BioTryp Therapeutics ใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI คัดกรอง 18 ล้านโมเลกุล เพื่อค้นหาสารสำหรับพัฒนายายับยั้งการสร้างไบโอฟิล์ม ซึ่งเป็นโครงสร้างที่แบคทีเรียสร้างขึ้นปกป้องตัวเองและทำให้ยาปฏิชีวนะเข้าถึงเชื้อได้ยาก บริษัทมุ่งพัฒนาเป็นยารับประทานสำหรับใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปัจจุบันอยู่ระหว่างคัดเลือกสารหลักในขั้นก่อนการศึกษาทางคลินิก ขณะที่การใช้ AI ในการค้นคว้ายากำลังทำให้ข้อจำกัดเปลี่ยนจากการค้นหาโมเลกุล มาอยู่ที่การทดลองยืนยันผลในห้องปฏิบัติการ
Dr.Ashraf Zarkan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง BioTryp Therapeutics กล่าวในงาน Global Medical AI Summit 2026 หัวข้อ “The Next Frontier in BioTech: Harnessing AI for Biofilm Inhibition and Next-Gen Drug Discovery” ว่า บริษัทนำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มาต่อยอดเพื่อพัฒนาสารยับยั้งไบโอฟิล์ม โดยใช้ AI ช่วยคัดกรองสาร คาดการณ์คุณสมบัติ และปรับปรุงโมเลกุล เป้าหมายคือช่วยให้ยาปฏิชีวนะทำงานได้ดีขึ้น สารที่บริษัทพัฒนาจึงเป็นการรักษาเสริมที่ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะ ไม่ได้ทำหน้าที่ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง
ไบโอฟิล์มเป็นอุปสรรคต่อยาปฏิชีวนะอย่างไร
Dr.Zarkan อธิบายว่า เมื่อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย เชื้อสามารถเกาะบนพื้นผิว เพิ่มจำนวน และรวมตัวเป็นชุมชน ก่อนสร้างสารเหนียวห่อหุ้มตัวเองเป็นไบโอฟิล์ม ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกำแพงป้องกัน ยาปฏิชีวนะหลายชนิดผ่านเข้าไปได้ยาก จึงไม่สามารถกำจัดการติดเชื้อได้ตามต้องการ เขาระบุว่าไบโอฟิล์มมีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรียได้มากถึง 80% นอกจากนี้ แบคทีเรียบางส่วนยังหลุดออกจากไบโอฟิล์มเดิมไปสร้างชุมชนในบริเวณใหม่ ทำให้การติดเชื้อแพร่กระจายต่อไป แนวทางของบริษัทจึงมุ่งยับยั้งการสร้างไบโอฟิล์ม เพื่อใช้ควบคู่กับการกำจัดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะ
สำหรับการติดเชื้อระยะแรก บริษัทมุ่งใช้สารยับยั้งร่วมกับยาปฏิชีวนะก่อนที่ไบโอฟิล์มจะก่อตัวสมบูรณ์ เพื่อป้องกันการสร้างไบโอฟิล์มและให้ยาปฏิชีวนะเข้าจัดการแบคทีเรีย ส่วนการติดเชื้อที่มีไบโอฟิล์มเกิดขึ้นแล้ว แนวทางที่นำเสนอคือยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียที่หลุดออกมาสร้างไบโอฟิล์มใหม่ และใช้ยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้อควบคู่กัน Dr. Zarkan ระบุว่าสารที่กำลังพัฒนาเป็นยาชนิดโมเลกุลเล็กสำหรับรับประทาน โดยบริษัทเลือกเริ่มศึกษากับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และมีแผนนำเทคโนโลยีไปพัฒนาสำหรับการติดเชื้อชนิดอื่นต่อไป
เริ่มจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือ UTIs เป็นเป้าหมายแรกของ BioTryp โดย Dr. Zarkan ระบุว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุด มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 400 ล้านคนทั่วโลกต่อปี ผู้หญิง 1 ใน 2 คนและผู้ชาย 1 ใน 10 คนจะเคยเป็นโรคนี้ในช่วงชีวิต เมื่อเกิดการติดเชื้อแล้ว ผู้ป่วยส่วนหนึ่งรักษาได้ยากและกลับมาติดเชื้อซ้ำ เขากล่าวถึงไบโอฟิล์มว่าเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่บริษัทต้องการแก้ผ่านการพัฒนาสารยับยั้งไบโอฟิล์มสำหรับใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะ
นอกเหนือจากไบโอฟิล์ม การรักษาการติดเชื้อยังเผชิญปัญหาเชื้อดื้อยา หรือ AMR ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยาที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดเชื้อไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป Dr Zarkan อธิบายว่า แบคทีเรียส่งต่อยีนให้เซลล์รุ่นถัดไปผ่านการแบ่งตัวได้ และยังแลกเปลี่ยนยีนระหว่างกันได้ด้วย เมื่อแบคทีเรียตัวหนึ่งดื้อยา จึงสามารถส่งต่อความสามารถในการดื้อยาไปยังแบคทีเรียอื่น ขณะเดียวกัน การพัฒนายารักษาการติดเชื้อยังมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนการพัฒนาสูง ราคาขายต่ำ และการเก็บยาใหม่ไว้ใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งส่งผลต่อยอดขายของผู้พัฒนายา
AI คัดกรองสารและปรับคุณสมบัติโมเลกุล
BioTryp ใช้ AI ในการพัฒนายา 3 ส่วน ส่วนแรก คือการคัดกรองโมเลกุลจำนวนมากเพื่อค้นหาสารที่มีศักยภาพ Dr.Zarkan ยกตัวอย่างโครงการร่วมกับ Cresset ซึ่งใช้การจำลองโมเลกุลขนาดเล็กโดยอาศัยจุดที่แสดงคุณสมบัติสนามของโมเลกุล หรือ field points และคัดกรองสาร 18 ล้านโมเลกุล ส่วนที่ 2 คือการคาดการณ์คุณสมบัติเพื่อคัดสารที่ไม่เหมาะสมออกตั้งแต่ต้น ทั้งด้านความเป็นพิษ การเผาผลาญสารในร่างกาย และคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี ก่อนนำเงินไปใช้กับการทดสอบ โดยเขากล่าวถึงโครงการร่วมกับ Optibrium ในส่วนนี้
ส่วนที่ 3 คือการใช้ AI ปรับปรุงสารที่ผ่านการคัดกรองให้มีคุณสมบัติเหมาะกับการพัฒนาเป็นยา ซึ่ง Dr.Zarkan ยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับ X-Chem เขาอธิบายว่า การพัฒนาต้องได้ทั้งสารที่ทำงานต่อเชื้อได้ตามเป้าหมายและมีคุณสมบัติเหมาะสำหรับใช้รักษา บริษัทใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนายา ไม่ได้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ โดยนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงงานวิจัยในมหาวิทยาลัยเพื่อค้นหาสารเริ่มต้น และใช้ต่อในการปรับคุณสมบัติของสารหลังนำงานออกมาพัฒนาในบริษัท
การทดลองยืนยันผลเป็นข้อจำกัดสำคัญ
Dr.Zarkan กล่าวว่า แนวทางค้นคว้ายาที่ใช้ AI ทำให้ข้อจำกัดเปลี่ยนจากการสร้างโมเลกุลมาอยู่ที่การทดลองยืนยันผล เพราะปัจจุบัน AI ช่วยสร้างโมเลกุลได้จำนวนมาก แต่การทดสอบในห้องปฏิบัติการยังต้องตามให้ทันผลคาดการณ์ สำหรับ BioTryp ทีมใช้กล้องจุลทรรศน์คอนโฟคอลศึกษาการก่อตัวของไบโอฟิล์ม โดยดูได้ทั้งภาพ 3 มิติและการเปลี่ยนแปลงตามเวลา จากนั้นเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับกับไม่ได้รับสารยับยั้ง เพื่อทดสอบการทำงานของสารและวัดระดับการยับยั้งไบโอฟิล์ม
งานวิจัยนี้เริ่มต้นที่ภาควิชาพันธุศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน และดำเนินอยู่ในมหาวิทยาลัยราว 8 ปี โดยได้รับทุนวิจัยมากกว่า 1 ล้านปอนด์ ก่อนนำมาต่อยอดใน BioTryp บริษัทระดมทุนระยะเริ่มต้นและได้รับทุนสนับสนุนเพิ่มเติมมากกว่า 500,000 ปอนด์ เพื่อนำมาปรับคุณสมบัติของสารและทดลองพิสูจน์แนวคิด Dr. Zarkan ระบุว่าสารยับยั้งไบโอฟิล์มของบริษัทปัจจุบันอยู่ในขั้นคัดเลือกสารหลัก และยังเป็นการพัฒนาในขั้นก่อนการศึกษาทางคลินิก
วางแผนทดสอบในมนุษย์และร่วมพัฒนากับบริษัทยา
ในด้านธุรกิจ Dr.Zarkan อธิบายว่า การพัฒนายาปฏิชีวนะมีต้นทุนสูง แต่เมื่อเข้าสู่ตลาดต้องเผชิญราคายาสามัญ อีกทั้งการเกิดเชื้อดื้อยาทำให้ระยะเวลาสร้างผลตอบแทนมีข้อจำกัด ขณะที่แพทย์มักเก็บยาปฏิชีวนะใหม่ไว้ใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย สำหรับสารยับยั้งไบโอฟิล์ม เขามองว่าการใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะเป็นโอกาสสร้างยอดขาย และกล่าวว่าสารเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังไม่ทราบต้นทุนการพัฒนาที่แน่ชัด เพราะยังไม่มีผลิตภัณฑ์ในตลาดให้ใช้เปรียบเทียบ
BioTryp วางรูปแบบธุรกิจให้พัฒนาสารไปจนถึงการทดสอบในมนุษย์ครั้งแรก แล้วจึงร่วมพัฒนาหรือให้สิทธิแก่บริษัทยา Dr.Zarkan ระบุขณะบรรยายว่าบริษัทกำลังระดมทุนรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะปิดรอบได้ภายในประมาณ 2 สัปดาห์ และมีแผนระดมทุนอีกครั้งในอีก 2 ปีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาไปสู่การศึกษาระยะที่ 1 โดยมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นข้อบ่งใช้แรกของการพัฒนาสารยับยั้งไบโอฟิล์ม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปลี่ยนโจทย์สูงวัย จากรักษาเป็น ‘ชะลอภาวะพึ่งพิง’
KTC–Fitness First–PUMA รับกระแส HYROX ขยายตลาดกีฬาและสุขภาพ



