NTT DATA ผู้นำด้าน AI ธุรกิจดิจิทัล และบริการด้านเทคโนโลยี เผยผลวิจัยล่าสุด พบว่า ระบบ Enterprise AI กำลังเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่าระบบและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวและอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) ที่มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างองค์กรที่เริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน AI ใหม่ เพื่อรองรับระบบการควบคุม ความปลอดภัย และข้อกำหนดด้านข้อมูล กับองค์กรที่ยังคงนำ AI ไปใช้งานบนระบบรูปแบบเดิมซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ กำลังขยายตัวกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา องค์กรต่าง ๆ มักออกแบบระบบเพื่อให้ข้อมูลสามารถเคลื่อนย้ายข้ามระบบ คลาวด์ แอปพลิเคชัน รวมถึงระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทว่าการเข้ามาของ AI กำลังเปิดเผยให้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวทางดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบัน ข้อมูลสำคัญจำเป็นต้องได้รับการปกป้องอย่างเข้มงวด การประมวลผลต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของแต่ละประเทศ และระบบ AI ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่รัดกุม ส่งผลให้แนวคิดเรื่อง Private AI และ Sovereign AI กลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรทั่วโลกต้องให้ความสนใจ
จากรายงาน Global AI ประจำปี 2026 ของ NTT DATA ภายใต้หัวข้อ “A Playbook for Private and Sovereign AI” ได้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความตระหนักรู้ขององค์กรกับระดับความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง โดยพบว่า มีองค์กรมากกว่า 95% ที่ระบุว่า Private AI และ Sovereign AI มีความสำคัญต่อองค์กร ทว่ากลับมีเพียง 29% เท่านั้นที่มีการให้ความสำคัญกับ Sovereign AI อย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น
นอกจากนี้ ผลวิจัยยังระบุถึงอุปสรรคสำคัญ โดยผู้บริหารด้าน AI ราว 35% ชี้ว่า การสร้าง การบูรณาการ และการบริหารจัดการโมเดล AI ที่มีความซับซ้อนภายใต้สภาพแวดล้อมแบบ Private หรือ Sovereign ถือเป็นความท้าทายหลักในการนำ AI มาใช้งาน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างเกือบ 60% มองว่า ข้อจำกัดด้านการขนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดนเป็นอุปสรรคสำคัญ และมีเพียง 38% เท่านั้นที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูงต่อมาตรการความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ของตนเอง ซึ่งระบบคลาวด์นี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของทั้ง Private AI และ Sovereign AI
สำหรับความแตกต่างของทั้งสองระบบนั้น แม้จะมีความเกี่ยวเนื่องกันแต่มีจุดเน้นที่ต่างกัน โดย Private AI จะมุ่งเน้นไปที่การปกป้องข้อมูลภายในองค์กร การควบคุมสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล และการลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลหรือเปิดเผยข้อมูล สวนทางกับ Sovereign AI ที่เน้นหนักในเรื่องการควบคุมให้ระบบ AI และการจัดการข้อมูลสามารถดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องตามข้อบังคับทางกฎหมาย กฎระเบียบ รวมถึงการกำกับดูแลข้อมูลของแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคโดยเฉพาะ
อภิจิต ดูเบย์ ซีอีโอและ Chief AI Officer ของ NTT DATA, Inc. กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ AI กำลังวิวัฒนาการ แนวทางของ Private AI และ Sovereign AI กำลังกลายมาเป็นบททดสอบความพร้อมขององค์กร ซึ่งองค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันกำลังก้าวข้ามผ่านเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการบริหารความเสี่ยงทั่วไป ไปสู่การสร้างรากฐานเชิงโครงสร้างที่ช่วยให้ AI สามารถทำงานได้ในหลากหลายตลาดและหลากหลายข้อกำหนดข้อมูล โดยงานวิจัยชี้ชัดว่าองค์กรที่เป็นผู้นำกำลังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผ่านการลงทุนในระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และการกำกับดูแล AI
นอกจากนี้ รายงานยังได้สรุป 5 แนวโน้มสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของ Enterprise AI ในอนาคต ประกอบด้วย
- ข้อจำกัดของ AI ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการควบคุมข้อมูล ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐาน
- ข้อกำหนดด้านข้อมูลของแต่ละประเทศกำลังกลายมาเป็นปัจจัยหลักในการออกแบบระบบ AI
- แม้องค์กรส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของ Private และ Sovereign AI แต่ยังมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ลงมือทำอย่างจริงจัง
- ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ขององค์กรที่เริ่มปรับเปลี่ยนระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ
- ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการประสานงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรด้าน AI
ทาง NTT DATA ระบุทิ้งท้ายว่า Private AI และ Sovereign AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการพัฒนา การกำกับดูแล และการขยายผลการใช้งานระบบ AI โดยองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้เร็ว จะกุมความได้เปรียบที่เหนือกว่าในการขยายศักยภาพของ AI ภายใต้ข้อกำหนดด้านข้อมูลและกฎระเบียบที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต
อนึ่ง รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงเกือบ 5,000 คน ครอบคลุมตลาดมากกว่า 30 แห่ง ทั่วทั้ง 5 ภูมิภาคโลก และในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมกว่าสิบประเภท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์งานวิจัยระดับโลกของ NTT DATA ที่มุ่งศึกษาถึงกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างระหว่างองค์กรที่เป็นผู้นำด้าน AI กับภาพรวมของตลาด
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทรู ตั้ง War Room ดึง AI คุมเครือข่าย 24 ชม. รับลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’
CLICX รับใบอนุญาต Virtual Bank อย่างเป็นทางการ ปักธงธนาคารไร้สาขารายแรกของไทย



