Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทรู ดิจิทัล พาร์คเชื่อม 6,000 พันธมิตร เปิดทางสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก

ทรู ดิจิทัล พาร์คเชื่อม 6,000 พันธมิตร เปิดทางสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก

ประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ แต่การเติบโตของสตาร์ตอัปยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงนักลงทุน องค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ทรู ดิจิทัล พาร์ค (True Digital Park) จึงวางบทบาทเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงธุรกิจเทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายพันธมิตรกว่า 6,000 ราย เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางธุรกิจ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

รวิพัชร ศรีสถิต หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กล่าวระหว่างบรรยายหัวข้อ “Hello True Digital Park, Connecting to New Possibilities” ให้กับผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บยสส.) รุ่นที่ 5 ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมทรู ดิจิทัล พาร์ค เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บทบาทของทรู ดิจิทัล พาร์ค ไม่ใช่เพียงการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับบริษัทเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยใช้พื้นที่ กิจกรรม และบริการสนับสนุนธุรกิจเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่วมมือ

True Digital Park จาก Startup Hub สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมไทย

แนวคิดการก่อตั้งทรู ดิจิทัล พาร์ค เริ่มต้นในปีพ.ศ. 2561 หลังจากมีการศึกษาปัญหาการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย ซึ่งขณะนั้นยังเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้ประเทศไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ไม่ได้ด้อยกว่า แต่ยังขาดสถานที่ ที่รวบรวมผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศสตาร์ตอัปมาอยู่ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ทรู ดิจิทัล พาร์ค เปิดดำเนินการระยะแรกในปี 2562 ที่อาคาร Tower East ก่อนขยายไปยังอาคารฝั่ง West ในปี 2021 ปัจจุบันโครงการมีพื้นที่รวมกว่า 230,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานกว่า 57,000 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนกลางกว่า 24,000 ตารางเมตร และพื้นที่จัดกิจกรรมกว่า 4,500 ตารางเมตร มีบริษัทเข้ามาตั้งสำนักงานมากกว่า 200 แห่ง ทั้งสตาร์ตอัปและองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีผู้เข้ามาใช้พื้นที่เฉลี่ยประมาณ 35,000 คนต่อวัน

โครงการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้แนวคิดการผสมผสานการใช้ชีวิตและการทำงานไว้ในสถานที่เดียวกัน ภายในประกอบด้วยสำนักงาน พื้นที่ทำงานร่วมกัน ห้องปฏิบัติการนวัตกรรม พื้นที่จัดกิจกรรม ร้านค้า และพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่มีรูปแบบการทำงานและความต้องการแตกต่างกัน

รวิพัชร กล่าวว่า รูปแบบสำนักงานของทรู ดิจิทัล พาร์ค ออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของธุรกิจ โดยมีทั้งพื้นที่สำนักงาน ที่ผู้เช่าสามารถตกแต่งเอง และสำนักงานพร้อมใช้งาน เพื่อลดภาระการลงทุนด้านสถานที่ของสตาร์ตอัป ที่อาจต้องขยายหรือปรับลดขนาดทีมงานอย่างรวดเร็ว รวมถึงรองรับบริษัทที่ปรับรูปแบบการทำงานเป็น Hybrid และต้องการใช้พื้นที่สำนักงานน้อยลง

ผู้เช่าพื้นที่ยังสามารถใช้ห้องประชุม และพื้นที่ทำงานส่วนกลางร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเช่าพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้งานทุกประเภท ขณะที่พื้นที่จัดกิจกรรม รองรับตั้งแต่การนำเสนอธุรกิจของสตาร์ตอัป ไปจนถึงการประชุมด้านเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ซึ่งช่วยดึงผู้ประกอบการและบุคคลภายนอกเข้ามาใช้พื้นที่ โดยในแต่ละปีมีการจัดกิจกรรมมากกว่า 1,600 งาน

สำหรับการดำเนินงานในปีนี้ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เดินหน้าแคมเปญ Hello เพื่อกลับมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพันธมิตรเดิมและสร้างความร่วมมือใหม่ ผ่านบริการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ Workspace, Event Space และ International Service ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทำงาน พื้นที่จัดกิจกรรม และบริการสนับสนุนธุรกิจระหว่างประเทศ

เชื่อมสตาร์ตอัปกับองค์กรใหญ่ผ่าน 6,000 พันธมิตร

ทรู ดิจิทัล พาร์คเชื่อม 6,000 พันธมิตร เปิดทางสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก
รวิพัชร ศรีสถิต หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

รวิพัชร กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ทรู ดิจิทัล พาร์ค แตกต่างจากอาคารสำนักงานทั่วไป คือการสร้างเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศสตาร์ตอัป โดยปัจจุบันมีพันธมิตรประมาณ 6,000 ราย แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ สตาร์ตอัปและผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี นักลงทุน สถาบันการศึกษาและหน่วยงานสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ องค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ทรู ดิจิทัล พาร์ค ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) หรือโครงการเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัป (Accelerator) โดยตรง แต่เป็นผู้เชื่อมโยง หรือ Connector ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงหน่วยงานและพันธมิตรที่เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจ

การทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่มีความสำคัญต่อสตาร์ตอัป เพราะช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดเล็กมีโอกาสนำโซลูชันไปใช้งานจริง และเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการขยายธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สตาร์ตอัปกับองค์กรขนาดใหญ่มักมีรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกับทั้งสองกลุ่มจึงเข้ามาช่วยประสานความร่วมมือระหว่างกัน

ตัวอย่างการดำเนินงาน คือการเปิดพื้นที่ให้บริษัทเทคโนโลยีและองค์กรขนาดใหญ่จัดตั้ง Innovation Lab ภายในโครงการ เพื่อแสดงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ พร้อมเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้พูดคุยกับบริษัทที่กำลังพัฒนาโซลูชันใหม่ ซึ่งบางส่วนอาจยังไม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในตลาด

การมี Innovation Lab อยู่ร่วมกับสำนักงานของสตาร์ตอัปและบริษัทเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้พัฒนาเทคโนโลยีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง โดยทรู ดิจิทัล พาร์ค ทำหน้าที่แนะนำและประสานการพบปะตามความต้องการของแต่ละบริษัท

International Service Center หนุนบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติเข้าไทย

ทรู ดิจิทัล พาร์คเชื่อม 6,000 พันธมิตร เปิดทางสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก
รวิพัชร ศรีสถิต หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

จากเดิมที่มุ่งสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยเป็นหลัก ทรู ดิจิทัล พาร์ค ได้ขยายบริการไปยังบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ ที่ต้องการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย หลังพบว่าผู้ประกอบการต่างชาติให้ความสนใจตลาดไทยมากขึ้น แต่ยังเผชิญอุปสรรคด้านภาษา กฎระเบียบ และวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างจากประเทศต้นทาง

รวิพัชร กล่าวว่า การสนับสนุนบริษัทต่างชาติให้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และบุคลากร รวมถึงเพิ่มโอกาสการจ้างงานคนไทย ทรู ดิจิทัล พาร์ค จึงพัฒนา International Service Center เพื่อให้บริการตั้งแต่การศึกษาตลาด การจัดตั้งบริษัท ไปจนถึงการขยายกิจการ โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

บริการครอบคลุมการให้คำปรึกษาเรื่องวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน การจดทะเบียนบริษัท และการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยทรู ดิจิทัล พาร์ค ได้รับการรับรองให้สามารถให้คำปรึกษาและช่วยดำเนินการในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ BOI รวมถึงมีบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวีซ่าหลายประเภท เช่น SMART Visa, Long-Term Resident Visa (LTR), Thailand Privilege Card, Non-B และ Destination Thailand Visa (DTV)

บริการสำคัญคือ Landing Program ซึ่งออกแบบตามความพร้อมของผู้ประกอบการ เริ่มจากการพาเยี่ยมชมระบบนิเวศสตาร์ตอัป และหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจในประเทศไทย สำหรับบริษัทที่ต้องการศึกษาตลาดอย่างจริงจัง มี Market Exploration Program ระยะเวลา 2–4 วัน เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพตลาด กฎระเบียบ โอกาสการลงทุน และวัฒนธรรมการทำงาน ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยหรือไม่

โปรแกรมดังกล่าว มักดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐต่างประเทศ ที่นำบริษัทในเครือข่ายเดินทางมาศึกษาตลาดไทย โดยทรู ดิจิทัล พาร์ค ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรในประเทศ ช่วยจัดกิจกรรมและประสานการพบปะกับหน่วยงานหรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง

สำหรับบริษัทที่ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดไทยแล้ว มี Market Entry Program ซึ่งสามารถปรับบริการตามความต้องการของแต่ละบริษัท ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด การจัดตั้งบริษัท การจับคู่พันธมิตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสนับสนุนการขยายกิจการ โดยเลือกใช้บริการจากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

Show & Tell เปิดโอกาสสตาร์ตอัปพบนักลงทุน

ทรู ดิจิทัล พาร์ค จัดกิจกรรมสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดว่าต้องเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะธุรกิจในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อให้สตาร์ตอัปสามารถเข้าถึงการสนับสนุนได้ตามความพร้อมของธุรกิจ

กิจกรรมสำคัญคือ Show & Tell ซึ่งจัดขึ้นทุกไตรมาส เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปนำเสนอธุรกิจต่อนักลงทุน บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ โดยกิจกรรมที่ผ่านมาได้เชื่อมโยงผู้ประกอบการและเครือข่ายจากหลายประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น มาเลเซีย และไต้หวัน

รวิพัชร กล่าวว่า กิจกรรมลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการได้พบกับผู้ที่มีความสนใจในธุรกิจของตนโดยตรง และมีโอกาสนำเสนอเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ต่อองค์กรที่อาจนำไปใช้งานหรือต่อยอดความร่วมมือได้

ทรู ดิจิทัล พาร์ค ยังจัด Consultation Clinic เป็นประจำทุกเดือน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานพันธมิตรมาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย บัญชี ภาษี การจดทะเบียนบริษัท การขอวีซ่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และการจดสิทธิบัตร โดยเปลี่ยนหัวข้อตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เปิดให้เข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ส่วนกิจกรรม Coffee Talk และ Wellness Day เน้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่อยู่ภายในโครงการและเครือข่ายภายนอก โดยมีทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจในประเทศไทย การพบปะผู้ประกอบการต่างชาติ และกิจกรรมดูแลสุขภาพ เช่น โยคะ Sound Bath และ Somatic Movement ซึ่งเปิดโอกาสให้พันธมิตรเข้ามาร่วมจัดกิจกรรมและแนะนำบริการของตนเอง

เชื่อมสตาร์ตอัปไทย–ญี่ปุ่นผ่านเครือข่ายฟุกุโอกะ

ทรู ดิจิทัล พาร์ค ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถานทูต หอการค้า และองค์กรต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจข้ามประเทศ โดยใช้กิจกรรมจับคู่ธุรกิจและการแลกเปลี่ยนความรู้เป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยและต่างชาติได้พบกัน

ตัวอย่างคือกิจกรรม Show & Tell: SAWASDEE FUKUOKA ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับเครือข่ายจากเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมี GLOBAL CONNECT FUKUOKA เป็นพันธมิตร เพื่อให้สตาร์ตอัปและบริษัทเทคโนโลยีจากทั้งสองประเทศได้ศึกษาตลาด แลกเปลี่ยนข้อมูล และพบปะผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนาธุรกิจร่วมกัน

รวิพัชร กล่าวว่า ความร่วมมือกับเมืองฟุกุโอกะเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปญี่ปุ่นเดินทางมาศึกษาตลาดไทย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเรียนรู้โอกาสในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยกิจกรรมครอบคลุมทั้งการนำเสนอธุรกิจ การพบปะพันธมิตร และการทำความเข้าใจวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ

นอกเหนือจากญี่ปุ่น ทรู ดิจิทัล พาร์ค ยังจัดกิจกรรมความร่วมมือกับมาเลเซีย และได้รับความสนใจจากหน่วยงานในยุโรป ที่ต้องการเข้ามาศึกษาโอกาสในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งรวิพัชรมองว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ในการพัฒนาความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ

รวิพัชร กล่าวว่า ประเทศไทยมีนวัตกรรมและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ แต่การผลักดันให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตจำเป็นต้องเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และองค์กรที่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่นำไปสู่การพัฒนาธุรกิจ และช่วยให้สตาร์ตอัปไทยมีโอกาสขยายเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ทรูชี้ 5 การเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมการสื่อสารยุค AI จาก Reach สู่ Trust

Amity เดิมพัน Vertical AI ปั้นบริษัทไทย สู่ผู้เล่นระดับโลก

Kalguroo แอปนับแคลอรีสัญชาติไทย ปิดระดมทุนรอบ Seed เสริมแกร่งธุรกิจสู่โค้ชสุขภาพส่วนตัว

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar