เราทุกคนล้วนปรารถนาการมีอายุที่ยืนยาว แต่ในยุคปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องตระหนักไม่ใช่แค่การยืดอายุขัย (Lifespan) แต่คือการเพิ่มช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ (Healthspan) ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายยุทธศาสตร์และนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ระบุข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนให้เห็นว่าการมีชีวิตที่ยืนยาวอาจไม่ได้แปลว่ามีความสุขเสมอไป หากเรายังต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยในช่วงบั้นปลายของชีวิต
“การมีสุขภาพที่ดี เราต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่า การยืดอายุขัยออกไป จึงต้องเป็นการยืดอายุที่มาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย สุขภาพจะดีได้ไม่ใช่แค่พฤติกรรมอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่มีผลมากคือสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนสุขภาพดี”
ช่องว่างอายุขัยและปีสุขภาพดี เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลสถิติจากการคำนวณในปี 2567 พบว่าคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 75.6 ปี แต่กลับมีช่วงเวลาที่สุขภาพดีจริง ๆ เพียง 68.7 ปี นั่นหมายความว่ามีช่องว่างแห่งความเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือการใช้ชีวิตแบบไม่สบายที่หายไปถึง 6.9 ปี
หากแยกตามเพศจะพบว่า ผู้ชายไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 71.8 ปี แต่มีปีที่สุขภาพดีเพียง 66.2 ปี ซึ่งเท่ากับว่าต้องป่วยเฉลี่ยถึง 5.6 ปี ในขณะที่ผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยเกือบ 80 ปี แต่มีช่วงเวลาที่แข็งแรงประมาณ 70 ปี ซึ่งหมายถึงต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยนานเกือบ 10 ปีก่อนเสียชีวิต
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยับอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยไปที่ 85 ปี และเพิ่มปีสุขภาพดีให้ถึง 75 ปี การจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องลดตัวเลขการสูญเสียปีสุขภาวะของประเทศที่สูงถึง 20.5 ล้านปีให้สำเร็จ
วิกฤติ NCDs และผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัว
ปัญหาหลักที่พรากปีสุขภาพดีของคนไทยไปคือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเปรียบเสมือนฆาตกรเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยถึง 44 คนในทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่องของอุบัติเหตุทางถนนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 60 คน และปัญหาสุขภาพจิตที่ทำให้คนไทยมีความพยายามฆ่าตัวตายถึง 85 ครั้งต่อวัน
ข้อมูลที่น่าตกใจจากงานวิจัยที่เจาะเลือดคนไทยเกือบ 40,000 คนทั่วประเทศ เผยให้เห็นว่ามีผู้ที่มีภาวะอ้วน 27 ล้านคน ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง 17 ล้านคน ผู้ที่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิก 17 ล้านคน และผู้ที่มีแนวโน้มเป็นเบาหวานอีก 6.5 ล้านคน รวมถึงมีกลุ่มเสี่ยงสูงมากที่มีความผิดปกติครบทุกอาการถึง 2.3 ล้านคน
ความน่ากลัวที่สุดคือคนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย ครึ่งหนึ่งของผู้ที่พบว่ามีความดันโลหิตสูงจากการเจาะเลือดไม่เคยทราบมาก่อนว่าเป็นโรค และ 27% ของผู้ที่มีค่าเลือดผิดปกติเข้าข่ายเบาหวานก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีด้านสุขภาพจึงควรเข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้ผู้ที่ไม่รู้ตัวสามารถรับรู้สถานะสุขภาพของตนเองได้เร็วขึ้น เพื่อให้สามารถคุมอาการได้ทัน
ปัจจัยเชิงสังคมกำหนดสุขภาพ
พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินเค็มเกินมาตรฐานโลกถึง 2 เท่า การนั่งนิ่ง ๆ ขาดการเคลื่อนไหวกว่า 25 ล้านคน หรือการที่ยังมีคนดื่มสุรา 17 ล้านคน และสูบบุหรี่ 11 ล้านคน ล้วนเป็นเพียงพฤติกรรมใต้ภูเขาน้ำแข็ง แท้จริงแล้วสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว ปัจจัยเชิงสังคมก็เป็นสิ่งกำหนดสุขภาพที่สำคัญ
การทำให้คนสุขภาพดีนั้นมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมถึง 40% พฤติกรรมส่วนบุคคล 30% ระบบบริการทางการแพทย์ 20% และสภาพแวดล้อมทางกายภาพอีก 10% ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำให้บางคนสามารถเลือกซื้ออาหารสุขภาพชั้นดีได้ ในขณะที่เด็กบางคนในแคมป์คนงานต้องกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนป่วยเป็นโรคไตตั้งแต่ยังเด็ก ปัญหาสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการแก้ปัญหาในระดับสังคม ไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวคนเดียว
“ลดละเลิก” เพื่อเพิ่ม Healthspan
ดร.ณัฐพันธุ์ แนะนำว่า การรับมือกับความท้าทายนี้สามารถใช้หลักการประเมินสุขภาพทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพทางปัญญา และสุขภาพทางสังคม พร้อมกับนำเครื่องมือที่เรียกว่า “ลด ละ เลิก” มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
การลด หมายถึงการค่อย ๆ ลดพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่หักดิบจนเกินไป เช่น ลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม หรือลดการพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่น
การละ คือ การเว้นจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การมีสติก่อนขับขี่ หรือการหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ และสุดท้ายคือการเลิก สิ่งเสพติดทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า หรือสุรา เพราะสิ่งเหล่านี้ทำลายเซลล์โดยตรง การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ตั้งแต่มื้ออาหารมื้อต่อไปของคุณเอง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
รพ.ธนบุรีทวีวัฒนาทุ่ม 612 ล้าน ดึงหุ่นยนต์ VELYS ผ่าข้อเข่า เจาะตลาดสูงวัย
Palliative Care: วาระสุดท้าย ที่ไม่ใช่การ ‘ปล่อยจอย’



