“ยิบอินซอย” องค์กรไทยอายุกว่า 100 ปี กำลังเดินเข้าสู่การปรับโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์องค์กร ด้วยการรวมธุรกิจไอทีทั้งหมดที่เคยกระจายอยู่ในหลายหน่วยธุรกิจและบริษัทย่อย เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทใหม่ “บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด” หรือ YIPINTSOI NEXT เพื่อสร้างความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับยุค AI และ Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ
การปรับทัพครั้งนี้ เกิดขึ้นในจังหวะที่ธุรกิจเทคโนโลยีกลายเป็นแกนรายได้หลักของกลุ่มยิบอินซอย ขณะที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญทั้งคลื่น AI การแข่งขันด้านต้นทุน และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล
มรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ยิบอินซอยสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจมาได้ เพราะองค์กรไม่เคยหยุดปรับตัว และไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม
สำหรับบริษัท ยิบอินซอย จำกัด จะดำเนินบทบาทในฐานะ Holding Company เพื่อบริหารทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงทุน และพอร์ตธุรกิจของกลุ่มอย่างชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ YIPINTSOI NEXT จะทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านดิจิทัลเทคโนโลยีและ Enterprise Solutions ของทั้งกลุ่ม
“การปรับโครงสร้างครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปแบบองค์กร แต่คือการออกแบบอนาคต” คุณมรกต กล่าว
จัดพอร์ตธุรกิจใหม่เป็น 3 เสาหลัก
ภายใต้โครงสร้างใหม่ ยิบอินซอยได้จัดพอร์ตธุรกิจใหม่ออกเป็น 3 เสาหลัก เพื่อสร้างความชัดเจนและโฟกัสให้กับแต่ละกลุ่มธุรกิจ
- เสาหลักแรก คือ กลุ่ม IT Digital Technology ภายใต้ YIPINTSOI NEXT ซึ่งปัจจุบันถือเป็นพอร์ตธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60-70% ขององค์กร
- เสาหลักที่สอง คือ กลุ่มเทคโนโลยีการเกษตรและพลังงานทางเลือก ภายใต้ บริษัท ยิบอินซอยและแย๊คส์ จำกัด โดยมุ่งนำเทคโนโลยีเข้าไปยกระดับภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
- เสาหลักที่สาม คือ Sustainable Living Lifestyle ซึ่งรวมแพลตฟอร์มอย่าง Robinhood แอปสั่งอาหาร เข้าไปอยู่ในกลุ่มนี้ โดยมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิถีชีวิตยุคใหม่และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
รวมธุรกิจไอทีไว้ ‘บ้านเดียวกัน’ ลดไซโล เพิ่มความเร็วในการทำงาน

ด้าน สุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด เปิดเผยว่า โครงสร้างใหม่เกิดจากการรวมบริษัทในเครือด้านไอที 4 แห่ง รวมถึงธุรกิจไอทีเดิมของบริษัทแม่เข้ามาอยู่ในองค์กรเดียวกัน เพื่อให้การทำงานกระชับและตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น
ที่ผ่านมา ทีมงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทีมตามกลุ่มโซลูชันต่าง ๆ ถูกแบ่งแยกค่อนข้างชัดเจน แต่เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยน ลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงเทคโนโลยีเฉพาะด้านอีกต่อไป แต่ต้องการพาร์ตเนอร์ที่สามารถแก้ปัญหาทางธุรกิจได้แบบครบวงจร
การรวมทีมและทรัพยากรไว้ใน Resource Pool เดียว จึงช่วยให้ยิบอินซอยสามารถนำองค์ความรู้จากอุตสาหกรรมหนึ่ง ไปประยุกต์ใช้กับอีกอุตสาหกรรมหนึ่งได้รวดเร็วขึ้น
คุณสุภัคระบุว่า การลดแรงเสียดทานระหว่างองค์กรในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขีดความสามารถในการส่งมอบงานให้ลูกค้าได้อย่างน้อย 20-25%
IPO ปี 2573 ปลายทางของการจัดทัพใหม่
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการตั้ง YIPINTSOI NEXT ของบริษัทแม่ คือเป้าหมายการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ IPO ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า
คุณสุภัค กล่าวว่า หาก YIPINTSOI NEXT สามารถดำเนินงานได้ตามแผน มีการเตรียมความพร้อมทางธุรกิจ และสร้างผลประกอบการได้ดีตามที่คาดหวัง การเข้าสู่ตลาดทุนก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้
จาก Trading Company สู่ Tech Organization ในยุค AI
คุณสุภัค ขยายความว่า ชื่อ “NEXT” ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อบริษัทใหม่ แต่สะท้อนแนวคิดขององค์กรที่ต้องเดินหน้าไปสู่เทคโนโลยีและยุคถัดไปอยู่ตลอดเวลา
“Technology ไม่มีวันหยุดอยู่กับที่” คุณสุภัค กล่าว
เขาระบุว่า ปัจจุบันองค์กรกำลังอยู่ในยุค AI แต่ในอนาคตก็จะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาอีกต่อเนื่อง YIPINTSOI NEXT จึงต้องถูกออกแบบให้พร้อมรองรับ “Next Technology”, “Next Era” และ “Next Thing” ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน “NEXT” ยังหมายถึง “Next Hundred Years” ของยิบอินซอยด้วยเช่นกัน
กลยุทธ์การรุกตลาดของ ยิบอินซอย เน็กซ์
สำหรับกลยุทธ์ตลาดภาครัฐ บริษัทมีแผนขยายฐานสู่กระทรวงใหม่ ๆ จากเดิมที่ยิบอินซอยมีความแข็งแกร่งใน 1-2 กระทรวง กลยุทธ์ใหม่คือการใช้ทรัพยากรที่มีพร้อมมากขึ้นจากการรวมบริษัท เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกระทรวงอื่น ๆ ที่หลากหลายขึ้น การเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งเน้นโครงการระดับประเทศ เช่น การร่วมทำโปรเจกต์ Thai LLM กับภาครัฐ เพื่อแสดงความพร้อมด้าน AI
ในส่วนของกลยุทธ์ตลาดเอกชน จะมีการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอ แม้ปัจจุบันรายได้จากฝั่งเอกชนจะเติบโตจนใหญ่กว่าภาครัฐแล้ว แต่ที่ผ่านมาเน้นการขายโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก กลยุทธ์ถัดไปคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการให้บริการให้มากขึ้น
นอกจากนี้จะมีการเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ นอกจากกลุ่มธนาคาร และพลังงาน ที่เป็นฐานลูกค้าเดิมแล้ว ยิบอินซอย เน็กซ์ กำลังมุ่งเน้นไปที่ 3 กลุ่มหลัก คือการแพทย์ การศึกษา และการผลิต โดยเน้นการทำ IT/OT Integration เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีไอทีเข้ากับระบบการผลิตเดิม ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการเครื่องจักร และลดเวลาที่ระบบหยุดชะงัก
SI ยุคใหม่ ต้องขายมากกว่า Hardware
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ YIPINTSOI NEXT คือการปรับตัวของธุรกิจ SI (Systems Integrator) หรือการเป็นผู้ออกแบบและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้นและอัตรากำไรลดลง
คุณสุภัคยอมรับว่า ปัจจุบันธุรกิจ SI เผชิญแรงกดดันจาก Margin ที่บางลง ต้นทุน Hardware ที่สูงขึ้น และโมเดลธุรกิจแบบ Consumption ที่ทำให้ผู้ให้บริการไม่ได้รับผลตอบแทนเหมือนในอดีต
ดังนั้น ทิศทางใหม่ของบริษัทจึงต้องขยับจากการขาย Infrastructure ไปสู่บริการด้าน Business Improvement, Service และ Solution ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรมากขึ้น
“เราไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” คุณสุภัค กล่าว
รุกตลาดด้วย AI และ Post-Quantum
ยิบอินซอย เน็กซ์ ยังประกาศความพร้อมในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาให้บริการ โดยเฉพาะด้าน AI ที่มีผลงานจริงอย่างโครงการ Thai LLM ร่วมกับภาครัฐ และการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระดับ Post-Quantum Cryptography (PQC) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่คาดว่าจะส่งผลกระทบในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า
คุณสุภัคระบุว่า แม้ Quantum Computer ยังไม่ถูกใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายในวันนี้ แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเริ่มประเมินว่า Quantum Computing อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายองค์กรคาดคิด และเมื่อถึงเวลานั้น ระบบความปลอดภัยแบบเดิมจำนวนมากอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับเทรนด์ ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยพัฒนาโซลูชันสำหรับการติดตามและวัดผลข้อมูลด้านความยั่งยืน เช่น การประหยัดพลังงานและการจัดการขยะ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดขึ้น
ดัน Robinhood ผ่านแนวคิด ‘Thai First’
สำหรับธุรกิจน้องใหม่ของบริษัทแม่อย่าง Robinhood คุณมรกตระบุว่า ควรถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในกลไกของ Digital Economy ไทย และเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนแพลตฟอร์มไทยอย่างจริงจัง
เธอมองว่า ภาครัฐไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นสร้างแพลตฟอร์มใหม่ตั้งแต่ศูนย์ หากมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดได้อยู่แล้ว เพราะการสร้างแพลตฟอร์มให้ประสบความสำเร็จต้องใช้ทั้งเวลา เงินลงทุน และระบบนิเวศจำนวนมาก
คุณมรกตยังผลักดันแนวคิด “Thai First” โดยมองว่า หากประเทศไทยต้องการมี Digital Economy ที่แข็งแรง ก็จำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มไทยที่เติบโตได้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
หมดยุคสงครามราคา Speed Economy ดันอีคอมเมิร์ซไทยสู่ยุค ‘ความไว้ใจ’
ManageEngine รุกไทย-อาเซียน ชูแพลตฟอร์ม Built From Scratch



