Share on
×

Share

ให้ AI ตัดสินใจแค่ไหน? Omise, Microsoft และ OpenAI ชี้จุดที่คนต้องตัดสินใจเอง

ให้ AI ตัดสินใจแค่ไหน? Omise, Microsoft และ OpenAI ชี้จุดที่คนต้องตัดสินใจเอง

เมื่อ AI Agent เขียนโค้ด ตรวจงาน และส่งต่อให้ Agent อีกตัวดำเนินการได้มากขึ้น องค์กรต้องตอบให้ชัดว่า งานใดควรปล่อยให้ระบบตัดสินใจเอง และใครต้องรับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาด การมีคนกดอนุมัติก่อนนำไปใช้อาจช่วยได้ไม่มาก หากผู้อนุมัติไม่เข้าใจสิ่งที่ระบบทำ หรือไม่มีข้อมูลเพียงพอจะพิจารณาว่าผลงานนั้นเชื่อถือได้จริงหรือไม่ ความท้าทายจึงอยู่ทั้งการกำหนดขอบเขตให้ AI และการทำให้คนยังตรวจสอบงานได้ทันกับความเร็วที่เพิ่มขึ้น

Omise, Microsoft และ OpenAI ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางกำหนดขอบเขตการทำงานของ AI Agent ในวงเสวนา “When Agents Decide: Control, Risk and Accountability” ภายในงาน “จากผู้ช่วย AI สู่ AI Agent: การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวิศวกรรมซอฟต์แวร์” ที่ Agoda จัดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ณ สำนักงานแห่งใหม่ที่ One Bangkok ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย Sylvain Dormieu, Director of Engineering, Omise, Harley Young, Head of High-Tech Pod, ASEAN Enterprise, Microsoft และ Kevin Chan, AI Deployment Engineer Manager, OpenAI โดยมี Royee Goldberg, VP of Engineering, Agoda เป็นผู้ดำเนินรายการ ทั้ง 3 บริษัทแบ่งปันประสบการณ์ตั้งแต่การเลือกงานที่ให้ Agent ตัดสินใจเองได้ ไปจนถึงการตรวจสอบและความรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

Omise จำกัดขอบเขต AI ก่อนให้ตอบลูกค้าเอง

สำหรับ Omise การให้ Agent ตอบอีเมลลูกค้าเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างการช่วยร่างกับการลงมือทำแทนคน Sylvain เล่าว่า ผู้ส่งอีเมลอาจเป็นทั้งลูกค้าปัจจุบัน ผู้สนใจใช้บริการ หรือผู้ที่กำลังไม่พอใจ หาก AI ตอบด้วยข้อมูลที่แต่งขึ้นย่อมกระทบความเชื่อมั่น ช่วงแรกทีมทดลองส่งอีเมลให้ Agent พร้อมเครื่องมือสำหรับตอบกลับโดยตรง แต่พบว่าคำตอบยังไม่แม่นยำพอ จึงเปลี่ยนมาแบ่งการตัดสินใจออกเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน

ระบบเริ่มจากตรวจว่าอีเมลมีประเด็นเดียวหรือหลายประเด็น หากมีหลายประเด็นจะไม่ตอบอัตโนมัติ จากนั้นตรวจว่าอยู่ในหัวข้อที่อนุญาตหรือไม่ โดยเริ่มจากคำถามง่ายที่มีคำตอบชัดเจน เช่น ราคาและวิธีเริ่มใช้บริการ สำหรับอีเมลที่ผ่านเงื่อนไข Agent จะเลือกคำตอบจากรูปแบบที่ทีมบริการลูกค้าจัดเตรียมไว้ แล้วปรับเฉพาะรายละเอียดที่อนุญาต เช่น ชื่อลูกค้า แทนการเขียนคำตอบใหม่ทั้งหมด

แนวทางนี้ทำให้ Omise ตอบอีเมลอัตโนมัติได้ประมาณ 10% และตอบกลับภายในหนึ่งนาทีได้ตลอดวัน Sylvain มองว่าประโยชน์อยู่ทั้งความถูกต้องและความรวดเร็ว โดยทีมเริ่มจากงานที่มั่นใจก่อนพิจารณาขยายไปยังหัวข้ออื่น ส่วนงานพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทใช้ Agent ช่วยกำหนดรายละเอียด เขียนโค้ด และทดสอบ แต่การตัดสินใจสำคัญด้านการออกแบบระบบยังอยู่กับคน เพราะต้องพิจารณาทั้งโครงสร้างข้อมูล การตั้งค่า และการดูแลรักษาในระยะยาว

Microsoft แนะวัดความเสี่ยงก่อนให้อิสระ AI

Harley เสนอให้พิจารณาสองเรื่องควบคู่กันก่อนให้อิสระแก่ Agent คือหากทำผิดแล้วจะเกิดผลกระทบมากเพียงใด และการกระทำนั้นย้อนกลับได้ยากแค่ไหน งานที่ผลกระทบต่ำและแก้คืนได้ง่ายเปิดให้ Agent ดำเนินการเองได้มากกว่า ส่วนงานที่ผลกระทบสูงหรือย้อนกลับได้ยากต้องมีคนเข้ามาพิจารณา หลักคิดนี้ช่วยให้องค์กรกำหนดระดับการควบคุมตามความเสี่ยงของงาน แทนการใช้เงื่อนไขเดียวกันกับทุกการกระทำ

วิธีตรวจงานก็ต้องปรับตามความสามารถในการสร้างงานของ AI ด้วย Harley มองว่าการกำหนดให้คนอ่านโค้ดทุกบรรทัดอาจไม่สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น องค์กรจึงต้องทบทวนกระบวนการและใช้เครื่องมือช่วยค้นหาว่าส่วนใดมีความเสี่ยงหรือควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ พร้อมกำหนดว่างานแบบใดยังต้องตรวจด้วยคน เป้าหมายคือทำให้ผู้รับผิดชอบมีหลักฐานเพียงพอที่จะมั่นใจในผลงาน แม้ไม่ได้ตรวจทุกรายละเอียดด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม การมอบหมายงานไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบขององค์กรลดลง Harley เชื่อมเรื่องนี้กับความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อบริษัท หากระบบให้ราคาผิด บริษัทต้องตัดสินใจว่าจะรับมือกับผลที่เกิดขึ้นอย่างไร การอธิบายว่า Agent ทำผิดไม่อาจทดแทนความรับผิดชอบต่อผู้ใช้ได้ ภายในองค์กรจึงต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัด ทั้งความรับผิดชอบของทีมพัฒนาต่อโค้ดที่ส่งมอบ และทีมทดสอบต่อการตรวจสอบที่ดำเนินการ

OpenAI ย้ำต้องตรวจสอบการทำงานของ Agent ได้

Kevin มองว่าระดับการตรวจสอบต้องสอดคล้องกับผลกระทบเช่นกัน การเปลี่ยนสีปุ่มกับการเปลี่ยนสกุลเงินหรือตำแหน่งทศนิยมของราคาไม่ควรได้รับการตรวจในระดับเดียวกัน เพราะความเสียหายต่างกันมาก แม้ Agent จะรับงานไปดำเนินการเองได้ ความรับผิดชอบยังอยู่กับคน ทั้งผู้มอบหมายงานและผู้ตรวจผลงาน การเลือกว่าจะให้ระบบทำอะไรได้เองจึงต้องพิจารณาลักษณะของการเปลี่ยนแปลงและผลที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ขอบเขตการมอบหมายยังขึ้นอยู่กับว่า Agent มีข้อมูลครบเพียงใด Kevin เล่าว่าเขาใช้ AI ช่วยค้นหาเวลาประชุมที่เหมาะสม จัดนัดหมาย และหาห้องประชุมได้ แต่ยังไม่ค่อยให้ส่งข้อความแทนตนเองโดยอัตโนมัติ เพราะระบบอาจไม่รู้บริบทจากการพูดคุยที่เกิดขึ้นนอกช่องทางดิจิทัล ข้อความที่ร่างขึ้นจึงอาจขาดข้อมูลสำคัญ แม้จะอ่านแล้วดูเหมือนพร้อมส่งก็ตาม

เมื่อ Agent ทำงานได้มากขึ้น องค์กรต้องติดตามตรวจสอบได้ว่าระบบลงมือทำอะไรและใช้ข้อมูลจากไหน รวมถึงมีการแจ้งเตือนให้ผู้รับผิดชอบตอบสนองได้ Kevin ระบุว่าลูกค้าองค์กรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนหลังและการติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครื่องมือด้านนี้ยังพัฒนาอยู่ องค์กรเองก็ต้องรู้ว่าควรเฝ้าดูสัญญาณใด เพื่อให้เห็นความผิดปกติก่อนปัญหาลุกลาม แทนการรอจนระบบหยุดทำงานแล้วจึงเริ่มแก้ไข

มีคนอนุมัติ ต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังรับรอง

เมื่อผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามว่า การมีคนอยู่ในกระบวนการอาจเป็นเพียงการกดยืนยันโดยไม่เข้าใจงานหรือไม่ Sylvain ยอมรับว่า แม้แต่คำขอรวมโค้ดที่มีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งพันบรรทัดก็ตรวจได้ยากอยู่แล้ว และ AI ทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิม องค์กรจึงต้องออกแบบกระบวนการให้คนติดตามและทำความเข้าใจได้จริง ท่ามกลางแรงกดดันที่ต้องส่งมอบงานเร็วขึ้น โดยเขายอมรับว่ายังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับปัญหานี้

ในกรณีที่ Agent หลายตัวทำงานร่วมกันตั้งแต่กำหนดรายละเอียด เขียนโค้ด ไปจนถึงทดสอบ Sylvain เห็นว่าผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมต้องรับผิดชอบต่อกระบวนการที่ออกแบบขึ้นด้วย หากระบบสร้างข้อผิดพลาด สิ่งที่ต้องตรวจสอบจึงครอบคลุมทั้งตัวงานและวิธีที่จัดให้ Agent ทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกัน เขายังมองว่าการคาดหวังให้ AI แก้เหตุขัดข้องทุกประเภทด้วยตนเองสูงเกินไป เพราะปัญหาในระบบจริงอาจมาจากโค้ด หน่วยความจำ ฐานข้อมูล หรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

บางงานอาจกำหนดให้ดำเนินการอัตโนมัติได้ เช่น การย้อนระบบกลับไปยังสถานะเดิมที่ยอมรับได้ แต่เหตุการณ์ที่อยู่นอกขอบเขตที่เตรียมไว้ยังต้องอาศัยคน แนวทางนี้สอดคล้องกับการเลือกงานตอบอีเมลของ Omise ซึ่งเริ่มจากปัญหาที่ระบุเงื่อนไขได้ชัดเจน การขยายอิสระให้ Agent จึงต้องพิจารณาว่าองค์กรเข้าใจงานนั้นมากพอที่จะกำหนดวิธีตรวจสอบและรับมือเมื่อผิดพลาดหรือยัง

ทักษะวิศวกรยังสำคัญเมื่อ AI สร้างงานได้เร็วขึ้น

ความสามารถของคนที่จะตรวจและตัดสินใจเป็นอีกเรื่องที่ต้องพัฒนาควบคู่กัน Harley เตือนว่า การมอง AI เป็นเหตุให้ไม่ต้องพัฒนานักพัฒนารุ่นใหม่จะสร้างปัญหาในระยะยาว เพราะเมื่อวิศวกรอาวุโสเกษียณ องค์กรอาจขาดคนที่เข้าใจระบบ เขาเล่าว่า Microsoft มีแนวทางให้วิศวกรอาวุโสช่วยสอนนักศึกษาและผู้เริ่มทำงานใช้ AI เพื่อเร่งการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการทำงาน แทนการปล่อยให้ผู้ใช้เพียงรับรองผลงานที่ตนเองไม่เข้าใจ

Kevin เห็นว่า AI เปิดโอกาสให้คนที่ไม่ใช่วิศวกรเริ่มสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่ประสบการณ์ทางวิศวกรรมยังจำเป็นมากขึ้น เมื่อเครื่องมือสามารถสร้างงานที่ครอบคลุมหลายภาษาและหลายด้าน ความรู้จากการทำงานจริงช่วยให้คนพิจารณาข้อจำกัดและผลกระทบได้ การมีเครื่องมือที่เก่งขึ้นจึงต้องมาพร้อมผู้ใช้ที่มีทักษะเพียงพอจะตรวจสอบและรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำไปใช้งาน

จากเขียนโค้ดสู่งานธุรกิจ AI Agent ต้องมีขอบเขตชัด

เมื่อมองไปข้างหน้า Sylvain เสนอให้ทีมพัฒนาขยายความสนใจจาก Agent เขียนโค้ดไปสู่งานธุรกิจ เช่น การรับลูกค้าใหม่ การบริการลูกค้า และการจัดการสินไหมในธุรกิจประกัน ส่วน Harley เห็นว่าการนำระบบอัตโนมัติเข้าไปทำงานได้ลึกขึ้นต้องอาศัยการออกแบบกระบวนการธุรกิจใหม่ ขณะที่ Kevin สะท้อนว่าการเปลี่ยนระบบเดิมในองค์กรที่มีการดำเนินงานขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา เพราะเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายและมีผลต่อเนื่องถึงกัน

Kevin ยังพบว่าการใช้งานมักเริ่มจากคนคนหนึ่งที่ต้องการลดงานซ้ำ เมื่อสร้าง Agent ช่วยตนเองได้แล้วจึงเริ่มต้องการระบบที่ทำงานร่วมกับทีมอื่นได้ การขยายจากงานส่วนบุคคลไปสู่งานร่วมกันทำให้การกำหนดขอบเขตและความรับผิดชอบยิ่งสำคัญ องค์กรต้องระบุว่า Agent ตัดสินใจเรื่องใดได้เอง เมื่อใดต้องส่งต่อให้คน และผู้รับผิดชอบจะมีข้อมูลอะไรประกอบการพิจารณา เพื่อให้การอนุมัติแต่ละครั้งเป็นการตัดสินใจที่เข้าใจผลตามมาจริง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

องค์กรไทยเร่งใช้ AI แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน

Huawei เสนอ Sovereign AI ไทย ต่อยอดโมเดลเปิดสู่การใช้งานจริง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar