มันสำปะหลังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 9.32 ล้านไร่ ผลผลิตรวมกว่า 26.9 ล้านตันต่อปี และส่งออก 14.8 ล้านตัน หรือคิดเป็น 55% ของผลผลิตทั้งหมด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลผลิตเฉลี่ยของประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 3 ตันต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิต โรคพืช ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนแรงงาน กำลังกดดันเกษตรกรไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ
โจทย์ของมันสำปะหลังไทยจึงไม่ใช่แค่การปลูกให้มากขึ้น แต่คือการทำให้พื้นที่เดิมสร้างผลผลิตได้สูงขึ้น ลดต้นทุนได้จริง และเปลี่ยนเกษตรกรจาก “ผู้ปลูก” ไปสู่ “ผู้จัดการแปลง” ที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยวางแผนตลอดฤดูกาลผลิต
ภายใต้โจทย์นี้ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวโครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ปลูกง่ายได้มัน(ส์)ดี” เพื่อดึงเกษตรกรรุ่นใหม่ 30 คนสุดท้ายเข้าสู่เวทีการแข่งขันและการเรียนรู้ตลอดฤดูกาลผลิตมันสำปะหลัง ผ่านเทคนิคขยายร่อง การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร แอปพลิเคชัน K-iField และการบริหารจัดการแปลงแบบ Data-Driven Farming
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการหาผู้ชนะ แต่คือการสร้างต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และถ่ายทอดองค์ความรู้กลับไปสู่ชุมชนได้
ต่อยอดจาก “กล้าท้าปลูก” สู่ “มัน(ส์) ขยายร่อง”
ก่อนมาถึงมันสำปะหลัง สยามคูโบต้าและกรมส่งเสริมการเกษตรเคยร่วมกันทำโครงการ “คูโบต้า กล้าท้าปลูก” ในนาข้าวมาแล้ว 2 ครั้งตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยโครงการดังกล่าวทำให้การแข่งขันเชิงนวัตกรรมทางการเกษตรไม่ได้เป็นเพียงเวทีวัดว่าใครได้ผลผลิตสูงที่สุด แต่เป็นพื้นที่ให้เกษตรกรเรียนรู้ ทดลอง และนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในชุมชน
อัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมประกวดแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ทำร่วมกับสยามคูโบต้าเป็นครั้งที่ 3 หลังจาก 2 ครั้งแรกเป็นเรื่องของข้าว ซึ่งทำให้ได้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำเทคโนโลยีไปใช้จริง และเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรคนอื่นได้เรียนรู้
จากรากฐานดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจึงขยายแนวคิดมาสู่มันสำปะหลัง พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรจำนวนมาก และเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ
วราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่า ไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 9.32 ล้านไร่ ผลผลิตรวมกว่า 26.9 ล้านตันต่อปี และส่งออก 14.8 ล้านตัน หรือ 55% ของผลผลิตทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของมันสำปะหลังต่อเศรษฐกิจไทย แต่ในเวลาเดียวกันก็ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะผลผลิตเฉลี่ยของประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 3 ตันต่อไร่
เมื่อพื้นที่ปลูกเพิ่มไม่ได้มาก ผลผลิตต่อไร่จึงเป็นคำตอบ
ในมุมของกรมส่งเสริมการเกษตร โจทย์สำคัญของการยกระดับมันสำปะหลังไทยคือการเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่เดิม เพราะโอกาสในการขยายพื้นที่ปลูกอาจมีไม่มากนัก สิ่งที่ทำได้คือการจัดการแปลงให้ดีขึ้น ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม และวางแผนการผลิตบนฐานข้อมูลจริง
คุณอัญชลีกล่าวว่า เกษตรกรต้องการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เท่าเดิม จากผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 3 ตันต่อไร่ คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการขยายพื้นที่เป็นหลัก
คุณวราภรณ์ระบุว่า สยามคูโบต้าเคยทดลองใช้โซลูชันการเกษตรแบบครบวงจรจนสามารถทำผลผลิตได้สูงถึง 7 ตันต่อไร่ ดังนั้น เป้าหมายการผลักดันผลผลิตจาก 3 ตันต่อไร่ ไปสู่ 5 ตันต่อไร่ จึงเป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่มีโอกาสบรรลุได้ หากเกษตรกรมีองค์ความรู้ เครื่องมือ วิธีการเพาะปลูก การดูแลรักษา การให้ปุ๋ย การจัดการน้ำ และข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่เพียงพอ
ต้นทุนพุ่ง โรคพืชกดดัน ภูมิอากาศแปรปรวน
การแข่งขันในตลาดโลกของมันสำปะหลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับต้นทุนต่อหน่วยและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ เกษตรกรไทยกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าน้ำ ค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าแรง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่อาจทรงตัวหรือลดลงจากสภาพดินเสื่อมโทรม โรคพืช และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ
หนึ่งในปัญหาสำคัญคือโรคใบด่าง ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวนมาก และแพร่ระบาดได้รวดเร็วในสภาพอากาศชื้นและแปรปรวน
คุณวราภรณ์กล่าวว่า การนำองค์ความรู้ การวางแผน การใส่ปุ๋ย การควบคุมดูแล และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วยบริหารจัดการแปลง จะช่วยลดหรือหลีกเลี่ยงความรุนแรงของโรคต่าง ๆ รวมถึงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
คุณอัญชลียังเน้นว่า แม้มันสำปะหลังจะเป็นพืชที่ใช้น้ำไม่มากนัก แต่เกษตรกรจำเป็นต้องเตรียมตัวรับมือภาวะแล้งในปีหน้า ต้องวางแผนการผลิตและบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เพื่อให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง
“ขยายร่อง” เทคนิคเล็กที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการปลูกมันสำปะหลัง
หัวใจของโครงการคือเทคนิค “ขยายร่อง” ซึ่งปรับระยะห่างระหว่างร่องเป็น 1.4-1.5 เมตร และระยะห่างระหว่างต้น 0.60 เมตร เพื่อให้หัวมันมีพื้นที่ขยายตัวมากขึ้น อากาศถ่ายเทสะดวก ลดความชื้น และช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อรา แบคทีเรีย และโรคพืช
ปัญหาหัวมันเล็กหรือหัวมันพิการไม่ได้เกิดจากพันธุ์ไม่ดีหรือดินขาดธาตุอาหารเสมอไป แต่อาจเกิดจากการปลูกในพื้นที่แคบเกินไป เกษตรกรบางรายอาจเชื่อว่าการทำร่องถี่และใส่ท่อนพันธุ์มากจะทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ การเบียดตัวของหัวมันทำให้พืชแย่งพื้นที่และธาตุอาหารกันเอง
การขยายร่องจึงเป็นการปรับวิธีปลูกให้สอดคล้องกับการเติบโตของมันสำปะหลังมากขึ้น
นอกจากช่วยให้หัวมันขยายตัวได้ดีขึ้น ระยะร่องที่กว้างขึ้นยังเอื้อต่อการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตร รถแทรกเตอร์คูโบต้า รุ่นบีซีรีส์ ซึ่งมีฐานล้อแคบ สามารถเข้าไปทำงานในร่องได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมดิน ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว
โครงการกำหนดแผนการบำรุงรักษาเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 30 วันหลังปลูกเพื่อพูนร่องและกำจัดวัชพืช 60 วันเพื่อลดความแน่นของดิน และ 90 วันเพื่อกำจัดวัชพืชพร้อมโรยปุ๋ยและกลบปุ๋ย
นางวราภรณ์อธิบายว่า การใช้แทรกเตอร์ช่วยลดการใช้แรงงานคนลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย 1 คนขับแทรกเตอร์สามารถทำงานได้ 15 ไร่ ขณะที่แรงงานคนทำได้เพียง 5 ไร่ หรือเร็วกว่า 3 เท่า ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ลดลงตามมา
K-iField เมื่อข้อมูลเข้ามาแทนการคาดเดา
หากเครื่องจักรคือเครื่องมือทางกายภาพ อีกส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านคือข้อมูล แอปพลิเคชัน K-iField ที่สยามคูโบต้าพัฒนาขึ้น ถูกนำมาใช้เป็นระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรแบบ Data-Driven Farming เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผน บันทึก และวิเคราะห์ข้อมูลได้ครบวงจร
