Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

สื่อท้องถิ่นอีสานปรับตัวสู่ดิจิทัล ยิ่งแพลตฟอร์มใหญ่ ยิ่งต้องเป็น ‘คนในพื้นที่’

สื่อท้องถิ่นอีสานปรับตัวสู่ดิจิทัล ยิ่งแพลตฟอร์มใหญ่ ยิ่งต้องเป็น ‘คนในพื้นที่’

ภูมิทัศน์สื่อในภาคอีสานเคยมีวิทยุเป็นสื่อหลักของผู้คน วิทยุ AM ส่งสัญญาณครอบคลุมหลายจังหวัด โทรทัศน์ภูมิภาคมีบทบาทในพื้นที่ ขณะที่เคเบิลทีวีเติบโตขึ้นจากข้อจำกัดในการรับสัญญาณโทรทัศน์ของผู้ชมต่างจังหวัด ก่อนจะขยายเครือข่ายและเพิ่มช่องรายการจนกลายเป็นทางเลือกสำคัญของคนท้องถิ่น

ภาพเหล่านั้นเปลี่ยนไปเมื่อเทคโนโลยีเปิดทางให้ผู้ชมและผู้ฟังมีตัวเลือกมากขึ้น จากโทรทัศน์ดาวเทียมและดิจิทัลทีวี มาถึงอินเทอร์เน็ต Facebook, YouTube, TikTok และบริการรับชมเนื้อหาออนไลน์ คนไม่จำเป็นต้องรอฟังเพลงจากดีเจหรือรอดูรายการตามผังอีกต่อไป การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างสถานีในพื้นที่ด้วยกันเท่านั้น แต่สื่อท้องถิ่นต้องอยู่ท่ามกลางเนื้อหาจำนวนมหาศาลที่เข้าถึงผู้ชมได้จากทุกที่

The Story Thailand มีโอกาสได้ฟังจากคนทำสื่อในพื้นที่ ระหว่างเข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บยสส.) ซึ่งเดินทางไปศึกษาดูงานที่จังหวัดอุดรธานี และรับฟังการเสวนา “ภูมิทัศน์สื่อภาคอีสานตอนบน : การปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า สื่อท้องถิ่นจะกลับไปแข่งขันด้วยวิธีเดิมได้อย่างไร แต่คือ ท่ามกลางโลกที่ทุกคนมีช่องทางสื่อสารของตัวเอง สื่อท้องถิ่นยังมีอะไรที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่และสื่อส่วนกลางทำแทนไม่ได้ คำตอบจากสื่ออีสานตอนบนทั้งเคเบิลทีวี วิทยุ และสื่อภาครัฐ กลับมาที่จุดเดียวกัน คือ ความเป็นคนในพื้นที่ ความใกล้ชิดกับชุมชน และเนื้อหาท้องถิ่นที่เกิดจากการรู้จักพื้นที่จริง

จากเจ้าของช่องทางสู่การอยู่บนแพลตฟอร์มคนอื่น

สมบัติ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 1 กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า สื่อในภาคอีสานมีทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โทรทัศน์ และเครือข่ายสื่อที่ใกล้ชิดประชาชน แต่เทคโนโลยีทำให้ช่องทางรับข่าวสารเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่ผู้ชมและผู้ฟังต้องรับสัญญาณผ่านช่องทางของสถานี วันนี้มีแพลตฟอร์มดิจิทัลจำนวนมากให้เลือกใช้ สื่อจึงต้องขยับตามผู้ชมเข้าไปอยู่ในช่องทางเหล่านั้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ มีความหมายมากกว่าเพียงการย้ายจากวิทยุหรือโทรทัศน์ไปสู่ Facebook, YouTube หรือ TikTok เพราะสื่อไม่ได้เป็นเจ้าของช่องทางเหมือนเดิม เมื่อก่อนสถานีมีเครื่องส่งของตัวเอง แต่วันนี้การเข้าถึงผู้ชมส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่สื่อไม่ได้เป็นเจ้าของ จึงต้องเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี วิธีผลิตเนื้อหา และวิธีทำงานที่เร็วขึ้น

การปรับตัวจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน 2 ด้าน คือ ช่องทางและเนื้อหา วิธีเล่าข่าวต้องกระชับขึ้น ขณะที่เนื้อหาของสื่ออีสานต้องกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องของคนอีสาน ตั้งแต่ข่าวที่เล่าด้วยภาษาอีสาน หมอลำ ศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงอาชีพและหัตถกรรมพื้นบ้านที่อาจไม่ได้รับพื้นที่จากสื่อขนาดใหญ่

เคเบิลทีวีเหลือลูกค้าราว 40% เร่งปรับสู่ Internet TV

วิโรจน์ พิพัฒน์ไชยศิริ ผู้บริหารบริษัท โฮมเคเบิ้ลทีวี แอนด์ วีดีโอ 1990 จำกัด เล่าว่า เคเบิลทีวีเกิดขึ้นในช่วงที่การรับสัญญาณโทรทัศน์นอกกรุงเทพฯ ยังไม่ชัดเจน ธุรกิจจึงลงทุนเดินสายและวางระบบให้ครอบคลุมเมืองและอำเภอ ก่อนรวมตัวกันผ่านสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยเพื่อจัดหาเนื้อหา เมื่อจำนวนช่องเพิ่มขึ้นจนมีประมาณ 100 ช่อง เคเบิลทีวีจึงกลายเป็นทางเลือกที่แตกต่างจากโทรทัศน์ในเวลานั้น

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อดิจิทัลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตเข้ามา ตามด้วย Facebook, YouTube, TikTok และ Netflix ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้น สมาชิกเคเบิลจึงค่อย ๆ ลดลง วิโรจน์ระบุว่า ปัจจุบันลูกค้าเหลือประมาณ 40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ธุรกิจจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จากระบบเดินสายเพียงอย่างเดียวไปสู่กล่องที่เชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต รวมทั้งขยายช่องทางไปยัง Facebook และ YouTube

แต่สิ่งที่วิโรจน์มองว่ายังเป็นข้อได้เปรียบของเคเบิลทีวีท้องถิ่นไม่ใช่จำนวนช่อง หากเป็นการเป็น “คนท้องถิ่น” ที่รู้จักประเพณี ผู้คน และบริบทของจังหวัด สามารถทำข่าวในพื้นที่ รับข่าวจากเครือข่ายผู้สื่อข่าว และเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานในจังหวัดสื่อสารกับประชาชนได้

ความใกล้ชิดนี้ทำให้เคเบิลทีวีสามารถเป็นพื้นที่รวบรวมข่าวของจังหวัด ขณะเดียวกันก็ออกแบบบริการให้สอดคล้องกับผู้ชมเฉพาะกลุ่มในพื้นที่ เช่น กลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในอุดรธานี ซึ่งเคเบิลสามารถจัดช่องรายการจากประเทศต่าง ๆ ให้บริการได้

วิโรจน์จึงไม่ได้มองการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นเพียงอุปสรรค แต่มองว่าเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญ สิ่งสำคัญคือการปรับตัวให้ธุรกิจอยู่ต่อได้ ทั้งการขยายไปยังแพลตฟอร์มใหม่ เพิ่มรายได้ และควบคุมค่าใช้จ่าย โดย Facebook ของธุรกิจมีผู้ติดตามประมาณ 700,000 คน และสร้างรายได้เข้ามาชดเชยบางส่วน

วิทยุท้องถิ่นยังอยู่ได้ด้วยความเชื่อถือของคนฟัง

ผลกระทบจากโลกดิจิทัลเกิดขึ้นกับวิทยุโดยตรงเช่นกัน เมื่อผู้ฟังสามารถเลือกเพลง ข่าว และความบันเทิงได้จากหลายแพลตฟอร์ม จำนวนคนฟังวิทยุจึงลดลง รวมถึงเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงตามไปด้วย

แต่ รุ่งนภา เวียงชัยภูมิ ผู้อำนวยการ สถานีวิทยุท้องถิ่นไทยคนเมืองขอน F.M. 96.25 MHz มองว่า วิทยุยังมีเสน่ห์และยังมีกลุ่มผู้ฟังของตัวเอง สิ่งที่ต้องทำคือไม่จำกัดไมโครโฟนไว้ในห้องส่ง แต่พาเนื้อหาออกไปอยู่บนแพลตฟอร์มอื่น ทั้ง Facebook และ TikTok เพื่อให้เข้าถึงผู้ฟังในช่องทางที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่แพลตฟอร์มใหม่ทดแทนได้ยาก คือความสัมพันธ์ระหว่างสถานีกับคนฟัง สำหรับวิทยุท้องถิ่น ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวสถานีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากนักจัดรายการที่อยู่กับคนฟังมายาวนาน เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัว คนฟังสามารถโทรเข้ามาถามได้ ตั้งแต่เรื่องสิทธิของประชาชน ราคาพืชผลทางการเกษตร ไปจนถึงเรื่องราวในจังหวัด

เนื้อหาจึงต้องผูกกับชีวิตของคนในพื้นที่ ทั้งข่าวท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และรายการที่ตรงกับกลุ่มผู้ฟังของสถานี รุ่งนภายกตัวอย่างการซื้อลิขสิทธิ์นิยายมาออกอากาศ ซึ่งยังมีกลุ่มผู้ฟังติดตามอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าวิทยุไม่จำเป็นต้องพยายามดึงผู้ฟังทุกกลุ่ม หากรู้ว่าผู้ฟังของตัวเองคือใครและต้องการอะไร

เมื่อรายได้โฆษณาลด สื่อท้องถิ่นต้องหาโมเดลใหม่

การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชมไม่ได้กระทบเฉพาะจำนวนคนดูและคนฟัง แต่กระทบถึงโมเดลรายได้ของสื่อท้องถิ่นด้วย

สำหรับเคเบิลทีวี วิโรจน์ ระบุว่า รายได้ประมาณ 80% ยังมาจากค่าสมาชิก ส่วนรายได้จาก Facebook และช่องทางอื่นยังมีสัดส่วนไม่มาก สิ่งสำคัญจึงเป็นการรักษาสมาชิกเดิมและหาลูกค้าใหม่ ขณะที่บทบาทในการให้บริการชุมชนยังคงอยู่ โดยหน่วยงานราชการและสถานศึกษาในพื้นที่สามารถใช้พื้นที่สื่อเพื่อประชาสัมพันธ์หรือออกรายการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

วิทยุเลือกเส้นทางต่างออกไป เมื่อไม่สามารถรอรายได้จากโฆษณาส่วนกลางได้ จึงใช้ความสัมพันธ์กับผู้ฟังต่อยอดไปสู่การจำหน่ายสินค้า ทั้งสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อื่น โดยอาศัยเครือข่ายสถานีในจังหวัดต่าง ๆ ช่วยกระจายสินค้า รุ่งนภามองว่านี่คือการปรับตัวที่สถานีเริ่มทำมาก่อนแล้ว เพราะรายได้จากโฆษณาเพียงทางเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเดินต่อได้

ส่วนกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสื่อภาครัฐไม่ได้มีรายได้เป็นเป้าหมายหลัก แต่รายได้จากการให้บริการสามารถช่วยลดภาระงบประมาณได้ เมื่อรูปแบบการเช่าคลื่นลดบทบาทลง การทำงานจึงเปลี่ยนไปสู่ความร่วมมือเป็นโครงการกับหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น

เนื้อหาท้องถิ่น จุดแข็งที่สื่อใหญ่ทำแทนได้ยาก

ในวันที่ทุกแพลตฟอร์มสามารถนำเสนอข่าวเดียวกันได้ ความได้เปรียบของสื่อท้องถิ่นจึงไม่ได้อยู่ที่การแข่งว่าใครจะมีช่องทางมากกว่า แต่คือการรู้ว่ามีเรื่องอะไรในพื้นที่ที่ควรถูกเล่า

สมบัติยกตัวอย่างหัตถกรรมพื้นบ้าน ผ้าประจำถิ่น อาชีพของชุมชน รวมถึงชีวิตของคนอีสานที่อาจเคยมีชื่อเสียงและวันนี้มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง เรื่องเหล่านี้อาจไม่อยู่ในความสนใจของช่องขนาดใหญ่ที่ต้องมองฐานผู้ชมจำนวนมาก แต่สำหรับคนในพื้นที่ เรื่องเล็กในสายตาสื่อส่วนกลางอาจเป็นเรื่องสำคัญของชุมชน

แนวคิดเดียวกันปรากฏในมุมของวิโรจน์ที่มองเคเบิลทีวีเป็นพื้นที่ข่าวของจังหวัด และรุ่งนภาที่เลือกยืนอยู่กับกลุ่มคนฟังของสถานี แทนที่จะพยายามทำวิทยุให้เหมือนแพลตฟอร์มดิจิทัลทุกอย่าง

นั่นทำให้การปรับตัวของสื่อท้องถิ่นไม่ได้หมายถึงการทิ้งสิ่งเดิมทั้งหมดแล้ววิ่งตามเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางใหม่ ขณะที่รักษาความสัมพันธ์กับผู้คนและความรู้เกี่ยวกับพื้นที่เอาไว้

ยิ่งโลกกว้างขึ้น พื้นที่ยิ่งสำคัญ

สื่อท้องถิ่นอาจไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกด้วยเทคโนโลยี เงินลงทุน หรือจำนวนผู้ใช้ และวันนี้ยังต้องพึ่งพาช่องทางที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่ยังอยู่ในมือคือความเข้าใจพื้นที่ ความน่าเชื่อถือที่สะสมกับชุมชน และความสามารถในการหยิบเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนขึ้นมาเล่า

รุ่งนภาสรุปมุมมองต่อวิทยุไว้ว่า “โลกยิ่งกว้าง เรายิ่งต้องการภาคพื้นของเราให้อยู่” ขณะที่วิโรจน์ยังยืนยันหลักการเดิมของธุรกิจที่ต้องการให้บริการชุมชน หากมีกิจกรรมในจังหวัดหรือพื้นที่ใกล้เคียงก็พร้อมเข้าไปช่วยทำสื่อให้ และสมบัติมองว่า แม้อนาคตของสื่อในยุคดิจิทัลจะท้าทาย แต่ตราบใดที่ผู้คนยังต้องการข้อมูล การสื่อสารก็ยังคงมีอยู่

เทคโนโลยีจึงอาจเปลี่ยนเครื่องรับวิทยุเป็นโทรศัพท์ เปลี่ยนสายเคเบิลเป็นอินเทอร์เน็ต และเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์ให้กลายเป็นช่องบนแพลตฟอร์ม แต่ไม่ได้ทำให้ความต้องการเรื่องราวของชุมชนหายไป

สำหรับสื่อท้องถิ่นอีสานตอนบน การอยู่รอดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพยายามเป็นเหมือนสื่อขนาดใหญ่ หากอยู่ที่การรู้ให้ชัดว่า ตัวเองอยู่ที่ไหน กำลังพูดกับใคร และมีเรื่องอะไรของคนในพื้นที่ที่ไม่มีใครเล่าได้เหมือนคนที่อยู่ตรงนั้น

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI กับอนาคตวารสารศาสตร์ รักษาคุณค่าข่าวและคุณค่านักข่าวในยุค AI

First Jobber ยุค AI เมื่อโลกงานเปลี่ยน ปริญญาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar