Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

โอสถสภา (OSP) ปี 69 ปรับพอร์ตพรีเมียมขยายฐานข้ามวัยเจาะตลาดโลก

โอสถสภา (OSP) ปี 69 ปรับพอร์ตพรีเมียมขยายฐานข้ามวัยเจาะตลาดโลก

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ยักษ์ใหญ่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 135 ปี กางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Executing Excellence and Empowering the Future”

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมในระดับ Mid-Single Digit ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยมุ่งเน้นการเติบโตผ่าน 3 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจต่างประเทศ พร้อมรักษาสมดุลระหว่างความคุ้มค่า (Value for Money) และการยกระดับสินค้าสู่กลุ่มพรีเมียม (Premiumization)

กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ: รักษาแชมป์และอัปเกรดสินค้าระดับพรีเมียม

ในกลุ่มเครื่องดื่ม โอสถสภายังคงครองความแข็งแกร่งด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง โดย M-150 มีส่วนแบ่งในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่ 44% และกลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ครองส่วนแบ่ง 46%

คุณมุกดาเน้นย้ำว่า กลยุทธ์ในปีนี้คือการผลักดันแบรนด์หลักพร้อมกับพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้พรีเมียมขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไร

แบรนด์ระดับตำนานอย่าง M-150 ที่ทำตลาดมาถึง 41 ปี ได้สร้างปรากฏการณ์อัปเกรดครั้งใหญ่ผ่าน “M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม” ที่เพิ่มดีไรโบสและแอลอาร์จินีน รวมถึงการเดินหน้าแคมเปญแจกแต้ม (Dot M) และแคมเปญปลดหนี้ทุกชั่วโมงที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 25 ล้านรายในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังดึงกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้งกลับมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเจาะกลุ่มหมอลำในภาคอีสาน และการจัด M-150 Empower Concert ทั่วประเทศ

ด้านแบรนด์ลิโพที่ฉลองครบรอบ 61 ปี ได้ขยายไลน์สินค้าเพื่อรับเทรนด์สุขภาพด้วย “ลิโพ-ดี ซีโร่ ชูการ์” และเพิ่มขนาดเป็น 150 มิลลิลิตรในราคา 15 บาท ซึ่งสร้างการเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ในช่องทางร้านสะดวกซื้อในช่วง 2 เดือนแรกของปี

ส่วนแบรนด์ระดับภูมิภาคอย่าง “ฉลาม” ซึ่งเป็นแบรนด์อันดับสองในภาคใต้ ได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรมเจาะลึกประเพณีท้องถิ่นอย่างเทศกาลวัวชน และ “โสมอินซัม” ดึง ลำไย ไหทองคำ เป็นพรีเซนเตอร์พร้อมลุยแคมเปญรถแห่ทั่วประเทศ สำหรับกลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ C-vitt ยังคงครองแชมป์ตลาดด้วยส่วนแบ่งสูงถึง 77% โดยมุ่งเจาะกลุ่ม Gen Z อย่างต่อเนื่อง

กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล: พลิกเกมรับมือเด็กเกิดน้อยด้วยการเจาะผู้ใหญ่

เสาวรัตน์ โอภาสยานนท์ Head of Personal Care & Home Care Marketing กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญคือ อัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงเหลือเพียงปีละประมาณ 4 แสนคน แบรนด์หลักอย่าง Babi Mild (เบบี้มายด์) จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แม้จะเพิ่งทำสถิติส่วนแบ่งตลาดสบู่เหลวเด็กสูงสุดที่ 41.2% ก็ตาม กลยุทธ์หลักคือการใช้ Brand Collaboration เพื่อดึงผู้ใหญ่ให้มาทดลองใช้สินค้าเด็ก โดยร่วมมือกับคาแรกเตอร์ดังอย่าง “น้องหมีเนย” และศิลปิน-มาสคอตจากค่าย GMM Grammy (เช่น โพก้าจัง, น้อนลูกคุณหนู, น้อนเพิ่มพูน, เมต้า)

นอกจากนี้ บริษัทยังรุกตลาดสินค้ากลุ่มกำไรสูงผ่านแบรนด์ “After Mine” (หรือ Ultra Mild) ที่ประสบความสำเร็จจนคว้ารางวัลสินค้าขายดีจากวัตสัน ทั้งในกลุ่มครีมอาบน้ำและผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้น และในปีนี้เตรียมสร้างสเกลที่ใหญ่ขึ้น ด้วยการบุกตลาดแชมพูสูตรปราศจากซิลิโคน ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน แบรนด์ดั้งเดิมอย่างทเวลฟ์ พลัส ได้ขยับจากตลาดโคโลญจน์ราคาประหยัดมาสู่การทำน้ำหอม Eau de Parfum ราคา 399 บาท และเอ็กซิท ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสูตรพรีเมียม “XIT Pro” (หรือ Sid Pro) ที่ให้ความเย็นลดลง 4 องศาเพื่อเจาะกลุ่มคนวัยทำงาน

บุกตลาดต่างประเทศ: ตั้งเป้าโต Double Digit และรับมือความเสี่ยง

สำหรับธุรกิจต่างประเทศที่ปัจจุบันส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในระดับ Double Digit โดยนำโมเดลความสำเร็จแบบปรับให้เข้ากับท้องถิ่น (Localization) จากเมียนมา (ผ่านแบรนด์ชาร์ค) และ สปป.ลาว (ผ่านแบรนด์ M-150) ไปใช้เป็นต้นแบบ แผนถัดไปคือการเจาะตลาดที่มีกำลังซื้อสูงในตะวันออกกลาง เช่น ยูเออีและโอมาน รวมถึงการนำแบรนด์เบบี้มายด์บุกตลาดประเทศจีน พร้อมเตรียมเข้าร่วมงาน THAIFEX 2026 เป็นครั้งแรกเพื่อขยายฐานลูกค้าในระดับสากล

ในด้านการบริหารการเงินและความเสี่ยง รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer เผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้ทะลุระดับ 40% ได้เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันทำให้ค่าขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นราว 20% และต้องใช้เวลาจองเรือนาน 6-8 สัปดาห์ แต่เนื่องจากสินค้าที่ขายในตะวันออกกลางตั้งราคาในระดับพรีเมียมเทียบเท่ายุโรป จึงยังรักษาส่วนต่างกำไรไว้ได้

ส่วนประเด็นต้นทุนพลังงานซึ่งคิดเป็น 20% ของต้นทุนทั้งหมด บริษัทยังคงได้เปรียบจากการที่ ปตท. ตรึงราคาก๊าซไว้ 90 วันจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม บริษัทประเมินว่าหากสถานการณ์เลวร้ายจนราคาน้ำมันโลกพุ่งไปถึง 140-150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผลกระทบต่อยอดขายสุทธิจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ โอสถสภาได้เตรียมงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 400-500 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการนำข้อมูล (Data-driven) รวมถึง AI มาใช้บริหารงาน ขณะที่แผนการควบรวมกิจการ (M&A) ยังคงชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน เนื่องจากสภาพตลาดหุ้นที่ซบเซาทำให้มุมมองด้านมูลค่าประเมิน (Valuation) ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายยังมีช่องว่างที่ต้องเจรจากันต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ถอดรหัส ‘มันฝรั่ง’ พะเยา: เมื่อวิศวกรและคนคืนถิ่นใช้เทคโนโลยีสู้โลกร้อน บนวิถีเกษตรพันธะสัญญา

Meta เปิดตัว Business AI ช่วย SME ตอบแชต Messenger 24 ชม.

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar