Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ไอ-เทล เดินหน้า Functional Food ตั้งเป้า Personalized Diet ภายในปี 2573

ไอ-เทล เดินหน้า Functional Food ตั้งเป้า Personalized Diet ภายในปี 2573

บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ประกาศแผนกลยุทธ์นวัตกรรมปี 2569 โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากสินค้านวัตกรรมให้สูงถึง 15% ของรายได้รวม การประกาศเป้าหมายนี้เกิดขึ้นบนฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะการเชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก (wet pet food) และขนมสัตว์เลี้ยง จากผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมียอดขาย 13,433 ล้านบาท โดยมีตลาดหลักในอเมริกาซึ่งมีสัดส่วน 57% ของรายได้ ตามด้วยเอเชียและโอเชียเนีย 29% และยุโรป 14% ธุรกิจหลักของบริษัทเป็นแบบ OEM พร้อมกับผลิตและจำหน่ายสินค้าในแบรนด์ของตนเอง เช่น Bellotta และ Marvo เป้าหมายสัดส่วนรายได้ 15% นี้เป็นการขยายผลจากความสำเร็จใน 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งสินค้านวัตกรรมมีส่วนสร้างรายได้คิดเป็น 11% ของยอดขายสุทธิของบริษัทแล้ว

ภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กลยุทธ์นวัตกรรมของเราให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยส่งเสริมสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว” กลยุทธ์ดังกล่าววางอยู่บนหลักการ 3 ประการ คือ การสร้างนวัตกรรมผ่านความร่วมมือ (Collaboration) การพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพและอายุยืนยาว (Longevity) และการรับประกันความอร่อยที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ (Palatability)

ตอบโจทย์เทรนด์ Longevity: จาก Functional Food สู่อาหารเฉพาะบุคคล

การมุ่งสู่เป้าหมาย 15% ในปีหน้าสอดคล้องกับเทรนด์ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยง 78% กำลังมองหาอาหารที่ช่วยยืดอายุขัยสัตว์เลี้ยง ข้อมูลของบริษัทระบุว่าเทรนด์นี้สืบเนื่องจากการเติบโตของประชากรสัตว์เลี้ยงในช่วงโควิด-19 ที่ปัจจุบันเริ่มมีอายุมากขึ้น ตลาดโภชนบำบัดสำหรับสัตว์เลี้ยง (Nutraceuticals) คาดว่าจะขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.1% นับจากปี 2569 และจะมีมูลค่าสูงถึง 8.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574

ไอ-เทลจึงเดินหน้าพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมภายใต้แนวทางวิทยาศาสตร์ โดยมีเป้าหมายขยายขอบเขตนวัตกรรมให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Supplement) โภชนบำบัด และอาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Diets) ภายในปี 2573

โรดแมปผลิตภัณฑ์: ไต่ระดับจาก Complete & Balanced สู่ Special Care

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีแผนผังการเดินทางที่เริ่มจากอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไป (General Pet Food) สู่อาหารโภชนาการสมบูรณ์ (Complete & Balanced) ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทด้วยมาตรฐานสากลอย่าง AAFCO และ FEDIAF จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่กลุ่ม Functional Food หรือ Special Care ที่มีส่วนผสมที่มีฤทธิ์เฉพาะทาง

ในช่วงปี 2567-2568 บริษัทได้เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่รวมแล้วกว่า 548 รายการ ตัวอย่างส่วนผสมที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ โปรตีนไฮโดรไลเซตซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้จากอาหาร และส่วนผสมจากอาหารทะเล เช่น น้ำมันทูน่าและแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่า

ความร่วมมือแบบเปิด: Co-Creation กับแบรนด์โลกและสถาบันวิชาการ

ความร่วมมือแบบเปิด: Co-Creation กับแบรนด์โลกและสถาบันวิชาการ

ความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมของไอ-เทลได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือในหลายระดับ โดยบริษัททำงานร่วมกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างใกล้ชิดในฐานะ “ผู้ร่วมสร้างสรรค์” (Co-Creator) มาตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาคอนเซปต์สินค้าต้นแบบ

