บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เดินหน้าพิจารณาร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติครั้งแรก วางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน ดันไทยขึ้นแท่นผู้นำในภูมิภาค มุ่งสู่ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ภายในปี 2050 ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท สร้างบุคลากรทักษะสูงในประเทศกว่า 2.3 แสนคน
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์)
ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมือจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ
ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การจัดประชุมหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งของโลกและของประเทศไทย การประเมินความสามารถในการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง มาตรการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ความพร้อมของระบบนิเวศและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย เพื่อนำมาสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะต่าง ๆ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ โดยร่างยุทธศาสตร์ที่นำเสนอบอร์ดในครั้งนี้ ได้ผ่านการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา
ชู 5 ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย: ต่อยอดจุดแข็งอุตสาหกรรมไทย
ในการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่าประเทศไทยไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาชิป 5 กลุ่มหลัก เพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, ดาต้าเซ็นเตอร์ และการแพทย์ ได้แก่:
- Power Chips
- Sensor
- Photonics
- Analog
- Discrete
5 กลไกพลิกโฉม “Made-in-Thailand Chips”
ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงโดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย
- ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง
- ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา
- โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ
- สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
ระยะ 5 ปีแรก: ดึง Wafer Fab และปั้น Local Champion
ยุทธศาสตร์ในระยะเริ่มต้นจะมุ่งเน้นการขยายฐานการออกแบบชิป (IC Design) และการประกอบ/ทดสอบขั้นสูง (OSAT) พร้อมผลักดันให้เกิดการลงทุนโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในไทย นอกจากนี้ยังเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการไทยเพื่อสร้าง “Local Champion” ให้เป็นผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ปัจจุบัน ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญที่ได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทระดับโลก อาทิ Infineon (เยอรมนี), NXP (เนเธอร์แลนด์), Analog Devices (สหรัฐฯ), Sony (ญี่ปุ่น) และ Foxconn (ไต้หวัน) โดยในช่วงปี 2561 – พฤศจิกายน 2568 มีมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 1.17 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กกร. ห่วงปี 69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ จี้รัฐเร่งเครื่องกู้ชีพปากท้อง
เจาะลึก AI Singapore: เมื่ออนาคต AI ไม่ใช่แค่ ‘โมเดล’ แต่คือ ‘คน’ และ ‘ระบบ’



