ในโลกที่สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัว การเลือกอาหารมักจบด้วยคำถามหนักใจ: ทำไมของดีที่เลือกมา เจ้าตัวน้อยถึงไม่ยอมกิน? บางบ้านถึงขั้น “บนบาน” ขอให้สัตว์เลี้ยงยอมลิ้มลอง
ปัญหาที่ดูเรียบง่ายนี้ แท้จริงคือความท้าทายระดับโลกของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เพราะโภชนาการที่สมบูรณ์จะไร้ค่า หากสัตว์เลี้ยงไม่ยอมกิน
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ยุโรปหรืออเมริกาอีกต่อไป แต่ถูกไขอย่างแม่นยำในประเทศไทย โดย “แมวนักชิม” 52 ชีวิต ผู้มี KPI หลักคือการได้เล่นสนุกวันละชั่วโมง ใน “บ้าน” แห่ง i-Cattery ศูนย์ทดสอบระดับโลกที่พลิกโฉมวงการ ด้วยมาตรฐานสูงสุดที่ไม่มีผู้ผลิตรายใดเคยได้มาก่อน
นี่คือเบื้องหลังความร่วมมือที่เปลี่ยนความท้าทายเดิม การทดสอบที่ส่งต่างประเทศใช้เวลานาน ให้กลายเป็นความได้เปรียบที่เร็วขึ้น 3 เท่า และกำลังขับเคลื่อนกลยุทธ์นวัตกรรม 2569 ของไทย ยืนยันว่าประเทศผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกนี้ พร้อมกำหนดมาตรฐานโภชนาการสัตว์เลี้ยงจากความเข้าใจ
จากความท้าทายสู่โอกาส: การลดเวลาทดสอบจากเดือนเป็นวัน
ในอดีต อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยประสบกับความท้าทายด้านการทดสอบความน่ากิน (Palatability) ของผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างอาหารต้องถูกส่งไปทดสอบยังต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ซึ่งใช้ระยะเวลานาน 1-3 เดือน และมีค่าใช้จ่ายสูง
“โภชนาการที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าความน่ากินไม่ดี สัตว์เลี้ยงไม่กิน ผลิตภัณฑ์ก็เกิดไม่ได้”
สัตวแพทย์หญิงศรีสุภา พงศ์ศรีวัฒน์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery กล่าวถึงปัญหาเดิม
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดนี้ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาควิชาการจึงถูกจัดตั้งขึ้น โครงการเริ่มมีการพูดคุยตั้งแต่ปี 2019 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างศูนย์ทดสอบในประเทศที่มีมาตรฐานระดับโลก
การออกแบบเพื่อสวัสดิภาพสูงสุด: จาก “คอกม้า” สู่ “บ้านแมว”

i-Cattery ถูกออกแบบมาไม่ใช่เป็นห้องปฏิบัติการทดลอง แต่เป็น “บ้าน” ที่เน้นให้แมวอยู่อย่างสบายและมีความสุข เพื่อให้ได้ผลการทดสอบที่แม่นยำและปราศจากความเครียดที่อาจรบกวนพฤติกรรมการกิน
ศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เดิมเป็นคอกม้า โดยได้รักษาสภาพแวดล้อมเดิมบางส่วนไว้ ทำให้แมวภายในศูนย์สามารถมองเห็นม้าวิ่งเล่นได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งแวดล้อมเฉพาะที่ช่วยในการผ่อนคลาย
ศูนย์ i-Cattery ได้รับการรับรองมาตรฐาน AAALAC International ในระดับสูงสุด (Full Accreditation) ถือเป็นศูนย์แรกของโลกสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง และเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกในไทยที่ได้รับรองดังกล่าว โดยยึดถือหลัก “อิสรภาพ 5 ประการ” ในการดูแลสัตว์
กระบวนการคัดเลือก “ผู้เชี่ยวชาญ” 52 ชีวิต: ความเข้มข้นที่ค่าใช้จ่ายตรวจสูงกว่าค่าตัวแมว

การได้มาซึ่งแมวนักชิม 52 ตัว ไม่ใช่กระบวนการที่ง่าย ศูนย์ดำเนินการคัดเลือกจากแมวจำนวน 240 ตัว โดยผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวดด้านสุขภาพและพฤติกรรม สัดส่วนสายพันธุ์ถูกกำหนดเพื่อเป็นตัวแทนของประชากรแมวทั่วโลก ประกอบด้วย แมวไทย (Domestic Shorthair) 40% สก๊อตติช 17% อเมริกันชอร์ตแฮร์ 15% บริติชชอร์ตแฮร์ 10% เปอร์เซีย 8% วิเชียรมาศ 6% และโคราช 4%
กระบวนการตรวจโรคมีความละเอียดรอบคอบ แมวต้องปลอดโรค 100% ผ่านการตรวจเลือด ตรวจไวรัสและปรสิต มีการกักกันโรคที่บ้านเดิม 1 เดือน และตรวจซ้ำด้วยวิธี PCR ก่อนเข้าศูนย์อีก 1 เดือน
“ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพนั้นแพงกว่าค่าตัวของแมวเอง” รองศาสตราจารย์ ดร. สัตวแพทย์หญิง วลาสินี ศักดิ์คำดวง คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว
ชีวิตประจำวันและการทดสอบ: จากเวลาพักผ่อนสู่ “เวลาทำงาน”
แมวนักชิมมีตารางชีวิตที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อรักษาสุขภาพและความสุข โดยในเวลา 08.00-12.00 น. เป็นเวลาการเล่นและเข้าสังคม 12.00-15.00 น. เป็นเวลานอนกลางวัน ช่วงเวลา 15.00-18.00 น. ถือเป็น “เวลาทำงาน” สำหรับการทดสอบชิมอาหาร โดยจะมีการพักเป็นระยะเพื่อไม่ให้เกิดความเหนื่อยล้า และช่วงเย็นถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นเวลาพักผ่อน
พนักงานของศูนย์มีบทบาทหน้าที่สำคัญนอกเหนือจากการดูแลสุขลักษณะ โดยมีตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ในการ “เล่นกับแมว” วันละไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
ระเบียบวิธีทดสอบเชิงพฤติกรรม: One Bowl และ Two Bowl
การทดสอบความน่ากินประกอบด้วยสองวิธีหลัก วิธีแรกคือ “One Bowl” หรือการทดสอบการยอมรับอาหาร โดยวัดจากปริมาณที่แมวกินจากชามเดียว วิธีที่สองคือ “Two Bowl” หรือการทดสอบความชอบเปรียบเทียบ โดยนำอาหารสองสูตรมาให้แมวเลือก วัดจากลำดับการเลือกและปริมาณที่บริโภค
ผู้ทดสอบจะสังเกตพฤติกรรมของแมวอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่การดม ตามด้วยการเลีย และสุดท้ายคือการเคี้ยว
“การมีศูนย์ทดสอบภายในประเทศช่วยลดระยะเวลารายงานผลและรอบการพัฒนาสูตรได้เร็วกว่ากระบวนการเดิมถึง 3 เท่า” สัตวแพทย์หญิงศรีสุภา กล่าว
ขอบเขตงานที่กว้างกว่าความอร่อย: สู่การประเมินสุขภาพทางเดินอาหาร
ภารกิจของ i-Cattery ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประเมินความน่ากินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวิเคราะห์คุณภาพอุจจาระ (Stool Quality Analysis) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารและขับถ่ายของแมว ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะทาง
ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากแมวภายในศูนย์นี้ ยังเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Functional Food, Nutraceuticals และ Personalized Diets ในอนาคต
ความร่วมมือเชิงลึก: สร้าง Ecosystem วิจัยครบวงจร
ความร่วมมือระหว่างไอ-เทลและมหาวิทยาลัยมหิดล สร้างระบบนิเวศการวิจัยที่สมบูรณ์ โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากร นักศึกษาและบุคลากรของคณะฯ ได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จริง ในขณะที่ทีมวิจัยและพัฒนาของไอ-เทลได้รับความรู้เชิงลึกด้านสุขภาพสัตว์จากนักวิชาการ
“ศักยภาพงานวิจัยของสัตวแพทย์ไทยอยู่ในระดับ Tier 1 หรือกลุ่ม 25% แรกของโลก”
รองศาสตราจารย์ ดร. สัตวแพทย์หญิง วลาสินี กล่าว พร้อมเสริมว่า ความร่วมมือนี้ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก
การดำเนินงานของ i-Cattery สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทย จากผู้ผลิตสู่ผู้สร้างนวัตกรรมและมาตรฐานระดับโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์และความเข้าใจในพฤติกรรมสัตว์เป็นพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมนี้ต่อไปในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไอ-เทล เดินหน้า Functional Food ตั้งเป้า Personalized Diet ภายในปี 2573
KEX เปิดแผน 2569 พลิกโฉมสู่ Logistics Tech ผนึก SF Express รุกตลาดโลก





