ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินนโยบาย “America First Trade Policy” สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกผ่านการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ขยายวงกว้างจากจีนสู่หลายประเทศทั่วโลก พร้อมแนะไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่เสียเปรียบอินเดีย
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกและเร่งให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ห่วงโซ่อุปทาน โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ บังคับใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีรายสินค้าตามมาตรา 232 (Section 232) รวมถึงดำเนินนโยบายตามแนวคิดลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) กำหนดภาษีประเทศในลาตินอเมริกาที่ 10% และบราซิลที่ 50% ด้วยเหตุผลทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในช่วงปีแรกไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ล่าช้า (สิงหาคม 2568) และนานาประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับขึ้นภาษีเพื่อตอบโต้ ด้านจีนแม้จะมียอดส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงราว 20% แต่ภาพรวมการส่งออกยังทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขยายตลาดไปอาเซียน ยุโรป และแอฟริกา เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transshipment)
ความเคลื่อนไหวในห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงาน
สหรัฐฯ เร่งนโยบายย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) ในกลุ่มเหล็ก เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ รวมถึงเตรียมขยายสู่กลุ่มยาและเวชภัณฑ์ แม้จะเริ่มมีการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัว ยกเว้นอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะที่ขยายตัว ขณะที่จีนใช้ความได้เปรียบจากการถือครองแร่หายาก (Rare Earth) และแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) เป็นกลไกในการตอบโต้
สำหรับปี 2569 มี 5 เหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตาม:
- เมษายน: การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์
- คำตัดสินของศาล: กรณีการใช้ IEEPA ออกนโยบายภาษีว่าเป็นโมฆะหรือไม่
- กรกฎาคม: การทบทวนข้อตกลง USMCA (สหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา)
- พฤศจิกายน: ครบกำหนดระยะเวลาการยุติตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน-สหรัฐฯ
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินนโยบาย “America First Trade Policy” สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกผ่านการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ขยายวงกว้างจากจีนสู่หลายประเทศทั่วโลก พร้อมแนะไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่เสียเปรียบอินเดีย
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกและเร่งให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ห่วงโซ่อุปทาน โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ บังคับใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีรายสินค้าตามมาตรา 232 (Section 232) รวมถึงดำเนินนโยบายตามแนวคิดลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) กำหนดภาษีประเทศในลาตินอเมริกาที่ 10% และบราซิลที่ 50% ด้วยเหตุผลทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในช่วงปีแรกไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ล่าช้า (สิงหาคม 2568) และนานาประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับขึ้นภาษีเพื่อตอบโต้ ด้านจีนแม้จะมียอดส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงราว 20% แต่ภาพรวมการส่งออกยังทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขยายตลาดไปอาเซียน ยุโรป และแอฟริกา เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transshipment)
ความเคลื่อนไหวในห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงาน สหรัฐฯ เร่งนโยบายย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) ในกลุ่มเหล็ก เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ รวมถึงเตรียมขยายสู่กลุ่มยาและเวชภัณฑ์ แม้จะเริ่มมีการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัว ยกเว้นอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะที่ขยายตัว ขณะที่จีนใช้ความได้เปรียบจากการถือครองแร่หายาก (Rare Earth) และแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) เป็นกลไกในการตอบโต้
สำหรับปี 2569 มี 5 เหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตาม:
- เมษายน: การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์
- คำตัดสินของศาล: กรณีการใช้ IEEPA ออกนโยบายภาษีว่าเป็นโมฆะหรือไม่
- กรกฎาคม: การทบทวนข้อตกลง USMCA (สหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา)
- พฤศจิกายน: ครบกำหนดระยะเวลาการยุติตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน-สหรัฐฯ
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
อเมริกาสร้างกำแพง ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังสร้างสะพาน
ในขณะที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ประเทศอื่นๆ กลับเร่งบรรลุข้อตกลงทางการค้าต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น อินเดียสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (India-EU FTA) ภายในไม่กี่เดือน หลังจากมีการเจรจามายาวนานราว 20 ปี และยังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งทำให้อินเดียได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย America First Trade Policy
สำหรับไทย ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปแข่งขันกับอินเดียโดยตรงที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยเสียเปรียบอินเดีย เพราะเราไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับทางสหภาพยุโรป ส่วนในระยะต่อไป รัฐบาลไทยต้องเร่งให้เรามีข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ยูนิโคล่ กางแผนความยั่งยืนปี 69 รุกเป้าหมาย Zero Landfill ขยายจุดแบ่งปันเสื้อผ้าทั่วกรุง
แอลจี เปิดเกมรุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า AI ชูแนวคิด ‘Zero Labor Home’ ตั้งเป้าส่วนแบ่ง 22%



