ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการถูกหลอกโอนเงินรายวันอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยที่กระทบทั้งความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง
นี่คือภาพที่สะท้อนจากเวทีแถลงข่าวความร่วมมือโครงการ “สติไฟเตอร์: รู้ทัน ป้องกันโกง” ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังของ 4 องค์กรหลัก ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ไทยรัฐ กรุ๊ป และ LINE ประเทศไทย เพื่อสร้างการตระหนักรู้ เสริมความรู้ และช่วยให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันในการรับมือภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์
ประเด็นสำคัญของเวทีนี้ไม่ได้อยู่เพียงการจับมือกันขององค์กรใหญ่ แต่คือการฉายภาพให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อน จัดการอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนแปลงเร็ว และขยายตัวจนกลายเป็นโจทย์ระดับประเทศที่ไม่มีองค์กรใดรับมือได้เพียงลำพัง
ความเสียหายทะลุแสนล้าน สู่การรับมือองค์กรอาชญากรรมระดับโลก
พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง/หัวหน้าส่วนอำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ศปอส.ตร. เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์เกิดขึ้นในระบบเกินกว่า 1 ล้านคดี และสร้างมูลค่าความเสียหายรวมทะลุ 1 แสนล้านบาท จนรัฐบาลต้องยกระดับให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ
ขณะที่ ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 คนไทยสูญเงินให้กับมิจฉาชีพกว่า 25,000 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าความเสียหายก็พุ่งไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท
“มิจฉาชีพเหล่านี้ไม่ได้มาเดี่ยว ๆ แต่ทำงานกันเป็นองค์กรระดับโลก เป็น Professional จริง ๆ มีมุกใหม่ ๆ มาหลอกลวงเราอย่างเนียนขึ้นและถูกจังหวะมากขึ้น ปัญหานี้จึงใหญ่เกินกว่าที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะรับมือไหว” ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าว
พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ ยังชำแหละพฤติกรรมของแก๊ง Scammer ว่า มิจฉาชีพมีการฝึกอบรม มีบทสคริปต์ มีกราฟ และใช้จิตวิทยาเล่นกับอารมณ์ของเหยื่อ ทั้งการใช้ความเร่งรัดของเวลามาสร้างความกลัวเพื่อกดดันให้รีบทำตาม การสร้างความหลงในรูปแบบ Romance Scam หลอกให้รัก และการหลอกล่อให้เกิดความหวังในการลงทุน จนทำให้เหยื่อบางรายสูญเสียสติและเชื่อใจมิจฉาชีพมากกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงพื้นที่ไปเตือนเสียด้วยซ้ำ
เมื่อความยุ่งยากกลายเป็นเกราะป้องกันกระเป๋าสตางค์
หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองต่อความยุ่งยากในการใช้งานดิจิทัล โดยเฉพาะแอปพลิเคชันธนาคารและแพลตฟอร์มสื่อสาร ที่ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกว่าเริ่มมีขั้นตอนมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น หรือสะดวกน้อยลง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความยุ่งยากเหล่านี้คือความตั้งใจของสถาบันการเงินและแพลตฟอร์ม เพื่อทำให้มิจฉาชีพทำงานได้ยากขึ้นเช่นกัน
ดร.พิพัฒน์พงศ์ อธิบายว่า ในโลกดิจิทัล เงินเคลื่อนย้ายเร็วมาก มิจฉาชีพสามารถโยกเงินและแปลงสินทรัพย์เพื่อหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว การตามรอยเส้นเงินจึงเป็นเรื่องยากที่สุด ดังนั้น การป้องกันจึงสำคัญที่สุด
ธนาคารจึงจำเป็นต้องยกระดับระบบความปลอดภัยและการพิสูจน์ตัวตนบน Mobile Banking รวมถึงการกำหนดวงเงินธุรกรรมรายวันตามพฤติกรรมและความเสี่ยงของผู้ใช้งานแต่ละประเภท แม้จะลดความสะดวกสบายลงไปบ้าง แต่ความยากนี้ไม่ได้ยากแค่กับผู้ใช้งาน หากยังทำให้มิจฉาชีพทำงานได้ยากขึ้นด้วย
สอดคล้องกับ ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด LINE ประเทศไทย ที่ยอมรับว่า ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นบนแพลตฟอร์มอาจทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงบริการยากลำบากขึ้นเล็กน้อย แต่ทั้งหมดเป็นมาตรการเพื่อสกัดกั้นไม่ให้มิจฉาชีพทำงานได้ง่ายเหมือนเดิม
มาตรการดังกล่าวรวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์ AI ตรวจจับบัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกติ การเพิ่มมาตรการขอเอกสารยืนยันตัวตน หรือ Verify ที่เคร่งครัดขึ้นสำหรับผู้ที่มาขอเปิดร้านค้าบน LINE รวมถึงการแยกข้อความ สายโทรเข้า หรือลิงก์แปลก ๆ จากคนที่ไม่ใช่เพื่อนไปไว้ในพื้นที่เฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้ตรวจสอบ ลบ หรือบล็อกได้ง่ายขึ้น
การผนึกกำลัง 4 เสาหลักเชื่อมข้อมูลเทคโนโลยีและการสื่อสาร
โครงการ “สติไฟเตอร์” เกิดขึ้นจากการผสานจุดแข็งของ 4 องค์กรใหญ่ เพื่อปิดช่องโหว่ของภัยไซเบอร์ในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบการเงิน แพลตฟอร์มสื่อสาร การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการสื่อสารสาธารณะ
KBank: ด่านป้องกันทางการเงิน
ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยมีศูนย์ Cyber Security มอนิเตอร์ความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และพัฒนานวัตกรรม ระบบความปลอดภัย และเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับระบบความปลอดภัยของ Mobile Banking การพิสูจน์ตัวตน การกำหนดวงเงินธุรกรรมรายวันให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า และระบบตรวจจับความผิดปกติ
ปัจจุบันธนาคารมีมาตรการเชิงรุกที่เรียกว่า “Forward ไปข้างหน้า” โดยนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมที่มีแนวโน้มจะเป็นบัญชีม้า และจัดหมวดหมู่เป็น “ม้าน้ำตาล ม้าเทา ม้าดำ”
ระบบดังกล่าวจะช่วยแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ไปยังผู้ใช้บริการ หากตรวจพบว่ากำลังมีการโอนเงินหรือสัมผัสกับบัญชีกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อควบคุมความเสียหายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ส่วนเรื่องกฎหมายไซเบอร์ฉบับใหม่ที่ให้ธนาคารร่วมรับผิดชอบนั้น ขณะนี้แต่ละธนาคารยังอยู่ในกระบวนการสรุปตัวเลขของไตรมาสแรก แต่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า หากธนาคารทำครบถ้วนทุกมาตรการป้องกันแล้ว ความรับผิดชอบจะกลับไปอยู่ที่ผู้ใช้บริการ ดังนั้น สติและการตระหนักรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
LINE ประเทศไทย: ด่านป้องกันการสื่อสาร
คุณณิชารัศมิ์ ระบุว่า ปัจจุบัน LINE มีผู้ใช้งานในไทยสูงถึง 56 ล้านคน และเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่ในพฤติกรรมประจำวันของคนไทย ทั้งการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การทำธุรกิจ และการใช้ชีวิตดิจิทัลในหลายมิติ
ระบบของ LINE มีการเข้ารหัสข้อความ หรือ Encryption เพื่อความเป็นส่วนตัว ทำให้ระบบไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงอ่านข้อความโดยตรงได้ ดังนั้น มาตรการลงโทษในบริบทที่ทำได้คือ การระงับและปิดบัญชีหลอกลวง
มาตรการดังกล่าวขับเคลื่อนผ่าน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ระบบ AI ที่คอยดักจับพฤติกรรมการใช้งานแพลตฟอร์มที่ผิดปกติ และระบบ Report แจ้งข้อร้องเรียนจากผู้ใช้งานหรือผู้เสียหายโดยตรง
