Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

INNOProductivity: พลิกเกม SME สู้เวียดนาม-แก้ปมดอกเบี้ย

INNOProductivity: พลิกเกม SME สู้เวียดนาม-แก้ปมดอกเบี้ย

ท่ามกลางพายุการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกใหม่ที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวขนานใหญ่ สถานการณ์ของเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งช่องว่างที่ห่างชั้นจาก “สิงคโปร์” และแรงกดดันจาก “เวียดนาม” ที่ไล่กวดมาติด ๆ จนหายใจรดต้นคอ ความร่วมมือภายใต้ยุทธศาสตร์ “INNOProductivity” จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นทางรอดสำคัญ โดยไม่ใช่เพียงแค่โครงการอบรมทั่วไป แต่คือการ “ผ่าตัด” โครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่ออุดรอยรั่วของการบริหารจัดการด้วยกระบวนการวัดผลจริง (Consultative Assessment) การสร้างภูมิคุ้มกันองค์กรด้วยระบบจัดการความรู้ (KM) การปรับตัวสู่เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อเป็นใบเบิกทางสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ไปจนถึงการปลดล็อกพันธนาการทางการเงินด้วย “เรตติ้งนวัตกรรม” ที่จะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ย โดยปักธงนำร่องที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง (Medium) เป็นหัวหอกทะลวงฟัน เพื่อพลิกฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้กล่าวถึงบทบาทใหม่ของ NIA ในฐานะ “วาทยกรผู้กำหนดทิศทาง” (Focal Conductor) เพื่อเชื่อมโยงระบบนวัตกรรมของประเทศ โดยระบุว่าปัญหาหลักของไทยคือการขาด “ผู้รวบรวมระบบ” (System Integrator) และการขยายผล (Scalability) ให้เกิดเป็นรูปธรรม ต่างคนต่างทำจนขาดพลัง โครงการนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง (Medium) ซึ่งมีจำนวนประมาณ 50,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ แต่ถือเป็นกลุ่ม “หัวหอก” ที่มีความพร้อมสูงสุดที่จะยกระดับเป็นเอสเอ็มอีอัจฉริยะ (Smart SME) เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ ก่อนจะขยายผลลงสู่ระดับรายย่อยในลำดับถัดไป

กติกาโลกใหม่: ไม่ “Green” ก็หลุดวงโคจร Value Chain

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ ดร.กริชผกา เน้นย้ำคือ บริบทการแข่งขันในเวทีโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ในอดีตผู้ผลิตอาจเป็นผู้กำหนดตลาด ผลิตอะไรออกมาผู้บริโภคก็ซื้อตาม แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับกัน ธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดรับกับความพึงพอใจของผู้บริโภคและทิศทางของโลก โดยเฉพาะกระแส “เทคโนโลยีสีเขียว” (Green Technology) และ “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” (Green Product) ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่

หากผู้ประกอบการรายใดยังคงยึดติดกับการทำธุรกิจรูปแบบเดิม โดยไม่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการถูกตัดออกจากวงโคจรการค้า กล่าวคือจะไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ใน “ห่วงโซ่มูลค่า” (Value Chain) ของต่างประเทศ หรือขายสินค้าและบริการเข้าไปใน “ห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain) ของคู่ค้าได้ เพราะปัจจุบันเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นทิศทางที่ทั้งโลกกำลังขับเคลื่อนไปพร้อมกัน การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ชี้วัดว่าธุรกิจจะสามารถรักษาที่ยืนในตลาดสากลได้หรือไม่

ผ่าตัดองค์กรด้วย “Consultative Assessment” และภูมิคุ้มกัน “KM”

ในมิติของการพัฒนาศักยภาพภายใน โครงการนี้ได้ฉีกกฎการอบรมแบบเดิมด้วยกระบวนการ “การประเมินเชิงให้คำปรึกษา” (Consultative Assessment) ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ดร.กริชผกา เปรียบเปรยกระบวนการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอาจเรียนรู้ทฤษฎีเหมือนคนรู้ว่าต้องวัดความดัน แต่ไม่เคยลงมือวัดจริง แต่โครงการนี้คือการให้ผู้ประกอบการได้ “วัดความดันด้วยตนเอง” เพื่อให้รู้สถานะสุขภาพที่แท้จริงของธุรกิจ โดยมุ่งเน้น “การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ” (Management Transformation) อย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ข้อมูล (Data) การลดความเสี่ยง การปิดช่องว่างทางธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือการผนวกเรื่องนวัตกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของ “แผนธุรกิจ” (Business Plan) ไม่ใช่เพียงโครงการเสริมที่แยกส่วนออกมา

นอกจากนี้ การสร้างองค์กรนวัตกรรมยังต้องอาศัย “กรอบความคิดที่พร้อมปรับตัว” (Adaptive Mindset) ที่ผสมผสานศาสตร์เก่าและใหม่เข้าด้วยกัน แม้ปัจจุบันหลายองค์กรจะเริ่มนำระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ แต่ ดร.กริชผกา ย้ำว่าองค์ความรู้พื้นฐานดั้งเดิมอย่าง “ไคเซ็น” (Kaizen) “การบริหารจัดการแบบลีน” (Lean Management) หรือ “5ส” ก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ทิ้งไม่ได้ เพื่อให้การวัดผลจับต้องได้จริงทั้งในเชิงรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

สุรเชษฏ์ พลวณิช ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และ  ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
สุรเชษฏ์ พลวณิช ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และ ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด

สอดรับกับมุมมองของ สุรเชษฏ์ พลวณิช ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างว่า จุดอ่อนของ SME ไทยไม่ใช่เรื่องของการวางกลยุทธ์ (Strategy) เพราะส่วนใหญ่มีทิศทางที่ชัดเจน แต่ปัญหาที่แท้จริงคือกระบวนการ “ถ่ายทอดกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ” (Deployment) ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยยังมีช่องว่าง (Gap) ขนาดใหญ่ระหว่างแผนงานกับความเป็นจริง โดยเฉพาะบทบาทของผู้นำ (Leadership) ในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย

ดร.กริชผกา เสริมทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า สาเหตุที่หลายบริษัทดูดีแต่ “เจ๊งไว” หรือ “เกิดง่ายตายเร็ว” เพราะขาดระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า “การจัดการความรู้” (Knowledge Management: KM) หากปราศจากระบบ KM ที่เข้มแข็ง องค์กรจะไม่สามารถรักษา “คนเก่ง” และเก็บ “องค์ความรู้” ไว้เป็นต้นทุนในการต่อยอดนวัตกรรมได้ เมื่อบุคลากรลาออก ความเก่งก็หายไปพร้อมกับตัวบุคคล เหลือไว้เพียงองค์กรที่ว่างเปล่า ดังนั้น หัวใจของ InnoProductivity จึงไม่ใช่แค่การเติมเทคโนโลยี แต่คือการสร้างระบบบริหารจัดการความรู้เพื่อรักษาความยั่งยืนขององค์กร

ปลดล็อก “Risk Premium” กำแพงกั้นแหล่งเงินทุน

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของ SME คือต้นทุนทางการเงิน ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด อดีตนายธนาคารผู้คร่ำหวอดในวงการการเงิน ให้ความเห็นเชิงลึกในประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินมักบวก “ส่วนชดเชยความเสี่ยง” (Risk Premium) เข้าไปในอัตราดอกเบี้ยสำหรับ SME สูงเกินความจำเป็น ซึ่งจากการทำงานจริงพบว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในกลุ่มนี้ไม่ได้สูงในระดับที่น่ากังวลขนาดนั้น แต่การตั้งกำแพงดอกเบี้ยที่สูงเกินจริงต่างหากที่กลับกลายเป็นปัจจัยเร่งที่สร้างความเสี่ยงให้ธุรกิจเสียเอง เพราะต้นทุนที่แบกรับสูงเกินไปทำให้การดำเนินงานสะดุด

ดร.อัมพร เสนอทางออกว่า ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันสร้าง “นวัตกรรมแบบรวมหมู่” (Collective Innovation) เพื่อให้เกิดมาตรฐาน (Standardization) ที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการออกแบบโครงสร้างแรงจูงใจ (Incentive Structure) และห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ในต่างประเทศ เช่น ซิลิคอนวัลเลย์ หรือการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในภาคการเกษตรที่ช่วยให้สถาบันการเงินเห็นภาพชัดเจนในทุกขั้นตอน ซึ่งความโปร่งใสและมาตรฐานนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดความเสี่ยง

สอดรับกับแนวคิดของ ดร.กริชผกา ที่ระบุว่า NIA ได้เดินสายหารือกับธนาคารกว่า 8 แห่ง เพื่อผลักดันให้ใช้ “เรตติ้งนวัตกรรม” (Innovation Rating) เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อ โดยข้อมูลเชิงประจักษ์ยืนยันตรงกันว่า ผู้ประกอบการที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมที่ดีและมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จะมีอัตราหนี้เสียน้อยมาก เพราะพวกเขามีศักยภาพในการอยู่รอดและแข่งขันได้จริง เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ผู้ประกอบการมี “เรตติ้ง” ติดตัว เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางในการเจรจาเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำลงในอนาคต

ปูพรม 4 ภูมิภาค และการวัดผลมาตรฐานใหม่

สำหรับทิศทางในอนาคต สุพิชญาหลิมตระกูลรองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์และบริหารองค์กร ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับระบบการวัดผล โดยเตรียมหารือร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)เพื่อกำหนดเกณฑ์การติดตามและประเมินผล (Tracking) ที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันผู้ประกอบการให้ขยับระดับศักยภาพจากระดับ 3 ไปสู่ระดับ 4 และ 5 ตามลำดับ เพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริงว่า SME ไทยอยู่ในระดับที่น่าพอใจเพียงใด

ขณะเดียวกัน ดร.กริชผกา ได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การเจาะลึกในระดับรายสาขา (Sector) เพื่อให้เห็น “ไส้ใน” ที่แท้จริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยจะไม่มองภาพรวมแบบกว้างๆ อีกต่อไป แต่จะเจาะลึกไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ทั้งกลุ่มอาหาร การเกษตร การแพทย์ บริการ ภาคการผลิต (Manufacturing) และกลุ่มธุรกิจสีเขียว (Green) ซึ่งการแยกแยะเช่นนี้จะทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม นำไปสู่การออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่แม่นยำยิ่งขึ้น

ในด้านการขยายผลสู่ภูมิภาค โครงการเตรียมปูพรมลงสู่พื้นที่ 4 ภูมิภาค ทั่วประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดคือ “การเชื่อมต่อ” (Plug-in) กับฐานผู้ประกอบการเดิมที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แทนที่จะเสียเวลาไปกับการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยปัจจุบันได้คัดเลือก 4 ศูนย์หลักที่มีศักยภาพสูงเพื่อเป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อน ซึ่งเชื่อมั่นว่าแนวทางนี้จะช่วยเร่งสปีดการเรียนรู้และขยายผลโมเดล InnoProductivity ได้อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นโฟกัสที่กลุ่มขนาดกลาง (Medium) จำนวน 50,000 รายเป็นลำดับแรก ก่อนจะขยายผลครอบคลุมไปสู่ระดับเล็ก (Small) และย่อย (Micro) ในระยะต่อไปเมื่อทรัพยากรมีความพร้อมเต็มที่

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

นวัตกรรมนำ – ระบบหนุน: ทางรอด SME ไทยฝ่าวิกฤติดิสรัปชัน

ดร.โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ชี้ทางรอดธุรกิจยุค AI: จากผู้ช่วยอัจฉริยะ สู่เครื่องมือทำเงิน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar