ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายในการค้นหาที่ยืนบนเวทีโลก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้สะท้อนมุมมองสำคัญว่า หากประเทศไทยประกาศตัวว่าเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ในภาพกว้างเพียงอย่างเดียว ย่อมยากที่จะดึงดูดความสนใจจากมหาอำนาจทางเทคโนโลยี แต่เมื่อใดที่มีการผนวกความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการแพทย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ หรือ Medical AI ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดหมายที่นานาชาติพร้อมให้การยอมรับในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาวะของโลก
“เรื่องเกี่ยวกับ Medical AI เป็นสิ่งที่รอไม่ได้ หากวันนี้เราไม่เร่งสร้างความพร้อมด้านข้อมูลทางการแพทย์และการบริการที่ทันสมัย เราอาจสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญที่โลกกำลังหยิบยื่นให้แก่ประเทศไทย”
สินทรัพย์ดิจิทัล: ขุมทรัพย์ข้อมูลและความหลากหลายทางชีวภาพ
การยกระดับเศรษฐกิจสุขภาวะ หรือ Wellness Economy ไม่ใช่เพียงการพัฒนาการบริการส่วนหน้าเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลสุขภาพมหาศาลซึ่งรวมถึงรหัสพันธุกรรม ภาพถ่ายทางการแพทย์ เวชระเบียนการรักษา ข้อมูลยาและวัคซีน ไปจนถึงปัจจัยแวดล้อมอย่างคุณภาพอากาศและอาหาร คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลด้านโรคเขตร้อนและความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ดึงดูดใจของนักลงทุนระดับโลกและผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มองเห็นความสำคัญของความหลากหลายของข้อมูลในพื้นที่แถบนี้
“คนระดับมหาเศรษฐีของโลกสนใจข้อมูลทางการแพทย์ในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สูง ซึ่งเป็นหมุดหมายที่น่าสนใจในการเริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกจากทรัพยากรที่เรามีอยู่” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
เอกราชทางดิจิทัล: วางรากฐาน Infrastructure รองรับยุค AI
อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของตนเองอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันภาวะการสูญเสียเอกราชทางข้อมูลจากการต้องพึ่งพาหน่วยประมวลผลของต่างประเทศเพียงอย่างเดียว การลงทุนจึงต้องครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาชิปประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูลที่ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทางการแพทย์
นอกจากนี้ ยังต้องมองไปถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างควอนตัมเพื่อให้ประเทศไทยมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างเบ็ดเสร็จภายในประเทศ โดยเฉพาะการจับตาดูความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ไม่ว่าจะเป็น Deep Seek หรือหน่วยประมวลผลจากค่ายต่าง ๆ ที่กำลังแข่งขันกันอย่างรุนแรง
“หากเรามุ่งเน้นเพียงการใช้ประโยชน์จาก Medical AI โดยไม่ใส่ใจการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีรองรับ ประเทศไทยอาจต้องสูญเสียเอกราชทางข้อมูลโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นเพียงประเทศที่คอยซื้อเทคโนโลยีจากผู้อื่นอยู่ร่ำไป” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน
พลังเครือข่าย: กลไกงบประมาณและการผนึกกำลังข้ามกระทรวง
เพื่อให้โครงการระดับใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นได้จริง รัฐบาลได้วางกลไกการสนับสนุนทางการเงินอย่างเป็นระบบ โดยมีการจัดแบ่งงบประมาณออกเป็นระยะ และกระจายตามหน่วยบริหารและจัดการทุนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วนงานในกรณีที่มีประเด็นเร่งด่วน กระทรวง อว. พร้อมที่จะเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอการสนับสนุนเพิ่มเติม พร้อมทั้งดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนแบบจับคู่ธุรกิจ (Matching Fund) เพื่อสร้างความยั่งยืน
ความสำเร็จของโครงการ Medical AI ยังขึ้นอยู่กับการทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน โดยเน้นความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. ที่มีโรงพยาบาลหลักภายใต้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อให้ข้อมูลกลางทางการแพทย์มีมาตรฐานระดับสากลและสามารถเชื่อมโยงไปสู่ภาคเอกชนและกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลมีแนวคิดที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือการสนับสนุนด้านงบประมาณ ในขณะเดียวกันยังต้องให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมของคนไทยผ่านกองทุนเริ่มต้น (Seed Fund) เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับและเข้าถึงแหล่งทุนในระดับที่สูงขึ้นได้ แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิตเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีจากต่างประเทศก็ตาม
“เราควรสนับสนุนเทคโนโลยีของคนไทยด้วยความเข้าใจ แม้ในบางครั้งต้นทุนอาจสูงกว่า แต่หากไม่มีจุดเริ่มต้นที่จะให้พวกเขาได้ทดลองใช้จริง นวัตกรรมไทยย่อมไม่มีโอกาสเติบโตไปสู่เวทีการลงทุนในระดับสากลได้”
ทูตวิทยาศาสตร์: ปฏิรูปทรัพยากรมนุษย์สู้คลื่น Disruption
ในมิติของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอแนวคิดการใช้ทูตทางวิทยาศาสตร์เพื่อดึงศักยภาพของคนไทยที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกอย่าง OpenAI, Google หรือ Meta ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศผ่านระบบการทำงานระยะไกล (Remote) เพื่อเชื่อมต่อความรู้ระดับโลกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของไทย
การวางผังระบบนิเวศ Medical AI นี้ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาบุคลากรด้าน AI เท่านั้น แต่หมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างทักษะแรงงานทั้งระบบ การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (Disruption) จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Gemini หรือ Thai LLM ที่อาจเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานได้เพียงชั่วข้ามคืนนอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อปลดล็อกกระบวนการจดสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ให้มีความรวดเร็วทันต่อสถานการณ์โลก
“เรากำลังอยู่ในยุคที่รอไม่ได้แม้เพียงนาทีเดียว เพราะเทคโนโลยีใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อเราได้ทันที ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันใช้ Medical AI เป็นตัวตั้งเพื่อขับเคลื่อนมิติใหม่ของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เนคเทคส่ง ‘ACAMPT’ แพลตฟอร์มอัจฉริยะ ช่วยธุรกิจไทย รับมือวิกฤติภาษีคาร์บอน
AIS SPORT ACADEMY: ปั้นคนสร้างระบบนิเวศกีฬาไทยสู่สากล



