งที่ AI ยังมองไม่เห็น สังเกตแนวโน้มใหม่ ๆ ค้นหาแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ หรือหยิบประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึงขึ้นมาได้

คุณณัฐพลมองว่า บทบาทที่มนุษย์มีความได้เปรียบ AI คือ การสังเกต การเชื่อมโยง และการตั้งคำถาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดจากการทำตามรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ดังนั้น คนที่มีโอกาสไปต่อในยุค AI อาจไม่ใช่คนที่ทำงานเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็ว เรียนรู้ได้ตลอดเวลา และพร้อมทำงานในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เด็กจบใหม่กำลังแข่งกับใคร

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในอนาคตของแรงงาน คือสถานการณ์ของเด็กจบใหม่ ในอดีตองค์กรจำนวนมากพร้อมรับคนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้งาน ใช้เวลาในการสอน และค่อย ๆ พัฒนาให้เติบโตขึ้น แต่ในวันที่ AI เข้ามาช่วยทำงานได้มากขึ้น หลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องเพิ่มคนหรือไม่

ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานยังมีคนที่มีประสบการณ์จำนวนหนึ่งซึ่งกำลังมองหางานใหม่ ทำให้เด็กจบใหม่ต้องแข่งขันกับทั้ง AI และคนที่มีประสบการณ์มากกว่า คุณณัฐพลยอมรับตรง ๆ ว่า หากวันนี้ตัวเองเพิ่งเรียนจบ เขาก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะหางานอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองว่าทางออกคือการกลัว AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน ในมุมของเขา AI กำลังกลายเป็น Foundation ของการทำงาน ไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตในอดีต คนทำงานจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ และต้องรู้วิธีดึงศักยภาพของเครื่องมือออกมาให้ได้มากที่สุด

เมื่อ AI กลายเป็นทักษะพื้นฐาน

แม้จะใช้ AI มากขึ้นเพียงใด คุณณัฐพลยังย้ำว่า ความรับผิดชอบต่อผลงานยังเป็นของมนุษย์เสมอ AI อาจช่วยคิด ช่วยเขียน ช่วยสรุป หรือช่วยวิเคราะห์ได้ แต่เมื่อข้อมูลถูกนำออกไปใช้จริง คนที่ต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องยังคงเป็นคน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขามองว่า การใช้ AI ไม่ได้ทำให้ความสำคัญของมนุษย์ลดลง แต่กลับทำให้บทบาทบางอย่างสำคัญขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการตัดสินใจ การตรวจสอบ และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้าย

จากคนที่เคยมองว่า AI ยังมีช่องว่างและยังช่วยงานได้ไม่มาก วันนี้คุณณัฐพลกลายเป็นคนที่นำ AI เข้ามาอยู่ในแทบทุกกระบวนการทำงาน และยอมรับว่าเขา All In กับ AI แล้ว

แต่สิ่งที่เขาค้นพบไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากเป็นบทเรียนว่า ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงาน คุณค่าของทักษะบางประเภทก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน และคำถามสำคัญสำหรับคนทำงานอาจไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนเราหรือไม่ แต่คือเรากำลังพัฒนาทักษะที่ยังมีความจำเป็นในโลกใบใหม่มากพอแล้วหรือยัง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โลกภายใน ขับเคลื่อนโลกภายนอก: วิธีคิดของ Eureka Global

ไทยไม่ได้ตกขบวน Data Center: เมื่อ ‘มาช้า’ กลายเป็นแต้มต่อในยุค AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar