Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เคียวไคชิ ผู้กล้าแห่งแดนประหาร [Book Review] 

เคียวไคชิ ผู้กล้าแห่งแดนประหาร [Book Review] 

เรื่องราวจากชีวิตจริงของ “พระวาตานาเบะ ฟุโซ” – “เคียวไคชิ” (นักเทศน์ในเรือนจำ) ผู้ใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษพูดคุยกับนักโทษประหาร และเข้าร่วมเป็นพยานในการประหารชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน

สารคดีที่นำเสนอในรูปแบบของหนังสือพ็อคเก็ตบุ้ค ความยาว 267 หน้า อัดแน่นด้วยเรื่องราวของนักโทษประหารชีวิตในเรือนจำโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่พระวาตานาเบะบันทึกไว้ตลอดเวลาที่ท่านเข้าไปสอนศาสนาให้กับพวกเขาตลอดเวลาห้าสิบปี ช่วงเวลาที่ท่านเองต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดที่ช่วยให้นักโทษประหารไปอย่างสงบไม่ได้ทุกคน

ทั้งหมดนำเสนอโดยโฮริคาวะ เคโกะ นักข่าวสารคดีที่ได้สัมภาษณ์ท่านในวัยเจ็ดสิบกว่าปี สี่ปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด 

ผู้อ่านน่าจะผิดหวังหากมองหาความน่าสนใจของหนังสือในบทแรก ๆ ที่เสียเวลาไปกับความหมายของคำว่า ‘นักอนุศาสน์’ 

ที่ความหมายทั่วไปคือการให้คำสอนหรือคำชี้แจงเบื้องต้นจากพระอุปัชฌาย์ต่อพระภิกษุผู้บวชใหม่ทันทีหลังอุปสมบทเสร็จ ไม่ใช่การสอนแก่นแท้ของศาสนาให้กับนักโทษอย่างที่ดำเนินไปในหนังสือ 

หนังสือใช้เวลานานกับประวัติของพระวาตานาเบะ และบทความที่เกี่ยวเนื่องกับการสอนศาสนาในคุก แม้ว่ามันจะเกี่ยวเนื่องกับการทำงานของท่านในคุก แต่ก็ทำให้หนังสือขาดความน่าสนใจไปมาก 

ความประทับใจค่อยๆแทรกมาในช่วงครึ่งหลัง หลังจากที่ท่านได้เริ่มเป็นพยานในการสำเร็จโทษด้วยการแขวนคอ ที่ประเทศญี่ปุ่นยังคงใช้อยู่ถึงปัจจุบันสำหรับนักโทษที่ก่อคดีรุนแรงหรือกระทำความผิดซ้ำๆ

นักโทษเหล่านี้จะถูกขังเดี่ยว มีตารางเวลาออกกำลังกาย กินข้าว และชั่วโมงพบพระสอนศาสนาในแต่ละอาทิตย์ตามแต่ความสนใจ 

พระวาตานาเบะไม่ได้เริ่มงานนี้ด้วยความสนใจส่วนตัว แต่ได้รับการคัดเลือกจากพระอาวุโสที่เคยมาเทศน์ที่วัดของท่านและเห็นแววของท่าน ท่านได้พบนักโทษประหารหลายคน คนหนึ่งพลั้งมือฆ่าผู้คุมขณะแหกคุกเพียงเพื่อจะได้ออกไปข้างนอกเพื่อดื่มเหล้าแค่แก้วเดียว บางคนฆ่าข่มขืนผู้หญิงหลายคนเพราะมีปมจากการถูกแม่แท้ๆทอดทิ้ง บางคนถูกหลอกให้รับผิดเพราะไม่มีความรู้ บางคนถูกหลอกเข้าไปพัวพันกับแผนการฮุบสมบัติที่ทำให้มีคนเสียชีวิต 

ท่านเล่าว่าบางคนรู้สึกผิดและก้มหน้ารับกรรมรอวันประหาร บางคนก็ยังไม่สำนึกและโทษคนอื่นจนถึงวินาทีสุดท้าย

ตลอดชีวิตของท่านเองก็ประสบกับเหตุการณ์ร้าย ๆ หลายครั้ง เช่นระเบิดนิวเคลียร์ในฮิโรชิมา ที่ทำให้เพื่อนนักเรียนเสียชีวิตทั้งหมด และตัวเองก็แทบไม่รอดจากแผลไหม้ตรงแผ่นหลัง ความเป็นนักสู้ทำให้ท่านกระเสือกกระสนเดินเท้ากลับบ้านเกิดและต้องรักษาตัวอยู่นาน เมื่อท่านสูงวัยก็มีอาการติดเหล้าซึ่งน่าจะเกิดจากความเครียดแม้ว่าท่านจะไม่ยอมรับออกมาตรง ๆ

ท่านยอมรับว่าอยากเลิกการสอนนักโทษหลายครั้ง เพราะคับข้องใจกับชะตาชีวิตของนักโทษ เมื่อท่านเริ่มเป็นพยานในการประหารใหม่ ๆ นักโทษจะได้รับการบอกกล่าว 1 วันล่วงหน้า แต่ต่อมากลับเป็นตอนเช้าในวันเดียวกัน เพราะกลัวนักโทษฆ่าตัวตายก่อนเวลาประหาร (ในปัจจุบันคือ 2 ชั่วโมง ทำให้ไม่มีเวลาได้พบปะญาติพี่น้องหรือทนายความของตน) เมื่อตายแล้ว กระดูกหรืออัฐินักโทษที่ไม่มีญาติหรือเอากลับไปบ้านเกิดไม่ได้เพราะสังคมไม่ยอมรับ ก็ไม่ได้รับการดูแล พ่อแม่ชราของนักโทษไม่สามารถหาบ้านพักคนชราได้เพราะมีลูกเป็นฆาตกร

ผู้เขียนสรุปความตอนหนึ่งในหนังสือได้น่าสนใจมาก

  • “ความตาย” ที่ท่านจ้องนั้นไม่ใช่เป็นกฎของธรรมชาติ สิ่งที่ท่านเห็น ในฮิโรชิม่าเมื่อครั้งยังหนุ่มเป็น “ความตาย” ไร้ประโยชน์อันเกิดจากความโง่ ของมนุษย์ที่เรียกว่าสงครามสร้างขึ้น ส่วน “ความตาย” ที่เห็นในโตเกียว เป็นโทษอันเกิดจากมนุษย์ใช้เครื่องมือที่เรียกว่ากฎหมายสร้างขึ้น
  • ลมหายใจอยู่ได้เพื่อให้ชีวิตตัวเองรอดพ้นไปจนถึงวินาทีสุดท้ายให้ได้แน่ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความไม่เป็นเหตุเป็นผลก็ตาม พวกเรามีชีวิตมุ่งไปสู่ความตาย แม้จะหลงทางอยู่หลายครั้ง แต่ยังมี ยอมให้อภัย เกื้อกูลในบางครั้ง คอยเฝ้าดูแลกัน เราก็ยังอยากทุ่มเทให้มีชีวิตในเวลาจำกัดนี้อย่างเต็มที่ ทั้งเวลาทำความผิดใด ๆ ทั้งเวลาผิดหวังมากเพียงไหน ถ้าได้พักสักหน่อยก็ยังอยากมีแรงออกเดิน ต่ออีก มนุษย์เราอ่อนแอ จึงหวังจากใจว่าขอให้สังคมเอื้ออาทรต่อกัน

ความเป็นอนิจจังซ่อนอยู่ในทุกส่วนของหนังสือ ทำให้เป็นหนังสือน่าอ่านอีกเล่มสำหรับผู้ที่สนใจปัญหาสังคม (และสามารถก้าวข้ามคำแปลหลาย ๆ คำ และตัวอักษรตกหล่นหลาย ๆ ที่) 

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

The Wedding People – งานแต่งสุดป่วน [Book Review]

Power and Progress – อำนาจของเทคโนโลยีต่อมนุษยชาติ [Book Review]

The Group – เพื่อนมหา’ลัย [Book Review]

×

Share

ผู้เขียน

Achara Deboonme Avatar