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย 5 แห่ง เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และโภชนาการสัตว์เลี้ยงผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ภาควิชาการกับภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศนวัตกรรมภายในกลุ่มไทยยูเนี่ยน ซึ่งประกอบด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแนว i-Cattery, ศูนย์นวัตกรรม Global PetCare Innovation Center และ Global Innovation Center

จุดแข็งจากท้องทะเล: ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากไทยยูเนี่ยน

ไอ-เทลซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจของไทยยูเนี่ยน ได้ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทางทะเลและความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากท้องทะเลของเครือบริษัทแม่ พัฒนาเป็นส่วนผสม Functional Ingredients สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง

บริษัทมีการใช้นวัตกรรมจากอาหารทะเล เช่น น้ำมันทูน่า และแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่า ซึ่งต่อยอดมาจากความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากท้องทะเลของไทยยูเนี่ยน อีกทั้งยังมีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Functional Ingredients ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย อาทิ โปรตีนไฮโดรไลเซต ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยง่ายคุณภาพสูงที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหารและเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร

กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีการแปรรูปของไอ-เทลถูกออกแบบให้คงคุณค่าทางโภชนาการไว้อย่างครบถ้วน โดยบริษัทยังยึดมั่นในมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ (responsible sourcing) พร้อมระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริงและโปร่งใส (traceability)

i-Cattery: ศูนย์วิจัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งเดียวของโลก

ศูนย์วิจัยอาหารแมว i-Cattery ซึ่งตั้งอยู่ในคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้าน Palatability ศูนย์นี้ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มวิจัยเพื่อศึกษาด้านโภชนาการ ความน่ากิน (Palatability) และการยอมรับอาหารของแมว

“ที่ไอ-เทล โภชนาการตามหลักวิทยาศาสตร์ต้องมาควบคู่กับความอร่อยเสมอ โดยบริษัทมีการกำหนดให้ ‘ความน่ากิน’ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม”คุณภาคย์ กล่าวเสริม

i-Cattery ใช้แนวคิด Pet-Centric Research โดยทำงานร่วมกับ “แมวนักชิม” (Cat Foodie Crew) มากกว่า 50 ตัว จากหลากหลายสายพันธุ์ ในการทดสอบผลิตภัณฑ์จริงผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น Single-Bowl Test และ Two-Bowl Test เพื่อศึกษารสชาติและความชอบ

i-tail Functional Food

ศูนย์แห่งนี้ช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เร็วขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับการส่งทดสอบในต่างประเทศ ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 i-Cattery ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์ไปแล้วกว่า 795 รายการให้กับแบรนด์อาหารสัตว์ชั้นนำระดับโลกกว่า 20 แบรนด์

ความน่าเชื่อถือของ i-Cattery ได้รับการยืนยันจากการรับรองมาตรฐาน AAALAC International ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลระดับสูงสุดด้านสวัสดิภาพสัตว์เพื่อการวิจัย สถานะนี้ทำให้ไอ-เทลเป็นบริษัทเอกชนรายแรกในประเทศไทย และเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงรายเดียวของโลกที่ได้รับรองดังกล่าว

การบรรลุเป้าหมายสัดส่วนรายได้ 15% จากนวัตกรรมภายในปี 2569 จะเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญถึงความสามารถของไอ-เทล ในการเปลี่ยนแนวโน้มสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับโลกให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความพึงพอใจของสัตว์เลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘การีนา’ ดันไทยเจ้าภาพอีสปอร์ตโลกปี 69 ผนึกภาคการศึกษา ปั้นแรงงานดิจิทัล

Big C จับมือ One31 ตั้ง ‘บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์’ ดันโมเดล Content Meets Commerce

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar