เมื่อแบรนด์เครื่องแก้วที่คนรุ่นใหม่จดจำในฐานะ “แก้วของคุณแม่” กำลังลุกขึ้นมาท้าทายกระแสนิยมของกระบอกน้ำพลาสติกและทัมเบลอร์ในตลาด โอเชียนกลาส ภายใต้การนำของกรรมการผู้จัดการคนใหม่ “ธีรนี กิตติธีระนนทร์” จึงเลือกเปลี่ยนวิธีคิดจากการขายเพียง “ของใช้จำเป็นทั่วไป” ไปสู่การสร้าง “คุณค่าทางความรู้สึก” ที่ผู้บริโภคสัมผัสได้
เพราะสำหรับโอเชียนกลาสในวันนี้ “แก้ว” ไม่ควรเป็นเพียงภาชนะสำหรับใช้งาน แต่ต้องเป็นสื่อของความรู้สึก เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญในชีวิตประจำวัน และทำให้ผู้บริโภคไม่ได้แค่ “อยากซื้อแก้ว” แต่ “อยากมองหาโอเชียน”
การเดินเกมรุกจับมือกับ “Butterbear” ในแคมเปญ “My Pleasure Moment” จึงไม่ใช่เพียงการออกสินค้า Collaboration แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รีเฟรชแบรนด์สู่ Lifestyle Premium Brand พร้อมกางแผนรุกตลาดผู้บริโภคทั่วไป หรือ B2C ผ่านช่องทาง Omni-channel หวังดันสัดส่วนรายได้กลุ่มนี้สู่เป้าหมาย 30-40% ภายใน 3-5 ปี เพื่อเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์องค์กรจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต สู่แบรนด์ที่เข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคยุค “Premium Everyday Living”
ก้าวใหม่ในรอบ 44 ปี ปรับแผนรุก B2C ข้ามพ้น “สงครามราคา”
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ในการปรับตัวทางธุรกิจครั้งสำคัญของโอเชียนกลาส ในโอกาสที่แบรนด์เติบโตในตลาดมานานถึง 44 ปี
ในอดีต โอเชียนกลาสมีจุดแข็งในกลุ่มธุรกิจ B2B และกลุ่ม HoReCa หรือกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร รวมถึงการส่งออกสินค้าไปยังกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 65-70% ของรายได้
ด้วยกำลังการผลิต 130 ล้านใบต่อปี โอเชียนกลาสจึงไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เครื่องแก้วในประเทศ แต่ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มีฐานการผลิตและตลาดในระดับสากล โดยมีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอทั้ง Ocean, Lucaris และ Posh ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลากหลายระดับ
อย่างไรก็ตาม ตลาดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเรื่องฟังก์ชันการใช้งานไปสู่คุณค่าทางอารมณ์ การแข่งขันในปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคุณภาพสินค้า แต่รวมถึงการสร้างแบรนด์ การเล่าเรื่อง และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค
ธีรนี กิตติธีระนนทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าทั่วไป หรือ B2C ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 20% โดยบริษัทตั้งเป้าหมายในระยะ 3-5 ปีที่จะเพิ่มสัดส่วนกลุ่ม B2C ให้เป็น 30-40% เพื่อขยายโอกาสจากตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโต และสร้างผลกำไรในระยะยาว
การปรับสัดส่วนครั้งนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาการเติบโตจากการลดราคา และสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กร โดยยังคงรักษารากฐานในกลุ่ม B2B และ HoReCa เอาไว้
“ตลาดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค Premium Everyday Living ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับดีไซน์ ประสบการณ์ทางอารมณ์ และความคุ้มค่าในระยะยาว มากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว” คุณธีรนีกล่าว
ปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยประมาณ 2-3% ตามสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบจากภาวะสงครามที่มีต่อภาคการท่องเที่ยว
สำหรับทิศทางการลงทุนในปีนี้ โอเชียนกลาสเลือกที่จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ในส่วนของเครื่องจักร หรือ No Major Capex แต่ปรับแผนมาเน้นการจัดสรรงบประมาณไปที่กิจกรรมทางการตลาดและการสร้างแบรนด์อย่างเข้มข้น เพื่อขับเคลื่อนพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ในเครือให้เติบโตในตลาดผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สลัดภาพ “แก้วคุณแม่” ชูสุขอนามัยท้าชนกระบอกน้ำพลาสติก
เป้าหมายสำคัญของการยกระดับแบรนด์คือการแก้ Pain Point จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลที่พบว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่มองแบรนด์ในลักษณะที่คุ้นเคย แต่ดูไม่ทันสมัยและไม่ดึงดูดใจ
หนึ่งในคำสะท้อนที่ทำให้โอเชียนกลาสต้องกลับมาคิดเรื่องการรีเฟรชแบรนด์อย่างจริงจังคือภาพจำของผู้บริโภคบางกลุ่มที่มอง Ocean เป็น “แก้วของคุณแม่” ซึ่งสะท้อนทั้งความคุ้นเคยที่แบรนด์มีอยู่เดิม และความท้าทายในการทำให้แบรนด์กลับมาเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง
โอเชียนกลาสจึงปรับทิศทางผ่านแนวคิด Design + Emotion + Accessibility เพื่อรีเฟรชภาพลักษณ์ และสร้างทางเลือกใหม่ในตลาดที่กระบอกน้ำพลาสติก ทัมเบลอร์ และวัสดุอื่น ๆ กำลังครองความนิยม
บริษัทชูจุดเด่นด้านสุขอนามัยของวัสดุแก้ว ทั้งเรื่องการทำความสะอาดง่าย ไม่มีกลิ่นตกค้าง มองเห็นเครื่องดื่ม และนำกลับมาใช้ซ้ำได้ พร้อมพัฒนาฟังก์ชันและอุปกรณ์เสริม เช่น ปลอกจับแก้วเพื่อกันความร้อนและเย็น ฝาปิดกันหก และกระเป๋าสะพายแก้ว เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานนอกบ้าน
คุณธีรนีกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “ความท้าทายของเราคือการสร้างความเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลง หรือ Relevance เพื่อทำให้แบรนด์กลับมามีความทันสมัยและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อีกครั้ง โดยเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อแก้วน้ำ จากของใช้จำเป็นทั่วไป ให้กลายเป็นของที่สร้างคุณค่าและความรู้สึก”
นอกจากแบรนด์หลักอย่าง Ocean ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยแล้ว บริษัทยังมีพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลากหลายระดับ เช่น แบรนด์พรีเมียม “Lucaris” ซึ่งเป็นเครื่องแก้วคริสตัลลีนสำหรับกลุ่มโรงแรมห้าดาวและกลุ่มผู้ดื่มไวน์ แบรนด์ “Poshy” รวมถึงแบรนด์สินค้ากลุ่มจานชามและกล่องถนอมอาหาร
ขณะเดียวกัน ชุดแก้วรุ่น “Madison” ซึ่งเป็นสินค้าขายดีตลอดกาลในกลุ่มโรงแรม ยังถูกนำมาต่อยอดเป็นลวดลายเฉพาะตัว เพื่อสร้างอัตลักษณ์และตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านงานดีไซน์ของบริษัท
“Ocean x Butterbear” สมการเชื่อมโยงความรู้สึก
ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัทเลือกใช้การทำ Collaboration ร่วมกับ Butterbear ผ่านแคมเปญ “My Pleasure Moment” ซึ่งเป็นการเซ็นสัญญากับเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง
ความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งด้านคุณภาพและฟังก์ชันของโอเชียนกลาส เข้ากับคุณค่าทางความรู้สึกและการเชื่อมโยงผู้บริโภคของ Butterbear โดยเน้นการทำตลาดในรูปแบบสินค้าจำนวนจำกัด การบอกเล่าเรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่า และการกำหนดช่องทางจัดจำหน่ายเฉพาะ โดยไม่ได้วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วไปเหมือนสินค้าปกติ
สำหรับโอเชียนกลาส Butterbear เป็นตัวแทนของความน่ารัก ความสดใส และความรู้สึก “ฮีลใจ” ที่สามารถเชื่อมโยงกับแนวคิด Life’s Pleasure ของแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แคมเปญนี้จึงถูกออกแบบให้สินค้าเข้าไปอยู่ในทุกช่วงเวลาและทุกฤดูกาลของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง การรับประทานอาหาร หรือการมอบเป็นของขวัญ
การเปิดตัวแคมเปญในลักษณะ Soft Launch บนแพลตฟอร์ม TikTok ด้วยสินค้าล็อตแรกจำนวนหลักร้อยชุดเพื่อทดสอบตลาด พบว่าสินค้าหมวดหมู่ Summer Collection จำหน่ายหมดภายใน 15 นาทีแรก และสินค้าที่เหลือทั้งหมดจำหน่ายหมดภายในเวลา 1 ชั่วโมง
โดยสัญญาร่วมมือกับ Butterbear มีระยะเวลา 1 ปีเต็ม แคมเปญจะลากยาวไปจนถึงช่วงเดือนธันวาคมของปีนี้
นอกจากการทำตลาดในประเทศแล้ว บริษัทยังบุกตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ Tourist โดยนำสินค้าไปวางจำหน่ายที่บูธน้องเนยใน คิง เพาเวอร์ (King Power) สาขาสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งมาพร้อมกิมมิก “ของสมนาคุณแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะนักเดินทาง” ที่แตกต่างจากของแถมในช่องทางออนไลน์และห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าต่างชาติ
ในแง่นี้ สิ่งที่โอเชียนกลาสกำลังขยับไปขายจึงไม่ใช่เพียงเครื่องแก้ว แต่คือ “โมเมนต์” และความรู้สึกร่วมที่ผู้บริโภคอยากพกติดตัวไปในชีวิตประจำวัน
คุณธีรนีกล่าวว่า “การร่วมมือกันครั้งนี้เป็นการนำจุดแข็งด้านคุณภาพและฟังก์ชันของโอเชียนกลาสที่อยากมอบความสุขในชีวิตให้ลูกค้า มาผสานเข้ากับคุณค่าทางอารมณ์และการเชื่อมโยงผู้บริโภคของ Butterbear เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่ม Touchpoint กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะช่วยแปรเปลี่ยนการรับรู้ของแบรนด์จากความคุ้นเคยให้กลายเป็นความรักในแบรนด์ได้ในที่สุด”
เปิดพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ และคอลเลกชันรับซัมเมอร์
สำหรับผลิตภัณฑ์ในแคมเปญนี้ มีการวางแผนออกสินค้าครอบคลุม 4 ฤดูกาล ได้แก่ Summer, Rainy, Autumn และ Winter พร้อมคอลเลกชันพิเศษที่เตรียมเปิดตัวในอนาคต เช่น คอลเลกชันวันเกิดของ Butterbear ดีไซน์แก้วสองชั้น หรือ Double Wall ผลิตเพียง 1,406 เซต รวมถึง “ชุดมัทฉะ” ที่ออกแบบให้มีแก้วชงชาและถ้วยใส่ชาเขียวพร้อมกระเป๋าพกพา
ส่วนคอลเลกชันแรกที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการคือ Summer Collection ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชุดหลัก ได้แก่ ชุดแรก Personal Bottle Set หรือ BB Summer Splash ซึ่งเป็นชุดขวดพกพา ส่วนชุดที่สองคือ Personal Lunch Box Set ภายใต้ธีม BB Summer Splash เช่นเดียวกัน เป็นชุดกล่องข้าวพกพา ประกอบด้วยแก้วรุ่น “REGO Personal Glass” และกล่องใส่อาหาร “REGO BOX”
สินค้าในกลุ่มนี้เลือกใช้วัสดุคุณภาพ เช่น Sodalime และ Crystalline เป็นจุดแข็ง พร้อมนำเทคนิคการตกแต่งแก้วครบวงจรของบริษัทมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งงานพิมพ์ลาย งานสเปรย์พ่นสี และงานเคลือบสี
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่แก้วน้ำ แก้วชงชา ถ้วยมัทฉะ ชาม ช้อน จาน และกล่องข้าวถนอมอาหาร เพื่อเพิ่มความหลากหลายของประเภทสินค้าให้มากกว่าเพียงเครื่องแก้วใสในอดีต
ความหลากหลายดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของโอเชียนกลาส ที่ไม่ได้ต้องการให้ผู้บริโภคนึกถึงแบรนด์เฉพาะเวลาต้องการ “แก้วน้ำ” แต่ต้องการให้ Ocean เข้าไปอยู่ในหลายจังหวะของชีวิต ตั้งแต่แก้วพกพาในออฟฟิศ ไปจนถึงของขวัญในโมเมนต์พิเศษ
รักษามาตรฐาน Global Compliance ควบคู่ Green Factory
นอกเหนือจากการรุกตลาดผู้บริโภค โอเชียนกลาสยังคงรักษามาตรฐานการผลิตระดับสากล ด้วยกำลังการผลิต 130 ล้านใบต่อปี จากโรงงานที่เดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง และมีมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดผ่านการรับรองระดับสากล หรือ Global Compliance
มาตรฐานดังกล่าวทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตสินค้าลิขสิทธิ์ให้แก่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney และ Snoopy รวมถึงการเป็นแบรนด์เครื่องแก้วที่ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศอินเดีย
สำหรับตลาดในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 30-35% ซึ่งขับเคลื่อนผ่านระบบตัวแทนจำหน่าย หรือ Distributors และการขายตรง หรือ Direct Sales
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ HoReCa จะผูกติดกับภาคการท่องเที่ยว ยอดขายกลุ่ม B2C ในต่างประเทศจะเติบโตล้อไปกับ GDP และอัตราการบริโภค หรือ Consumption ของแต่ละประเทศ โดยตลาดที่กำลังเติบโตได้ดีมากสำหรับโอเชียนกลาสคือ เวียดนามและอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ หรือ Feasibility ในการนำโมเดลการ Collaboration กับคาแรกเตอร์ ไปต่อยอดขยายตลาดในต่างประเทศในเฟสถัดไป โดยเฉพาะในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทมีฐานลูกค้าและเครือข่ายที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
“เราตั้งเป้าขยายความร่วมมือรูปแบบ Collaboration เป็นเฟส โดยเริ่มจากประเทศไทยเป็นเฟสแรก และด้วยข้อได้เปรียบที่เรามีฐานลูกค้าและเครือข่ายที่แข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศ เช่น จีนและเอเชียแปซิฟิก การนำคอลเลกชันพิเศษเหล่านี้ไปต่อยอด จึงเป็นก้าวสำคัญในเฟสถัดไปที่เรากำลังศึกษาความเป็นไปได้” คุณธีรนีกล่าว
นอกจากการสร้างคุณค่าทางอารมณ์ให้กับแบรนด์แล้ว โอเชียนกลาสยังพยายามยกระดับภาพลักษณ์ในมิติของความยั่งยืนควบคู่กันไป ผ่านการดำเนินนโยบายโรงงานสีเขียว หรือ Green Factory ที่มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทมีการนำพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar Energy มาใช้ในระบบโรงงาน ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 2.7 ล้านกิโลกรัมต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 330,000 ต้น นอกจากนี้ยังมีระบบหมุนเวียนสีนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ Reuse ในกระบวนการตกแต่งแก้ว เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายความยั่งยืน
“ความคาดหวังสูงสุดของเรา คืออยากให้ผู้บริโภคหันมามองหาแบรนด์โอเชียน เมื่อพวกเขาต้องการสร้างความสุขและให้ของขวัญในทุกโมเมนต์สำคัญ เพื่อแปรเปลี่ยนจากแบรนด์ที่ทุกคนเพียงแค่คุ้นเคย ให้กลายเป็นความรักในแบรนด์ หรือ Brand Love” คุณธีรนีกล่าว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Visa เลือกไทยเปิดตัว Visa Destinations แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก
KAMU KAMU กางแผน 3 ปี ปักธงรายได้พันล้าน ชู ‘ชา’ เป็นแกนหลักรุกตลาด Gen Z