นอกจากนี้ LINE ยังมีการประสานงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการ Take down บัญชีปลอมอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งหน่วยงานภายในเพื่อทำงานร่วมกับทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายดิจิทัลใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ACSC: ผู้ปราบปรามและตามรอยเงิน
พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ อธิบายกลไกการทำงานว่า ACSC เป็นหน่วยรับแจ้งข้อมูลจากผู้เสียหาย ทำให้เห็นข้อมูลทั้งรูปแบบการหลอกลวง ช่องทางที่คนร้ายใช้ติดต่อผู้เสียหาย บัญชีที่ใช้รับโอนเงิน และเส้นทางการเคลื่อนไหวของเงิน
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาสังเคราะห์และวิเคราะห์ร่วมกับธนาคาร เพื่อออกมาตรการป้องกันที่รัดกุมยิ่งขึ้น ทั้งในระบบ Mobile Banking และมาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ ขณะเดียวกัน ข้อมูลเส้นทางเงินและบัญชีที่เกี่ยวข้องยังใช้เป็นเส้นทางในการสืบสวนปราบปรามไปถึงตัวการใหญ่
สำหรับเงินที่ถูก Freeze หรืออายัดไว้ในระบบนั้น ปัจจุบันสำนักงานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ประกาศขั้นตอนการคืนเงินเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอให้ครบกำหนด 90 วันในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะสืบย้อนกลับจากเส้นเงินสุดท้าย เพื่อหาตัวผู้เสียหายและพิสูจน์ทราบมูลค่าความเสียหายสำหรับคืนเงินต่อไป
พร้อมกันนี้ พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ ยังส่งคำเตือนอย่างจริงจังไปยังกลุ่มคนที่รับจ้างเปิดบัญชีม้า หรือรับจ้างกดเงินตามตู้ ATM ว่า เจ้าหน้าที่มีข้อมูลครบถ้วนและไม่รอดแน่นอน
ไทยรัฐ: การสื่อสารสาธารณะและภูมิคุ้มกันทางความคิด
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือ ภัยไซเบอร์ไม่ได้โจมตีเฉพาะระบบการเงินหรือแพลตฟอร์มสื่อสารเท่านั้น แต่ยังโจมตี ความน่าเชื่อถือของสื่อและข้อมูลด้วย
จิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ เปิดเผยว่า แม้กระทั่งไทยรัฐเองก็ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเช่นกัน โดยถูก Copy หน้าเว็บไซต์ นำโลโก้ ตราสัญลักษณ์ และ Branding ไปแอบอ้างเขียนข้อความหลอกลวง รวมถึงใช้ภาพใบหน้าของนักธุรกิจผู้ใหญ่ในประเทศ หรือ Persona ปลอม มาสร้างความน่าเชื่อถือ ไทยรัฐจึงต้องคอยตรวจสอบและประสานภาครัฐเพื่อสั่งปิดลิงก์ปลอมเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการทำหน้าที่รายงานข่าวเพื่อสะท้อนความจริง รูปแบบการหลอกลวง ช่องทางการติดต่อ และผลกระทบต่อผู้เสียหายแล้ว ไทยรัฐยังดำเนินมาตรการระยะยาวผ่านโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้ง 110 โรงทั่วประเทศ ด้วยการปรับหลักสูตร “รู้เท่าทันสื่อ” โดยบรรจุเรื่องกลโกงออนไลน์ ข่าวปลอม หรือ Fake News และภัยจาก AI เข้าไปในการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้นจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้แก่เยาวชนตั้งแต่ฐานราก
“สติ” และการ“เอ๊ะ” จุดตัดระหว่างการรอดพ้นหรือสูญเสีย
แม้ทุกหน่วยงานจะพัฒนาเทคโนโลยี ระบบตรวจจับ หรือมาตรการป้องกันให้ล้ำหน้าเพียงใด แต่ทั้ง 4 องค์กรต่างยอมรับว่า บทบาทของตนเองเป็นเพียงการดูแลในส่วนของกลางน้ำและปลายน้ำเท่านั้น จุดตัดที่แท้จริง และเป็นต้นน้ำสำคัญที่สุด คือ ตัวประชาชนเอง
คุณณิชารัศมิ์ ฝากถึงผู้ใช้งานว่า หากได้รับข้อความ ลิงก์ หรือคำเชิญชวนที่ดูดีเกินจริง ควรมีสติ หยุดและชั่งใจก่อนเสมอ โดยเฉพาะการชักชวนให้ทำกิจกรรมหรือการลงทุนที่อาจเล่นกับจิตวิทยา ความต้องการ หรือความกังวลของผู้ใช้งาน
สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบ URL หรือลิงก์ให้ถูกต้อง และหากเป็นลิงก์ที่อ้างถึงธนาคารหรือแบรนด์ ควรติดต่อกลับไปยังช่องทางทางการเพื่อสอบถามก่อน ยอมเสียเวลาตรวจสอบเพิ่มอีกนิด ดีกว่าพลาดพลั้งแล้วต้องเสียเวลาตามแก้ไขอีกนาน หรืออาจไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย
คุณจิตสุภา ให้แง่คิดว่า ในยุคที่ข้อมูลล้นทะลักและทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ประชาชนจำเป็นต้องเปิดโหมด “เอ๊ะ” ด้วยตัวเองและต้องมีสติตลอดเวลาในทุกครั้งที่ไถหน้าจอสมาร์ทโฟน
สิ่งสำคัญคือการ Double Check ข้อมูลจากแหล่งทางการที่เป็น Official จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ทางการของแบรนด์ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียที่ได้รับการยืนยันแล้ว
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือพฤติกรรมการแชร์ เพราะมือถืออยู่ในมือ ปุ่มแชร์อยู่ใกล้ปลายนิ้วมาก จึงไม่ควรแชร์ข้อมูลที่ไม่รู้แหล่งที่มา ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน หรือมีจุดประสงค์ใดอยู่เบื้องหลัง
ด้าน ดร.พิพัฒน์พงศ์ เน้นย้ำกฎเหล็กของพฤติกรรมการใช้เงินในยุคดิจิทัลว่า คนเราคลิกเร็ว พิมพ์เร็ว กดเร็ว และโอนไวมาก ขณะที่มิจฉาชีพไม่ได้เข้ามาในขั้นตอนสุดท้ายของการโอนเงินเท่านั้น แต่เริ่มหลอกและกดดันเหยื่อล่วงหน้าก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเวลา ความอยากได้ ความกลัว หรือความคาดหวังบางอย่าง
ดังนั้น อาวุธสำคัญที่สุดคือการดึงสติกลับมาควบคุมตนเอง
“อย่ารีบเชื่อ อย่ารีบโอน อย่ารีบคลิก” ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวย้ำ
พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ แนะนำแนวทางปฏิบัติหากประชาชนเริ่มเกิดความสงสัยในธุรกรรมหรือข้อความที่ได้รับว่า อย่าอยู่คนเดียวและอย่าปิดข้อมูลไว้คนเดียว แต่ให้รีบปรึกษาคนใกล้ชิด ลูกหลาน หรือคนในครอบครัว เพื่อช่วยกันคิดและช่วยกัน “เอ๊ะ”
และหากเกิดเหตุพลาดพลั้งขึ้นมา สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติ แล้วติดต่อธนาคารโดยเร็วที่สุดเพื่อทำการ Freeze เงินให้ทันท่วงที หรือติดต่อผ่านช่องทางของศูนย์ AOC 1441 หรือ ศูนย์สายด่วนแห่งชาติที่ให้บริการช่วยเหลือและรับแจ้งเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับภัยออนไลน์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบครบวงจร รวมถึงการแจ้งความออนไลน์ผ่านระบบ TPO ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ปัจจุบัน ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน สามารถทำให้มูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อวันลดลงจากเดิมประมาณ 100 ล้านบาทต่อวัน เหลือประมาณ 20 ล้านบาทต่อวัน แม้ตัวเลขจะลดลง แต่เจ้าหน้าที่และพันธมิตรทุกฝ่ายยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป เพื่อเป้าหมายในการปกป้องกระเป๋าสตางค์และความสุขของคนไทยอย่างยั่งยืน
ในวันที่มิจฉาชีพใช้ทั้งเทคโนโลยี จิตวิทยา และโครงสร้างอาชญากรรมระดับโลกเข้ามาหลอกลวงผู้คน การป้องกันภัยไซเบอร์จึงไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ ธนาคาร แพลตฟอร์ม หรือสื่อเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นทักษะการใช้ชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ยิบอินซอยตั้ง ‘YIPINTSOI NEXT’ รวมพอร์ตไอที เล็ง IPO ภายใน 3 ปี
RISE ดึง Harvard เปิด HBR Spark ปั้นผู้นำไทยให้ทันโลก AI