ฟีเจอร์สำคัญของ K-iField ได้แก่ การวาดขนาดแปลง ระบุพิกัด GPS แจ้งเตือนปฏิทินงาน ตรวจสอบความเขียวของพืชผ่านภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อบ่งบอกสุขภาพพืชโดยไม่ต้องเดินสำรวจทั้งแปลง ดูสภาพอากาศล่วงหน้า และบันทึกรายรับรายจ่ายเพื่อคำนวณต้นทุนที่แท้จริง
คุณวราภรณ์ระบุว่า K-iField จะช่วยให้เกษตรกรบันทึกข้อมูล และบริหารจัดการแปลงในแต่ละช่วงเวลา เช่น การใส่ปุ๋ยให้ถูกช่วง การบริหารจัดการน้ำ และการป้องกันโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
การทำเกษตรแบบคาดเดาจึงค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยการตัดสินใจบนฐานข้อมูล เมื่อเกษตรกรรู้ต้นทุนจริง เห็นสุขภาพพืช และมีข้อมูลประกอบการวางแผนตลอดฤดูกาลผลิต การบริหารแปลงจึงไม่ใช่เพียงการทำตามประสบการณ์เดิม แต่เป็นการจัดการอย่างมีระบบมากขึ้น
กรมส่งเสริมฯ เรียนรู้ไปพร้อมเกษตรกร
บทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตรในโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสนับสนุนเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมเรียนรู้กับเกษตรกรตลอดฤดูกาลผลิต
คุณอัญชลีกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีเจ้าหน้าที่อยู่ทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัด อำเภอ ไปจนถึงนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรระดับตำบล โดยต้องการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมเรียนรู้ ศึกษา ให้คำแนะนำ และแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมกิจกรรม
เหตุผลสำคัญคือ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะขยายผลได้จริงก็ต่อเมื่อทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าใจร่วมกัน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่การวางแผน การปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว
สิ่งที่เกิดขึ้นในแปลงของเกษตรกรทั้ง 30 คน จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเฉพาะราย แต่สามารถกลายเป็นแปลงนำร่อง จุดเรียนรู้ และจุดสาธิตให้เกษตรกรรายอื่นเข้ามาศึกษาต่อได้
Korat Sandbox สู่เป้าหมาย 5 ตันต่อไร่
นอกเหนือจากเวทีการแข่งขัน สยามคูโบต้าและกรมส่งเสริมการเกษตรยังมีแผนนำร่องโครงการ “โคราช แซนด์บ็อกซ์” ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศไทย
เป้าหมายคือการผลักดันผลผลิตจากค่าเฉลี่ย 3 ตันต่อไร่ ไปสู่ 5 ตันต่อไร่ โดยใช้โซลูชันการเกษตรแบบครบวงจรเป็นต้นแบบ ก่อนขยายผลความสำเร็จไปสู่จังหวัดอื่น
โครงการนี้ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความมั่นคงทางวัตถุดิบของอุตสาหกรรมไบโอเอทานอล ซึ่งต้องการมันสำปะหลังในปริมาณมากและมีคุณภาพสม่ำเสมอ หากผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ความมั่นคงทางวัตถุดิบและความมั่นคงทางด้านพลังงานก็จะเพิ่มขึ้นตามมา
การแข่งขันที่ไม่ได้วัดแค่ผลผลิต
การแข่งขัน “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” มีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 100 คน และผ่านการคัดเลือกเหลือ 30 คนสุดท้าย โดยเกษตรกรกลุ่มนี้สามารถทำผลผลิตได้มากกว่า 4 ตันต่อไร่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่อยู่ที่ประมาณ 3 ตันต่อไร่ สะท้อนว่าการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ตั้งแต่ต้นน้ำสามารถสร้างความแตกต่างได้จริง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลผลิตสูงสุดเพียงอย่างเดียว เกณฑ์การให้คะแนนรวม 100 คะแนน ประกอบด้วย การถ่ายทอดองค์ความรู้การปลูกมันสำปะหลังขยายร่องสู่ชุมชน 25 คะแนน การดูแลรักษาแปลงปลอดโรคใบด่างและให้ผลผลิตสูง 20 คะแนน การใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า 20 คะแนน การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านสื่อโซเชียล TikTok 20 คะแนน และการบันทึกข้อมูลกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยวผ่านแอปพลิเคชัน K-iField 15 คะแนน
เมื่อมองในภาพรวม คะแนนด้านการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยี และการจัดการแปลงมีน้ำหนักประมาณ 55% ขณะที่คะแนนด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และการเป็นต้นแบบมีน้ำหนักประมาณ 45%นั่นหมายความว่า ผลผลิตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแข่งขัน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจึงต้องเป็นทั้งผู้ปฏิบัติ ผู้เรียนรู้ ผู้จัดการแปลง และผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ต้องสามารถใช้ TikTok หรือช่องทางสื่อสารออนไลน์เล่าเรื่องราวของตัวเอง เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้สนใจอาชีพเกษตรกรรม และทำให้ความรู้จากแปลงของตัวเองขยายผลไปสู่ชุมชนได้
จาก Smart Farmer สู่ Agri Influencer
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการคือการสร้าง Agri Influencer หรือเกษตรกรต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกมันสำปะหลังขยายร่องและการใช้เทคโนโลยีไปสู่ชุมชนและช่องทางออนไลน์
คุณวราภรณ์กล่าวว่า สยามคูโบต้าคาดหวังให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเป็นตัวอย่างในชุมชน และช่วยพัฒนาการเพาะปลูกมันสำปะหลัง เพราะมันสำปะหลังเป็นทั้งพืชอาหาร พืชอุตสาหกรรม และพลังงานทางเลือก
ขณะที่คุณอัญชลีระบุว่า เกษตรกรยุคใหม่ต้องเป็นมากกว่าผู้ผลิต แต่ต้องเป็นสมาร์ตโซลูชัน หรือผู้จัดการแปลงเกษตรที่สามารถใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรมในระยะยาว
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้ เพราะเกษตรกรไม่ได้ถูกคาดหวังให้ปลูกเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจต้นทุน เข้าใจข้อมูล ใช้เทคโนโลยีได้ และส่งต่อความรู้ให้คนอื่นได้ด้วย
ถ้วยพระราชทานและคุณค่าทางจิตใจ

การแข่งขันเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน 2569 และดำเนินไปจนถึงเดือนเมษายน 2570 ตลอดฤดูกาลผลิตมันสำปะหลัง รางวัลสูงสุดที่ผู้ชนะจะได้รับคือถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 60,000 บาท รองชนะเลิศอันดับหนึ่งรับ 40,000 บาท รองชนะเลิศอันดับสองรับ 20,000 บาท และผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนได้รับเงินรางวัลคนละ 3,000 บาท รวมมูลค่ารางวัลกว่า 200,000 บาท
แต่มูลค่าที่แท้จริงของโครงการอาจไม่ได้อยู่ที่เงินรางวัลเท่านั้น หากอยู่ที่การได้รับการยอมรับในชุมชน การเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรุ่นอื่น และความรู้ที่ติดตัวไปใช้ตลอดชีวิต
จากผู้ปลูก สู่ผู้จัดการแปลง
โครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันปลูกมันสำปะหลัง แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนวิธีคิดของการทำเกษตร จากการทำตามประสบการณ์เดิม ไปสู่การบริหารจัดการแปลงด้วยข้อมูล เทคโนโลยี เครื่องจักรกล และองค์ความรู้
ในระดับแปลง เป้าหมายคือการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และจัดการความเสี่ยงจากโรคพืชและภูมิอากาศ
ในระดับชุมชน เป้าหมายคือการสร้างเกษตรกรต้นแบบที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อได้
และในระดับอุตสาหกรรม เป้าหมายคือการยกระดับมันสำปะหลังไทยให้มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในตลาดโลก
จากคำถามว่าใครจะปลูกมันได้มากที่สุด โครงการนี้จึงขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือเกษตรกรไทยจะเปลี่ยนจากผู้ปลูก ไปเป็นผู้จัดการแปลงที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความรู้ เพื่อพาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจากค่าเฉลี่ย 3 ตันต่อไร่ ไปสู่เป้าหมาย 5 ตันต่อไร่ได้อย่างไร
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าของโครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” สามารถรับชมข่าวสารและอัปเดตองค์ความรู้ได้ทางเฟซบุ๊กเพจ Siam Kubota และเฟซบุ๊ก กรมส่งเสริมการเกษตร
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน วิธีคิด และวิธีที่มนุษย์มองตัวเอง
H-Fame: นวัตกรรมน้ำมันปาล์มไทย ทางรอดภาคขนส่งสู่ Net Zero



