Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ยศชนัน ดัน สวทช. สู่ ‘Research Engine’ ของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กำลังผลักดันให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ปรับบทบาทจากองค์กรวิจัย ไปสู่ “Research Engine” ของประเทศ ที่นำนักวิจัย เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เข้าไปช่วยแก้โจทย์จริงของภาครัฐ เศรษฐกิจ และประชาชน

นี่คือแกนสำคัญของงาน “Researcher to Nation” ซึ่งกระทรวง อว. จัดขึ้นที่ สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อเปิดบ้านต้อนรับคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง และผู้แทนจากหลายหน่วยงานภาครัฐ ในภารกิจเชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการแก้โจทย์สำคัญของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

งานครั้งนี้มีผู้แทนจากกระทรวงและหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. โดยมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานรัฐเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่พร้อมใช้ และเปิดทางให้นักวิจัยเข้าไปทำงานร่วมกับโจทย์จริงของแต่ละกระทรวง 

จากห้องแล็บ สู่เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ระบุว่า การขับเคลื่อนประเทศจำเป็นต้องอาศัยเครื่องยนต์สำคัญสองด้าน คือ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” และ “การพัฒนากำลังคน” 

ภายใต้แนวคิดนี้ สวทช. ถูกวางบทบาทให้เป็น “Research Engine” หรือเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ ไม่ใช่เพียงหน่วยงานผลิตองค์ความรู้ แต่เป็นกลไกที่ช่วยนำงานวิจัย นักวิจัย เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบ และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เข้าไปช่วยกระทรวงต่าง ๆ ทดลองแก้ปัญหาจริงในระดับ Prototype และ Pilot ก่อนขยายผลเป็นโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต 

ดร.ยศชนันย้ำว่า หากกระทรวงต่าง ๆ ต้องลงทุนเอง อาจต้องใช้เวลานานและงบประมาณสูง แต่การเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. ก่อน จะช่วยให้เห็นผลเบื้องต้นในสเกลที่เหมาะสม ก่อนนำไปสู่การตั้งงบประมาณและขยายผลต่อไป 

หัวใจของ “Researcher to Nation” จึงไม่ใช่เพียงการจัดแสดงผลงานวิจัย แต่คือการทลายกำแพงระหว่าง “นักวิจัย” กับ “ผู้ใช้งานจริง” เพื่อให้งานวิจัยไทยกลายเป็นเครื่องมือแก้โจทย์ของรัฐ เศรษฐกิจ และประชาชน

สวทช. เปิดบ้านให้นักวิจัยพบโจทย์จริงของกระทรวง

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า งานครั้งนี้ถือเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นการเปิดบ้าน สวทช. ให้หลายกระทรวงเข้ามาเห็นศักยภาพของนักวิจัยและเทคโนโลยีไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการทำให้งานวิจัยไม่จบแค่การดูงาน แต่ต้องนำไปสู่เครือข่ายความร่วมมือและการทำงานต่อระหว่างนักวิจัยกับกระทรวงต่าง ๆ 

ดร.ชูกิจ ระบุว่า ความฝันของนักวิจัยคือการทำให้งานวิจัยมีประโยชน์ต่อประเทศ และวิธีที่จะทำให้งานวิจัยเข้าถึงประชาชนจำนวนมากได้ดีที่สุด คือการทำงานร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลภารกิจสาธารณะโดยตรง 

เขายังกล่าวอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายหลักคือการ “แทรกซึมนักวิจัยเข้าไปในทุกกระทรวง” เพื่อให้ สวทช. เป็น Research Engine ของประเทศ และนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านการทำงานบริการของภาครัฐ 

นวัตกรรมพร้อมใช้ ตั้งแต่ข้าว สุขภาพ แรงงาน ถึงดิจิทัลภาครัฐ

ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมหลายด้านที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง ครอบคลุมภาคเกษตรและอาหาร สุขภาวะและสังคม การศึกษาและแรงงาน พลังงาน การบริหารภาครัฐและดิจิทัล รวมถึงมาตรฐานและการทดสอบ

ในภาคเกษตรและอาหาร หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือข้าวพันธุ์ “สุวรรณภูมิ 1” ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ทนแล้งและน้ำท่วมเฉียบพลัน มีคุณภาพความนุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิ และอยู่ระหว่างการพูดคุยกับกรมการข้าวเพื่อนำไปใช้ประโยชน์กับเกษตรกร 

นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจโรคพืช คลังข้อมูลจุลินทรีย์ระดับประเทศ ระบบ Smart Greenhouse เครื่องมือจัดการน้ำ แอปพลิเคชันด้านการเกษตร ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์ วัคซีน อาหารสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าให้ภาคเกษตรไทย 

ในด้านสุขภาวะและสังคม มีการนำเสนออุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการและผู้สูงอายุ หรือ Assistive Technology เช่น รถเข็นไฟฟ้าที่ควบคุมด้วย Joystick เครื่องกินข้าวอัตโนมัติ เซนเซอร์แจ้งเตือนการหกล้ม รวมถึงแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพเด็กออนไลน์ ระบบติดตามสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ และแพลตฟอร์มดูแลผู้สูงอายุ 

ด้านการศึกษา มีแพลตฟอร์ม KidBright เพื่อส่งเสริม STEM Education รวมถึง LEAD Education Platform สำหรับการประเมินผลการเรียนรู้ ขณะที่ด้านแรงงาน มีการพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูง หรือ Up-skill/Re-skill ผ่านศูนย์ SMC เพื่อรองรับระบบ Smart Manufacturing การซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า และทักษะดิจิทัลของแรงงานยุคใหม่ 

Traffy Fondue และ TPMAP ตัวอย่างเทคโนโลยีรัฐที่ใช้ได้จริง

ในกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลภาครัฐ หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ “Traffy Fondue” แพลตฟอร์มที่พัฒนาโดย NECTEC สวทช. เพื่อช่วยให้ประชาชนแจ้งปัญหาไปยังหน่วยงานรัฐได้โดยตรง และช่วยลดข้อจำกัดของระบบรับเรื่องแบบเดิมที่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่รับสายและส่งต่อเรื่องร้องเรียน 

ดร.ชูกิจ ระบุว่า Traffy Fondue เริ่มจากการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร ก่อนขยายไปสู่การใช้งานในหลายหน่วยงาน เพราะเป็นระบบดิจิทัลที่ช่วยให้การแจ้งเหตุและติดตามปัญหาทำได้รวดเร็วขึ้น 

อีกระบบหนึ่งคือ TPMAP ฐานข้อมูลวิเคราะห์ความยากจนและข้อมูลประชาชนรายบุคคล ซึ่งช่วยให้หน่วยงานรัฐนำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้ดูแลประชาชนได้แม่นยำขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มเก็บข้อมูลใหม่ทั้งหมด 

PTEC: โครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยของเทคโนโลยีใหม่

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของงานคือบทบาทของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ Senior Division Director ของ PTEC อธิบายว่า PTEC เป็นศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์โทรคมนาคม โดยทำหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สมอ. กสทช. อย. และกรมการขนส่งทางบก 

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า PTEC มีขีดความสามารถในการทดสอบเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC Charge ได้สูงถึง 350 กิโลวัตต์ ซึ่งถือว่าสูงสุดในประเทศ และจากการสำรวจของ PTEC ถือว่าสูงที่สุดในอาเซียนสำหรับการทดสอบประเภทนี้ 

นอกจากเครื่องชาร์จ EV แล้ว PTEC ยังทดสอบเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น หุ่นยนต์บริการ หุ่นยนต์ล้างสระน้ำ หุ่นยนต์ตัดหญ้า หุ่นยนต์นำเที่ยว หุ่นยนต์ส่งอาหาร และหุ่นยนต์มนุษย์ หรือ Humanoid โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น IEC และ ISO เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนนำไปใช้งานจริง 

ดร.ไกรสรยังชี้ให้เห็นความเสี่ยงของอุปกรณ์ใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม เช่น หุ่นยนต์ราคาถูกที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หุ่นยนต์ที่อาจเกิดปัญหาจากแบตเตอรี่ หรือหุ่นยนต์ที่ถูกรบกวนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน 

ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ PTEC ยังทดสอบอุปกรณ์อย่างรถเข็นไฟฟ้าและเครื่องล้างไตในบ้าน โดยครอบคลุมทั้งการทดสอบความแข็งแรง การกดซ้ำหลายครั้ง การทนไฟ การลามไฟของวัสดุ และการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ EMC เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์มีความปลอดภัยก่อนเข้าสู่การใช้งานจริง 

จากการซื้อเทคโนโลยีต่างประเทศ สู่การใช้ศักยภาพคนไทย

ประเด็นสำคัญอีกด้านหนึ่งคือการผลักดันให้หน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีที่คนไทยสามารถพัฒนาได้ แทนการพึ่งพาการจัดซื้อจากต่างประเทศทั้งหมด

ดร.ชูกิจ ระบุว่า หากกระทรวงต่าง ๆ มีภารกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีอยู่แล้ว และนักวิจัยไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นได้ การจับมือกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับนักวิจัยไทยจะช่วยให้เกิดการใช้เงินภาษีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้ทำงานกับโจทย์จริงของประเทศ 

“บทบาทนี้ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการเจาะตลาดภาครัฐ แต่ควรเป็นการเข้าไปร่วมเป็นนักวิจัยกับทีมงานของแต่ละกระทรวง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากภารกิจของรัฐ”

ขณะเดียวกัน สวทช. ยังพร้อมทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมโยงไปยังนักวิจัยในมหาวิทยาลัย เครือข่าย Science Park และ Regional Science Park ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายใน สวทช. แต่เชื่อมต่อกับเครือข่ายวิจัยที่กว้างขึ้น 

งานวิจัยไทยต้องเป็น “คำตอบ” ไม่ใช่ผลงานที่รอการค้นพบ

ในข่าวประชาสัมพันธ์ของงาน ดร.ยศชนันระบุว่า เป้าหมายของ สวทช. คือการทำให้นวัตกรรมไทยไม่ใช่งานวิจัยที่รอการค้นพบ แต่ต้องเป็น “คำตอบ” ที่ใช้แก้โจทย์ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน 

ความหมายของ Researcher to Nation จึงอยู่ที่การเปลี่ยนสถานะของงานวิจัยไทย จากสิ่งที่ถูกพัฒนาในห้องแล็บ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานในการแก้ปัญหาของประเทศ ตั้งแต่การทดลองในระดับต้นแบบ การทดสอบมาตรฐาน การใช้งานจริงในหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงการขยายผลสู่ประชาชน

เป้าหมายของ Researcher to Nation จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยนำเสนอผลงาน แต่คือการผลักดันให้ สวทช. กลายเป็น “Research Engine” ที่เชื่อมงานวิจัยไทยเข้ากับการแก้ปัญหาของประเทศอย่างเป็นระบบ และทำให้นักวิจัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และบริการสาธารณะของไทยในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เนคเทคส่ง ‘ACAMP’ แพลตฟอร์มอัจฉริยะ ช่วยธุรกิจไทย รับมือวิกฤติภาษีคาร์บอน

ถอดรหัส AI Index Report 2026: โอกาส ความเสี่ยง และยุทธศาสตร์ชาติ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar