ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ การคมนาคมขนส่งซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานไทยบนเวทีการนำเสนอผลงานนวัตกรรม ในงาน NAC 2026 โดยระบุว่า 70% ของการใช้พลังงานในภาคขนส่งของไทยเกิดขึ้นบนถนน ปริศนาคำทายในวัยเด็กที่ว่ายิ่งตัดยิ่งยาวอย่างถนนนั้น ในปัจจุบันกลับแฝงด้วยภาระงบประมาณและต้นทุนมหาศาลที่รัฐต้องแบกรับเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ
งบลงทุนมหาศาลกับความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม
ต้นทุนการสร้างถนนมาตรฐานกรมทางหลวงในระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรนั้นต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงสิบถึง 20 ล้านบาท และหากขยับเป็นโครงสร้างระบบรางอย่างรถไฟความเร็วสูง มูลค่าการก่อสร้างอาจพุ่งสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อกิโลเมตรทว่ามูลค่ามหาศาลเหล่านี้กลับมีความเสี่ยงที่จะสูญเปล่าได้ในระยะเวลาอันสั้น เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วม ดินถล่ม หรือความร้อนจัดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงกว่าในอดีต
ดร.นุวงศ์เปรียบเทียบว่าความเสียหายของถนนเพียงสองช่องจราจรที่ต้องปิดซ่อมแซมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อาจต้องใช้งบประมาณเบื้องต้นถึง 200,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถประเมินค่าได้จากการขาดช่วงของการเชื่อมต่อในสังคม
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นนั้น ปรากฏบ่อยครั้งขึ้น มีความถี่สูงขึ้น และมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น” เพื่อสะท้อนถึงภาพความจริงที่โครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป
ทฤษฎีความอยู่รอด และความรู้ทางวิศวกรรมยุคใหม่
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่องการสร้างความทนทานต่อภัยพิบัติหรือการปรับตัวให้รอดพ้นจากวิกฤติจึงถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก โดยเปรียบเทียบกับทฤษฎีความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่ต้องปรับตัวตามสภาพแวดล้อมให้ได้
“หากเราไม่สามารถลดปัญหาลงได้ เราย่อมต้องอยู่กับมันให้ได้ โดยการเสริมสร้างความทนทานของโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น”
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติจึงได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNDP ภายใต้โครงการ SIPA (Sustainable Infrastructure Programme in Asia) รวมถึงด้รับสนับสนุนงบประมาณจาก IKI (International Climate Initiative) ของรัฐบาลเยอรมันเพื่อจัดทำมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน
ความรู้ใหม่ที่ถูกค้นพบจากการศึกษานี้ครอบคลุมไปถึงผลกระทบที่หลายคนคาดไม่ถึง เช่น ปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือที่ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในการเบรกยานพาหนะบนพื้นผิวถนน ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่ต้องนำมาคำนวณในการออกแบบความปลอดภัย
บูรณาการข้อมูลเพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน
การดำเนินงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการในเชิงราบร่วมกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาในการวิเคราะห์สภาพอากาศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อดูความถี่ของเหตุภัยพิบัติ ไปจนถึงกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลเป็นแผนที่ความเสี่ยงเพื่อกำหนดเกณฑ์ทางวิศวกรรมใหม่ เช่น การออกแบบช่องทางระบายน้ำลอดใต้ถนนในพื้นที่ที่เคยเป็นทางน้ำป่า
ดร.นุวงศ์ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “มีคำตอบทางวิศวกรรมที่สามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นทางคมนาคม ที่อยู่อาศัย หรือโทรคมนาคม สามารถทนทานต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้” เพื่อยืนยันว่าการแก้ไขปัญหานั้นสามารถทำได้จริงหากมีการออกแบบที่เหมาะสม
ดันเกณฑ์ประเมินโครงการสู่มาตรฐานนโยบายระดับชาติ
เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือนี้คือการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าของโครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกินหนึ่งพันล้านบาทต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเสนอให้พิจารณาผลประโยชน์ทางอ้อมจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความทนทานต่อภัยพิบัติ หากโครงสร้างพื้นฐานสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นและไม่พังทลายลงก่อนกำหนด ย่อมถือเป็นการรักษาทรัพยากรของชาติที่คุ้มค่ากว่าการซ่อมแซมซ้ำซาก
“จะทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น แทนที่จะสร้างสิ่งใหม่แล้วมีอายุสั้นลงจากการเผชิญภัยธรรมชาติ”
ปัจจุบันจึงมีการจัดทำคู่มือและลงพื้นที่อบรมเจ้าหน้าที่ทางหลวงทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดการปรับเกณฑ์มาตรฐานในระดับนโยบายต่อไป



