หลังจากตั้งโรงงานแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 65 ปีก่อน ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นมากกว่าฐานผลิตถ่านไฟฉายของพานาโซนิค เอเนอร์จี แต่คือ “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์” ที่ควบคุมทั้งการผลิตและการขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการเติบโตยอดขาย 5% ต่อปีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน “Produce To Reduce”
ย้อนกลับไปในปี 2474 โคโนะสึเกะ มัตสึชิตะ ผู้ก่อตั้ง มีแนวคิดอยากสร้างไฟฉายที่ให้แสงสว่างไม่ดับเพื่อช่วยคนทำงานกลางคืน นั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจถ่านไฟฉายพานาโซนิค และนำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในปี 2504 เมื่อบริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น
ฮิเดะฟูมิ ฟูจิอิ กรรมการผู้บริหารระดับสูง พานาโซนิค เอเนอร์จี ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันพานาโซนิค เอเนอร์จีดำเนินธุรกิจสองเสาหลัก ได้แก่ ธุรกิจแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 55% และธุรกิจสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภคทั่วไป 45% โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวม 873.2 พันล้านเยน (ประมาณ 178 พันล้านบาท) มีโรงงาน 21 แห่งทั่วโลก

“การเลือกประเทศไทยเป็นฐานผลิตแห่งแรกนอกญี่ปุ่นเมื่อ 65 ปีก่อนเป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ” คุณฮิเดะฟูมิ กล่าว
บทบาทใหม่ของประเทศไทย จากฐานผลิตสู่ศูนย์กลางภูมิภาค
อัทสึชิ อันไซ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงพัฒนาการของบริษัทในไทยว่า เริ่มจากก่อตั้งบริษัท เนชั่นแนล ไทย จำกัด ในปี 2504 ผลิตถ่านแมงกานีส ก่อนขยายไปสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ และแยกเป็นโรงงานมัตสึชิตะ แบตเตอรี่ (ประเทศไทย) ในปี 2539 เริ่มผลิตถ่านอัลคาไลน์ในปี 2543 และเปลี่ยนชื่อเป็น พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) ในปี 2551
ก้าวสำคัญเกิดขึ้นในปี 2563 เมื่อบริษัทเริ่มระบบการจัดจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศไทยเป็นสำนักงานใหญ่ จนถึงปี 2568 บริษัทผลิตถ่านไฟฉายสะสมกว่า 20,000 ล้านก้อน ส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
“ปัจจุบัน บทบาทของประเทศไทยก้าวจากการเป็นเพียงฐานการผลิต สู่การเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ระดับโลกและศูนย์กลางการขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” คุณอัทสึชิ กล่าว
Produce To Reduce: เมื่อการผลิตต้องไม่ทำลายโลก
นอกเหนือจากความแข็งแกร่งทางธุรกิจ พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด “Produce To Reduce” มุ่งผลิตสินค้าคุณภาพควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้บริโภค

ภายใต้พันธกิจ “Create Happiness in our daily lives, create harmony with the environment” บริษัทฯ มุ่งมั่นผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ โดยโรงงานได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2566 โรงงานของพานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) ได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon-Neutral Factory) แห่งแรกในประเทศไทย โดยบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตสินค้าอายุการใช้งานยาวนาน ลดปริมาณขยะ ลดการใช้สารอันตราย (ปราศจากการเพิ่มสารตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม) และใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษลดพลาสติก
นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินโครงการรีไซเคิลถ่านไฟฉายตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในปี 2568 ขยายจุดรับทิ้งถ่านไฟฉายใช้แล้วกว่า 1,060 จุดทั่วประเทศ รวบรวมถ่านใช้แล้วกว่า 700,000 ก้อน นำไปรีไซเคิลแปรรูปเป็นเหล็กได้กว่า 2,700 กิโลกรัม
คุณอัทสึชิกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงาน 685 คน และมุ่งหวังให้องค์กรอยู่เคียงคู่สังคมไทยไปอีกนับ 100 ปีข้างหน้า
Partnership across generation: 17 ครอบครัว 3 เจเนอเรชั่น 65 ปีที่ไม่ทิ้งกัน
จุดเริ่มต้นของพานาโซนิคในไทยเกิดขึ้นก่อนมีโรงงานเสียอีก คุณวิทูรย์ เหล่าวีระกุล ผู้จัดการ ทั่วไปฝ่ายการตลาด ไทย ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ กล่าวว่า มีการนำเข้าถ่านไฟฉายจากญี่ปุ่นเข้ามาขายตั้งแต่ปี 2497 โดยมี ทรงเอก บุญศิริจันทร์ ที่ปรึกษา บริษัท ไต้ฮั้วกรุ๊ปโปรดักส์ จํากัด เป็นตัวแทนจำหน่ายรุ่นแรก ๆ
ระบบ Key Dealer เริ่มอย่างเป็นทางการในปี 2531 ปัจจุบันมีพันธมิตร 17 รายที่ยังอยู่ร่วมกันมาตลอด เติบโตเหมือนครอบครัวภายใต้ปรัชญา “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” พร้อมนำเทคโนโลยีเช่นแท็บเล็ตและ Line มาใช้สื่อสารข้อมูลการขายอย่างรวดเร็ว
