ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยระบุว่าหากราคาน้ำมันดิบทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลลากยาวไปอีกหลายเดือน จะสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้จีดีพีเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายและดันอัตราเงินเฟ้อให้พุ่งสูงขึ้น พร้อมเตือนภาคธุรกิจเร่งเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นและภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ
วิกฤติฮอร์มุซสะเทือนขนส่งโลก
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปจนถึงแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกในระยะต่อไป
การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของซัพพลายโลก รวมถึงก๊าซ LNG ประมาณ 20-29% และปุ๋ยอีก 13% ต้องสะดุดลง ภาพการจราจรทางเรือที่เคยคึกคักกว่า 130 เที่ยวต่อวันได้ลดลงจนแทบเป็นศูนย์
สายการเดินเรือต้องเผชิญกับค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว และค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามกระโดดขึ้นสูงถึง 40-80 เท่า การที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่ออ้อมทวีปแอฟริกาก็ยิ่งทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอีก 10-15 วัน
สถานการณ์นี้ยังนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่บริษัทคู่ค้าทั่วโลกจำเป็นต้องประกาศใช้เงื่อนไขเหตุสุดวิสัยหรือ Force Majeure เพื่อยกเลิกการส่งมอบสินค้าชั่วคราว ทำให้เกิดความชะงักงันตั้งแต่ภาคพลังงานไปจนถึงวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม
“สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับจีดีพีโลกและของไทย ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น”
จีดีพีเสี่ยงทรุด–เงินเฟ้อพุ่ง

ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% ของการบริโภค โดย 60% ของจำนวนนี้ต้องนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงได้รับผลกระทบอย่างตรงไปตรงมา
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะลดทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจลงได้ประมาณ 0.2% ถึง 0.7% ทำให้เป้าหมายจีดีพีที่ประเมินไว้ที่ 1.9% มีความเสี่ยงที่จะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปก็มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ 0.9% ถึง 2.2% ซึ่งตัวเลขสูงสุดนั้นเริ่มเข้าใกล้ขอบบนของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้
“พื้นที่ทางการคลังหรืองบประมาณนั้นเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน การแทรกแซงราคาหลังจากนี้จึงอาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมายและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน”
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลง 0.6% ถึง 0.7% ของจีดีพี
ท่องเที่ยว–ส่งออกรับศึกหนัก
เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย การที่ต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 80% ผนวกกับความกังวลในการเดินทาง อาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสจากกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ไปมากกว่า 1 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินค่าเสียโอกาสในระบบเศรษฐกิจกว่า 80,000 ล้านบาท
ทางด้านการส่งออกรถยนต์ก็มีความท้าทายเช่นกัน ดร.รุจิพันธ์อัสสะรัตน์ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัด กล่าวว่า ตะวันออกกลางคือตลาดส่งออกรถยนต์หลักในสัดส่วน 1 ใน 5 ของไทย ซึ่ง 60% ของยอดนี้เป็นกลุ่มรถกระบะ วิกฤติครั้งนี้อาจทำให้ยอดส่งออกส่อแววหายไปราว 15,000 คันต่อเดือน และมีการคาดการณ์ว่าการส่งออกรถยนต์ในปีนี้อาจติดลบถึง 8.1%
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มที่ดีจากกระแส AI และ Data Center แต่ฝั่งการผลิตกลับต้องเจอปัญหาต้นทุนแพงขึ้น ทั้งทองแดงและเม็ดพลาสติก นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนก๊าซฮีเลียมที่น่ากังวล เพราะกระทบต่อการผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุสูงในไทยโดยตรง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้อาจฉุดให้การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โลกโตเพียง 1% จากเดิมที่เคยคาดไว้ถึง 10%
จับตาสัญญาณหนี้เสียเอสเอ็มอี
กลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษท่ามกลางวิกฤตินี้ คือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คุณเกวลิน กล่าวว่า ผู้ประกอบการขนส่งกว่า 40,000 ราย รวมถึงภาคประมงและเกษตรกรรม มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบเฉลี่ย 11% ซึ่งบางธุรกิจอาจพึ่งพาสูงถึง 40%
“ถ้าราคาน้ำมันดีเซลแพงขึ้นทุก ๆ 5 บาท ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นราว 17% ซึ่งธุรกิจ SME อาจปรับตัวหรือแบกรับต้นทุน (ตรึงราคา) ไว้ได้ยาก”
ปัจจุบันมีลูกค้า SME ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเริ่มกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ไปแล้วประมาณ 5.5% ของหนี้เสียรวม หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 28,000 ล้านบาท สิ่งที่สถาบันการเงินกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ กลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้ (Stage 2) อีกกว่า 4.5% คิดเป็นวงเงิน 45,000 ล้านบาท ซึ่งทางธนาคารก็ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาช่วยพยุงธุรกิจเหล่านี้ในช่วง 1-3 เดือนนี้อย่างเร่งด่วน
ท้ายที่สุดนี้ วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ช่วยเตือนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและผลกระทบของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ท่ามกลางข้อจำกัดของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การเตรียมตัวรับมือแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ภาคธุรกิจอาจต้องเร่งบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและเตรียมแผนสำรองอย่างรัดกุม เพื่อก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจในรอบนี้ไปด้วยกัน ซึ่งการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เปิดอินไซต์ 100 Outperforming Enterprises: วัฒนธรรมองค์กรคืออาวุธลับธุรกิจ
ดีป้า เปิด OTOD #3 หนุน ‘ชุมชนดี รายได้ดี’ ดัน Agri-Tech เกษตรไทย



