Gush บริษัทพัฒนาวัสดุเคลือบผิวจากสิงคโปร์ พัฒนาสีทาภายนอกผสมแอโรเจล เพื่อเพิ่มคุณสมบัติฉนวนควบคู่กับการสะท้อนความร้อน โดยบริษัทระบุว่าช่วยลดอุณหภูมิได้สูงสุด 4 องศาเซลเซียส และสามารถใช้สีโทนเข้มได้ด้วย เทคโนโลยีนี้ตอบโจทย์ข้อจำกัดของสีสะท้อนความร้อนที่มักต้องใช้สีขาวหรือสีอ่อน ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังมองหาผู้จัดจำหน่ายและผู้รับจ้างผลิตในไทย เพื่อขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยต้องการมีการผลิตในประเทศปลายทางเพื่อลดภาระต้นทุนขนส่ง

Lester Leong ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Co-Founder and CEO) ของ Gush กล่าวว่า บริษัทพัฒนาวัสดุสำหรับพื้นผิวขนาดใหญ่รอบตัว ทั้งผนัง กระจก และโลหะ เพื่อช่วยรับมือกับอากาศที่ร้อนขึ้น สำหรับผนัง บริษัทเริ่มจากสี Cool X ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิได้ประมาณ 2 องศาเซลเซียส ก่อนพัฒนาสีผสมแอโรเจลที่เพิ่มคุณสมบัติฉนวน เพื่อช่วยป้องกันความร้อนถ่ายเทผ่านผนังเข้าสู่อาคาร การทำงานร่วมกันของคุณสมบัติสะท้อนความร้อนและฉนวนทำให้บริษัทสามารถพัฒนาสีโทนเข้ม เช่น สีเทาเข้ม ให้ช่วยลดความร้อนได้ โดยระบุว่าลดอุณหภูมิได้สูงสุด 4 องศาเซลเซียส
Paul Lim ประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ของ Gush อธิบายว่า ความยากของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่การผสมแอโรเจลเข้ากับสารเคมีในสีให้มีความคงตัว ซึ่งบริษัทสามารถพัฒนาจนทำสำเร็จ เขาระบุว่า เท่าที่บริษัทรับทราบ Gush น่าจะเป็นหนึ่งในบริษัทแรกที่สามารถผสมแอโรเจลลงในสีได้อย่างคงตัว อย่างไรก็ตาม Paul มองว่าบริษัทนำอยู่หนึ่งก้าว แต่ยังไม่ทราบว่าคู่แข่งจะตามมาได้เร็วเพียงใด เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดด้วย หากผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมมากขึ้น ก็ย่อมมีโอกาสที่คู่แข่งจะเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในตลาดนี้เพิ่มขึ้น
Lester อธิบายว่า ปัญหาของผนังอาคารไม่ได้มีเฉพาะช่วงที่แสงแดดส่องกระทบ เพราะระหว่างวันคอนกรีตและผนังจะดูดซับความร้อน ก่อนคายออกมาอีกครั้งในเวลากลางคืน สีสะท้อนความร้อนจึงช่วยลดการรับความร้อนตั้งแต่ต้น ส่วนสีผสมแอโรเจลเพิ่มคุณสมบัติฉนวน เพื่อช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายใน เขาระบุว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะประเทศเขตร้อน เช่น ไทย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ แต่ยังสามารถใช้ในประเทศที่มี 4 ฤดู เพราะในฤดูหนาวคุณสมบัติฉนวนจะช่วยป้องกันความร้อนภายในอาคารสูญเสียออกไป
รวมรองพื้นในเนื้อสี ลดขั้นตอนจาก 3 ชั้นเหลือชั้นเดียว
อีกโจทย์ที่ Gush พบจากการทำงานกับผู้พัฒนาโครงการและลูกค้าในภูมิภาคคือต้นทุน Lester กล่าวว่า บริษัทต้องการรักษาคุณสมบัติสะท้อนความร้อนไว้ พร้อมลดค่าใช้จ่ายในการทาสี จึงพัฒนาสีที่รวมสารรองพื้นไว้ในตัวและมีความสามารถในการปกปิดพื้นผิวสูง เพื่อให้ทาเพียงชั้นเดียวแทนกระบวนการเดิมที่ต้องทาสามชั้น แนวทางนี้ช่วยลดวัสดุและแรงงานสำหรับการทาอีก 2 ชั้น รวมถึงลดเวลาที่ใช้ทาสีอาคาร โดยยังคงคุณสมบัติสะท้อนความร้อน
สำหรับผลด้านพลังงาน Lester ระบุว่า สีลดความร้อนของบริษัทช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 15–20% และกล่าวว่าสีผสมแอโรเจลรุ่นใหม่จะช่วยลดได้มากขึ้น ส่วนการรับประกันสามารถปรับให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละตลาด โดยทั่วไปในสิงคโปร์มีระยะรับประกันประมาณ 6–7 ปี ขณะที่ตลาดซึ่งต้องการรับประกัน 10 ปี บริษัทสามารถปรับสูตรเพื่อรองรับได้ ทั้งนี้ ตัวเลขการลดการใช้พลังงาน 15–20% เป็นข้อมูลที่เขากล่าวถึงสีลดความร้อนของบริษัท โดยไม่ได้ระบุตัวเลขแยกสำหรับสีผสมแอโรเจลรุ่นใหม่
พัฒนาฟิล์มกระจกและสีโลหะ ลดความร้อนหลายพื้นผิว
นอกจากสีสำหรับผนัง Gush ยังมีฟิล์มติดกระจก ClearCool ซึ่ง Lester ระบุว่า สามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอินฟราเรดได้ 99% พร้อมรักษาความโปร่งใสของกระจก เพื่อให้ยังมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ ส่วนพื้นผิวโลหะ บริษัทมีสีอีกประเภทหนึ่งและได้นำไปทาหลังคารถโดยสารบางคันในสิงคโปร์แล้ว โดยเขาระบุว่าช่วยสะท้อนความร้อน ลดการใช้พลังงานภายในรถและการใช้น้ำมันดีเซล ผลิตภัณฑ์ลดความร้อนของบริษัทจึงแบ่งตามพื้นผิวใช้งาน โดยสีสำหรับผนังมุ่งใช้กับคอนกรีต ส่วนกระจกและโลหะใช้ผลิตภัณฑ์ต่างชนิดกัน
Gush มีผลิตภัณฑ์สีทาภายในด้วย โดย Lester กล่าวว่า สี Care และ CleanCare สามารถสลายสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs และฟอร์มาลดีไฮด์ พร้อมช่วยป้องกันเชื้อรา บริษัทระบุว่าใช้เวลาวิจัยและพัฒนาประมาณ 2 ปีก่อนนำผลิตภัณฑ์แรกออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นสีทาภายในที่ช่วยทำความสะอาดอากาศและลดปัญหาเชื้อรา ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังจำหน่ายอยู่จนถึงปัจจุบัน ขณะที่การวิจัยและพัฒนายังคงดำเนินต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตามความต้องการของลูกค้า
มองไทยเป็นตลาดสำคัญ ต้องการทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย
Lester กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นตลาดหลักของ Gush ขณะที่บริษัทเคยทดสอบแนวคิดการใช้งานในไทยแล้ว และกำลังสำรวจความร่วมมือกับพันธมิตรไทย โดยมองหาทั้งผู้จัดจำหน่ายและผู้รับจ้างผลิต เช่นเดียวกับแนวทางที่สนใจใช้ในอินโดนีเซีย แม้บริษัทส่งออกสีไปหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา กานา มาเลเซีย จีน และออสเตรเลีย แต่ตลาดที่ให้ความสำคัญในขณะนี้คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
Gush อธิบายว่า เหตุผลที่ต้องการมีผู้ผลิตในประเทศปลายทางคือ สีมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก การผลิตจากฐานในต่างประเทศแล้วขนส่งเข้าไปจำหน่ายจึงทำให้ต้นทุนเป็นข้อจำกัด บริษัทจึงต้องการมีผู้ผลิตท้องถิ่นควบคู่กับการจัดจำหน่ายในแต่ละประเทศ และมองว่าการผลิตในพื้นที่ยังช่วยสร้างงานให้ชุมชนท้องถิ่นด้วย ปัจจุบันบริษัทมีฐานการผลิตผ่านพันธมิตรในมาเลเซีย จีน และสิงคโปร์ พร้อมสำรวจโอกาสการผลิตในประเทศอื่นเพิ่มเติม
บริษัทดำเนินธุรกิจมาแล้วประมาณ 9 ปี โดย Lester ระบุว่ามีผลงานประมาณ 8,000 โครงการในสิงคโปร์ ตั้งแต่บ้านพักอาศัยไปจนถึงอาคารขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Housing & Development Board หรือ HDB ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่อาศัยภาครัฐของสิงคโปร์ ส่วนลูกค้าภาคเอกชนครอบคลุมโรงพยาบาล โรงแรม อาคารพาณิชย์ อาคารอุตสาหกรรม และคอนโดมิเนียม อย่างไรก็ตาม Gush ระบุว่าไม่ได้ตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดสีตกแต่งทุกประเภท แต่ต้องการมุ่งพัฒนาวัสดุเคลือบผิวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็นสูตรน้ำ
สำหรับการขยายธุรกิจ Gush ระบุว่าระดมทุนมาแล้วประมาณ 3 ครั้งและผ่านรอบ Series A แล้ว แต่ต้องการให้ธุรกิจสามารถเลี้ยงตัวเองได้มากกว่าระดมทุนเพิ่มเติมเพียงเพื่อให้มีเงินลงทุน บริษัทยังพร้อมหารือกับนักลงทุนที่มีเป้าหมายสอดคล้องกันในการพัฒนาวัสดุเคลือบผิวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือก่อสร้าง ขณะที่การขยายตลาดในภูมิภาคยังมุ่งหาผู้จัดจำหน่ายและผู้รับจ้างผลิตเพื่อรองรับการดำเนินงานในแต่ละประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทรู ดิจิทัล พาร์คเชื่อม 6,000 พันธมิตร เปิดทางสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก
ไทยหารือ Temasek Foundation เชื่อมสตาร์ตอัปไทย–สิงคโปร์ เล็งร่วมให้ทุน