คุณทรงเอก ตัวแทน Gen 1 เล่าถึงยุคแรกที่การทำตลาดถ่านไฟฉายยากมาก เพราะแต่ละจังหวัดมีแบรนด์เจ้าถิ่นแตกต่างกันไป แต่พานาโซนิคค่อย ๆ เจาะตลาดจนครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ด้วยปรัชญา “สินค้าต้องมีคุณภาพ”
“เมื่อสินค้ามีคุณภาพดีและแบรนด์แข็งแกร่ง สินค้าจะนำคน หมายความว่าแค่ตัวแทนเซลส์ไปถึงร้านค้า ทุกคนก็พร้อมต้อนรับ” คุณทรงเอก กล่าว พร้อมเสริมว่าหลักการสำคัญคือความซื่อสัตย์ต่อกัน และเมื่อเจอวิกฤต บริษัทต้องกล้าที่จะสนับสนุนและก้าวผ่านปัญหาไปพร้อมกับตัวแทนจำหน่าย
ธาริณี เลิศธนะโภค กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุทธิภัณฑ์ (1991) จํากัด ตัวแทน Gen 2 คลุกคลีกับพานาโซนิคมาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้จากรุ่นพ่อแม่ถึงความทุ่มเทและซื่อสัตย์ต่อองค์กร ลูกค้า และทีมงาน
สิ่งที่น่าประทับใจคือระบบการจัดการที่ทำให้สินค้าไปถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วในเวลาที่ตลาดต้องการ เช่น เหตุการณ์กู้ภัยทีมหมูป่า หรือช่วงวิกฤตโควิด-19 พานาโซนิคไม่หยุดพัฒนา ทั้งสินค้าและบุคลากร สนับสนุนเทคโนโลยีแท็บเล็ตช่วยให้ทราบพิกัดรถและข้อมูลสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์
“Teamwork makes Dream work ตราบใดที่บริษัทและ Key Dealer ร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แก้ปัญหาร่วมกัน ก็จะผ่านทุกอุปสรรค” คุณธาริณี กล่าว
นายวิชญะ อภิชนกิจ ผู้จัดการ บริษัท ถ่านไฟฉายอุดร จํากัด ตัวแทน Gen 3 เล่าว่า กิจการเริ่มค้าขายตั้งแต่ปี 2523 และก่อตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 2535 ตนเองเข้ามารับช่วงต่อเมื่อปี 2566 แม้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป แต่ยังตื่นเต้นกับธุรกิจนี้เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพของพานาโซนิคที่เป็นอันดับ 1
“ต้องใช้ความกล้าในการเผชิญหน้ากับปัญหา และภูมิใจที่ได้สานต่อธุรกิจของครอบครัวพานาโซนิค” นายวิชญะกล่าว
ตลาดโลกยังโต: ดันเป้า 3% ทั่วโลก 5% ในเอเชีย ใช้โมเดลไทยบุกอาเซียน
ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจเริ่มก่อตั้งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2497 ก่อนมีโรงงาน เริ่มระบบตัวแทนจำหน่ายในภาคอีสานปี 2531 และขยายเป็นระบบคีย์ดีลเลอร์ 17 รายครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2554 ส่วนโมเดิร์นเทรดเริ่มกับ 7-Eleven ตั้งแต่ปี 2532
ปัจจุบันความต้องการถ่านไฟฉายในตลาดโลกยังขยายตัว จากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเกิดใหม่ การใช้งานอุปกรณ์รีโมทคอนโทรลในครัวเรือน อุปกรณ์ใหม่เช่นสมาร์ทล็อคและอุปกรณ์รองรับเทคโนโลยี AI รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมโรงแรม
คุณฮิเดะฟูมิ กล่าวถึงบทบาทของถ่านไฟฉายในปัจจุบันว่า ยังคงสำคัญโดยเฉพาะในยามภัยพิบัติเพื่อใช้เป็นไฟฉุกเฉิน แม้สมาร์ทโฟนจะเติบโตแต่จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและอุปกรณ์ใหม่ ๆ ทำให้ตลาดยังเติบโตต่อไป
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความต้องการถ่านไฟฉายมากกว่า 3,000 ล้านก้อนต่อปี ส่วนประเทศไทยประมาณ 320 ล้านก้อนต่อปี โดยพานาโซนิคครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1
คุณฮิเดะฟูมิกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตของยอดขายทั่วโลกที่ 3% ต่อปี ขณะที่ คุณโยชิดะ เสริมว่า ภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตั้งเป้าเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 5% ต่อเนื่องถึงปี 2573 โดยจะต่อยอดโมเดลความสำเร็จจากประเทศไทยสู่ประเทศอื่นในอาเซียน
จุดแข็งที่ทำให้พานาโซนิคยังคงเป็นอันดับ 1 คือประสิทธิภาพ ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ แบรนด์ที่แข็งแกร่ง และการมีฐานการผลิตในประเทศที่ส่งมอบสินค้าได้รวดเร็วและมีเสถียรภาพ
สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 100 ปีข้างหน้า
ในโอกาสครบรอบ 65 ปี บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอีก 10 ปี 50 ปี และ 100 ปีข้างหน้า ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การมีส่วนร่วมกับชุมชน และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
“ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้ บริษัทไม่ได้มุ่งเพียงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมถ่านไฟฉาย แต่มีความตั้งใจที่จะมีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตพลังงานโลกที่ยั่งยืน ประเทศไทยจะยังคงเป็นฐานยุทธศาสตร์หลักของเราในระดับโลก เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงจากญี่ปุ่นเข้ากับศักยภาพของบุคลากรไทยและระบบนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาวอย่างยั่งยืน” คุณอัทสึชิ กล่าว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กลยุทธ์ WHA ปี 69 รุกภูมิภาค ลุยพลังงานสะอาด-SMR ดึงดาต้าเซ็นเตอร์
แผนธุรกิจ AP ปี 2569 ตั้งเป้า 4.9 หมื่นล้านบาท รุกแนวราบหัวเมือง-เปิดช่อง Diversify



