แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้ากลยุทธ์ T.A.S.T.E ใช้แพลตฟอร์มเรียกรถ สั่งอาหาร และซื้อสินค้า ขยายโอกาสให้อาหารไทย สินค้าชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค และเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้า ตั้งแต่การเพิ่มช่องทางขายในประเทศไปจนถึงการสนับสนุนแบรนด์ไทยขยายตลาดต่างประเทศ
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยในงาน GrabNEXT 2026 ภายใต้แนวคิด “The TASTE of THAI” ว่า แกร็บต้องการใช้เทคโนโลยีเชื่อมผู้คนเข้ากับอาหาร สินค้า และแหล่งวัฒนธรรมของไทย โดยในปี 2568 อาหารไทยมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศรวมกว่า 22,000 ล้านบาท ขณะที่บริการเดินทาง สั่งอาหาร และซื้อสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศไทยรวม 15,000 ล้านบาทในช่วงปี 2566–2568
กลยุทธ์ T.A.S.T.E ครอบคลุมการเดินทางเข้าถึงแหล่งวัฒนธรรม การเข้าร่วมเทศกาลและกิจกรรม การเพิ่มช่องทางขายสินค้าชุมชน การขยายแบรนด์ไทยสู่ต่างประเทศ และการส่งเสริมอาหารไทย โดยมีบริการบนแพลตฟอร์มเป็นช่องทางเชื่อมผู้ประกอบการกับผู้บริโภค ส่วนข้อมูลการค้นหา การสั่งซื้อ และการเดินทางช่วยให้เห็นความสนใจของลูกค้า เพื่อนำมาประกอบการวางแผนขยายตลาด
ใช้ข้อมูลช่วย Emily’s บุกตลาดสิงคโปร์
ตัวอย่างของการนำข้อมูลมาสนับสนุนผู้ประกอบการ คือการช่วยแบรนด์ Emily’s เข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ จันต์สุดาอธิบายว่า แกร็บสามารถดูพฤติกรรมการค้นหาอาหารบนแพลตฟอร์ม เช่น การค้นหาก๋วยเตี๋ยว เพื่อประกอบการพิจารณาความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่ทีมแกร็บในสิงคโปร์ช่วยดูข้อมูลสำหรับเลือกพื้นที่เปิดร้านชั่วคราวและวางรูปแบบการขายผ่านบริการส่งอาหาร ผู้ประกอบการจึงมีทั้งข้อมูลตลาดและทีมในประเทศปลายทางมาช่วยตัดสินใจ
การขยายแบรนด์ไทยสู่ต่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Transform ซึ่งใช้เครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคสนับสนุนผู้ประกอบการ ควบคู่กับการส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านเวที Grab 5-Star Eats ในประเทศต่าง ๆ เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย รวมถึงการประชาสัมพันธ์เมนูและร้านอาหารไทยบนบิลบอร์ดในย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก เพื่อเพิ่มการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ
GrabMart เพิ่มช่องทางขายสินค้าชุมชน
สำหรับสินค้าท้องถิ่น แกร็บร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมนำผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย หรือ CPOT เข้าจำหน่ายผ่าน GrabMart เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้ซื้อ ปัจจุบันเอสเอ็มอีและร้านค้าชุมชนคิดเป็น 74% ของร้านค้าทั้งหมดบน GrabMart โดยมีสินค้าตั้งแต่เครื่องหอม งานจักสาน ไปจนถึงผ้าไทย ช่วยให้ผู้ใช้บริการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและของฝากผ่านแอปได้สะดวกขึ้น
ในปี 2568 เครื่องหอมไทย เช่น เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม มียอดขายบน GrabMart รวม 250,000 ชิ้น ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าชุมชนจากชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปี 2567 จันต์สุดาระบุว่า ความร่วมมือด้านสินค้าท้องถิ่นกับกระทรวงวัฒนธรรมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังไม่มีตัวเลขผลลัพธ์ชัดเจนเพียงพอที่จะประเมินการเติบโตจากความร่วมมือครั้งนี้
เทคโนโลยีเรียกรถเชื่อมการท่องเที่ยววัฒนธรรม
ด้านการเดินทาง แกร็บมีตัวเลือกตั้งแต่รถยนต์ระดับพรีเมียมไปจนถึงรถโดยสารท้องถิ่น พร้อมฟีเจอร์แปลภาษา ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และระบบ PIN สำหรับจับคู่ผู้โดยสารกับคนขับที่สนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังจัดทำคู่มือท่องเที่ยว เนื้อหาร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ และม้านั่งที่สามารถสแกน QR Code เพื่อค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่คนในพื้นที่แนะนำ เชื่อมการค้นพบสถานที่กับบริการเดินทางบนแพลตฟอร์ม
จันต์สุดา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีบริการแกร็บอยู่แล้ว เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย สามารถใช้แอปเดิมเมื่อเดินทางมาไทยได้ ทำให้มีโอกาสใช้บริการต่อเนื่องตั้งแต่ออกจากสนามบิน ไปจนถึงเดินทางระหว่างท่องเที่ยว สั่งอาหาร และซื้อสินค้า โดยในปี 2568 มีการเรียกรถไปแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศกว่า 3.6 ล้านเที่ยว ส่วนจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปราสาทสัจธรรม เมืองโบราณสมุทรปราการ และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
ยอดเรียกรถไปวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในไตรมาส 3 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาส 2 โดยเป็นช่วงที่วัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ขณะที่ยอดเรียกรถไป–กลับเวทีมวยราชดำเนินในปี 2568 เพิ่มเป็น 2 เท่าจากปี 2567 ส่วนการเรียกรถไป–กลับสนามมวย โรงละคร และร้านนวดแผนโบราณยอดนิยมในปี 2568 มีรวมกว่า 300,000 ครั้ง ครอบคลุมทั้งกิจกรรมด้านศิลปะการแสดง กีฬา และภูมิปัญญาไทย
สนับสนุนเทศกาลและศิลปินไทย
แกร็บสนับสนุนการเดินทางไปงานประเพณี เช่น สงกรานต์ แห่เทียนพรรษา และลอยกระทง ผ่านส่วนลดและบูธอำนวยความสะดวกในงาน โดยยอดเรียก GrabBike จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังสงกรานต์ปี 2569 การดำเนินงานส่วนนี้อยู่ภายใต้แนวทาง Awake ซึ่งมุ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงเทศกาลและกิจกรรมทางวัฒนธรรม
ขณะเดียวกัน แกร็บเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยร่วมสร้างผลงาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว และสนับสนุนกิจกรรมในย่านประวัติศาสตร์ เช่น Awakening Song Wat 2026 เพื่อส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยควบคู่กับการท่องเที่ยว ครอบคลุมทั้งการนำเสนอผลงานศิลปิน และการจัดกิจกรรมที่ชวนให้ผู้คนเดินทางเข้าไปสัมผัสพื้นที่และชุมชน
กระทรวงวัฒนธรรมเชื่อมข้อมูลกับตลาด
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การส่งเสริมวัฒนธรรมต้องคำนึงถึงตลาดและความต้องการของผู้บริโภคด้วย ความร่วมมือกับแกร็บช่วยเพิ่มทั้งช่องทางเข้าถึงลูกค้าและข้อมูลสถิติ เช่น อาหารประเภทใดได้รับความสนใจ หรือสถานที่ท่องเที่ยวใดเป็นจุดหมายที่ผู้คนต้องการเดินทางไป ขณะที่กระทรวงมีข้อมูลภูมิปัญญา สินค้า และประเพณี ซึ่งสามารถนำมาเผยแพร่และพัฒนาต่อร่วมกับภาคเอกชนได้
กระทรวงวัฒนธรรมยังเปิดตัวเว็บไซต์ ThaiVerse เพื่อรวบรวมข้อมูลวัฒนธรรมและงานประเพณีมากกว่า 5,000 ประเพณี ครอบคลุม 77 จังหวัด ให้ประชาชนและภาคเอกชนนำไปศึกษาและใช้ประโยชน์ ซาบีดาระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลต้องอาศัยความร่วมมือในการนำเสนอเรื่องราว ให้เข้าถึงผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนรุ่นใหม่ นำวัฒนธรรมไปต่อยอดเป็นสินค้าและบริการ ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด
The Lost Taste เพิ่มช่องทางเข้าถึงอาหารท้องถิ่น
อีกส่วนของความร่วมมือคือโครงการ The Lost Taste ซึ่งมุ่งค้นหา ฟื้นฟู และส่งเสริมอาหารท้องถิ่นที่กำลังเลือนหาย เช่น แกงรัญจวนและลาบปูนา ซาบีดาอธิบายว่า อาหารบางเมนูเสี่ยงสูญหาย เพราะขาดการบันทึกความรู้และการสืบทอดภูมิปัญญาการปรุง อีกทั้งวัตถุดิบบางชนิดมีเฉพาะฤดูกาล การนำอาหารเหล่านี้เข้าสู่แพลตฟอร์ม จึงเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภครู้จักและสั่งซื้อ พร้อมส่งต่อเรื่องราวของอาหารแต่ละท้องถิ่น
จันต์สุดา ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของ The Lost Taste ในระยะแรก คือคนไทยที่อาจไม่รู้จักหรือไม่ได้รับประทานอาหารเหล่านี้มานาน เนื่องจากบางเมนูยังเข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ยาก โดยโครงการเพิ่งเริ่มดำเนินการและยังไม่มีตัวเลขผลลัพธ์ชัดเจน ส่วนการส่งเสริมร้านอาหารผ่าน GrabThumbsUp Awards จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และล่าสุดร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มอบรางวัลแก่ร้านอาหารและบุคคลที่มีบทบาทส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านอาหารไทย
ในปี 2568 เมนูยอดนิยมในกลุ่มชาวต่างชาติบนแกร็บในไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผัดกะเพรา ข้าวผัด และผัดไทย ส่วนส้มตำมียอดขายรวม 13 ล้านจาน และชาไทย 8.6 ล้านแก้ว แกร็บจึงเดินหน้าทั้งการส่งเสริมเมนูที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้วและการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคค้นพบอาหารท้องถิ่น ผ่านบริการสั่งอาหารและความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ลาซาด้าเผยอีคอมเมิร์ซไทยโต 51.8% เจาะกำลังซื้อ ‘Savvy Shopper’ ขุมทรัพย์ใหม่มูลค่า 4.6 หมื่นล้าน
FIND 2026 จับมือ TIDA เชื่อมดีไซน์ไทยกับผู้ซื้อโครงการในเอเชีย



